ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทารกกินนมแม่แล้วถ่ายเป็นเลือด: ความกังวลใจครั้งใหญ่ของแม่มือใหม่

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหารในเด็ก ไม่มีเหตุการณ์ใดที่จะสร้างความตื่นตระหนกให้แก่คุณแม่ป้ายแดงได้เท่ากับการพบว่า ทารกวัยแบเบาะที่กำลังกินนมแม่อย่างมีความสุข ถ่ายอุจจาระออกมามีเลือดปน ภาพอุจจาระที่มีคราบเลือดสีแดงสดหรือสีคล้ำปนอยู่ สามารถทำให้คุณแม่ใจหายวาบและเกิดคำถามมากมายตามมาในหัว ทารกเป็นโรคร้ายแรงอะไรหรือไม่ นมแม่มีปัญหาหรือเปล่า หรือลูกแพ้อะไรบางอย่างจากสิ่งที่แม่กินเข้าไป

อาการถ่ายเป็นเลือดในทารกกินนมแม่ล้วน แม้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินถึงแก่ชีวิต แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายของทารกที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด สาเหตุหลักมักแยกออกเป็นสองประเด็นใหญ่ที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ เลือดจากมารดาที่ทารกกลืนกินเข้าไปจากอาการหัวนมแตก หรือเลือดที่ออกจากระบบทางเดินอาหารของตัวทเองอันเนื่องมาจากภาวะแพ้อาหารผ่านทางน้ำนมแม่ การวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำและการทำความเข้าใจกลไกของโรคอย่างถ่องแท้ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยคลายความกังวล และนำไปสู่การรักษาที่ตรงจุดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทารกน้อย

ทำความเข้าใจกลไกและสาเหตุหลักของอาการถ่ายเป็นเลือดในทารก

เมื่อพบเลือดปนในอุจจาระของทารกกินนมแม่ แพทย์จะต้องทำการแยกแยะระหว่างเลือดของแม่ที่ทารกกินเข้าไป (Maternal Blood) กับเลือดที่ออกจากตัวทารกเอง (Neonatal Gastrointestinal Bleeding) ซึ่งมีสาเหตุและกลไกการเกิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้

ภาวะเลือดจากมารดา (Maternal Blood Swallow)

ในทารกแรกเกิดถึงช่วงสองสามเดือนแรก การให้นมแม่อาจมีอุปสรรคเรื่องท่าอุ้มหรือการอมหัวนมที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ผิวหนังบริเวณหัวนมมารดาเกิดการบาดเจ็บ แตก เป็นแผล หรือมีเลือดซึมออกมาขณะที่ทารกกำลังดูดนม เมื่อทารกดูดนมแม่ เลือดจากแผลที่หัวนมจึงถูกกลืนลงไปในกระเพาะอาหารและลำไส้ของทารกด้วย เนื่องจากระบบย่อยอาหารของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์เต็มที่ เลือดที่ผ่านลงไปจึงถูกขับออกมากับอุจจาระ ทำให้เห็นเป็นเลือดปนในผ้าอ้อม

นอกจากนี้ ในอดีตอาจมีการตรวจพบภาวะ Apt Test เพื่อแยกแยะว่าเป็นเลือดของแม่หรือเลือดของลูก แต่ในปัจจุบันการซักประวัติและตรวจร่างกายมารดาอย่างละเอียดร่วมกับการตรวจอุจจาระมักให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนเพียงพอ

ภาวะแพ้อาหารผ่านทางน้ำนมแม่ (Food Protein-Induced Allergic Proctocolitis - FPIAP)

สาเหตุนี้เป็นภาวะที่พบได้บ่อยที่สุดในทารกที่กินนมแม่แล้วถ่ายเป็นเลือดโดยที่มารดาไม่มีแผลที่หัวนม เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกมีความไวต่อโปรตีนแปลกปลอมที่หลุดลอดผ่านเข้ามาในน้ำนมแม่ อาหารที่พบบ่อยที่สุดคือโปรตีนจากนมวัว (Cow's Milk Protein) รองลงมาคือ ไข่ ถั่วเหลือง และแป้งสาลี

เมื่อมารดารับประทานอาหารกลุ่มนี้ โปรตีนแปลกปลอมจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและขับออกมาทางน้ำนม เมื่อทารกกินนมเข้าไป ภูมิคุ้มกันในลำไส้ของทารกจะเกิดปฏิกิริยาอักเสบ ทำให้เยื่อบุลำไส้ส่วนปลายและลำไส้ใหญ่เกิดการอักเสบ บวม และมีเลือดออกซึมออกมาปะปนกับอุจจาระ ทารกมักมีลักษณะอุจจาระเป็นมูกเลือด มีเส้นเลือดฝอยปะปน แต่เด็กมักจะยังร่าเริง กินนมได้ดี และไม่มีไข้

อาการแสดงและลักษณะอุจจาระที่แตกต่างกันตามสาเหตุ

การสังเกตลักษณะของอุจจาระและอาการร่วมของทารก ถือเป็นเบาะแสสำคัญทื่ช่วยให้แพทย์ประเมินความรุนแรงและหาสาเหตุได้อย่างแม่นยำ

  • ลักษณะอุจจาระจากเลือดแม่ (Head/Nipple Bleeding): มักเป็นเลือดสีแดงสดหรือสีน้ำตาลเข้มปนอยู่กับอุจจาระ ทารกไม่มีอาการงอแง ไม่มีไข้ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ปกติ และมารดามีอาการเจ็บหัวนมหรือมีแผลชัดเจนขณะให้นม
  • ลักษณะอุจจาระจากภาวะแพ้อาหาร (FPIAP): มักพบอุจจาระมีมูกใสหรือมูกเลือดปน มีกลิ่นคาวหรือกลิ่นเปรี้ยว ทารกอาจมีอาการท้องอืด ผื่นแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) แหวะนมบ่อย หรือร้องกวนจากอาการปวดท้องโคลิก (Colic)
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากคุณแม่พบเลือดในอุจจาระของลูก สิ่งแรกที่ควรทำคือตั้งสติ ตรวจดูสภาพหัวนมของตนเองว่ามีแผลแตกหรือไม่ และสังเกตว่าลูกมีอาการเจ็บป่วยร่วมด้วยหรือเปล่า ห้ามหยุดให้นมแม่เองทันทีโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะนมแม่ยังคงเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก

สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารจากหัวนมแม่แตกหรือการแพ้อาหารส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง แต่มีภาวะฉุกเฉินบางประการที่อาจเกิดขึ้นได้และอันตรายถึงชีวิต ซึ่งพ่อแม่ผู้ดูแลต้องรีบพาบุตรไปพบกุมารแพทย์หรือห้องฉุกเฉินทันทีหากพบอาการดังต่อไปนี้

  • ถ่ายเป็นเลือดปริมาณมาก: อุจจาระมีเลือดสดปนปริมาณมากติดต่อกันหลายครั้ง หรืออุจจาระมีสีดำสนิทเหมือนยางมะตอย (Melena) ซึ่งบ่งบอกถึงเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้น
  • มีไข้สูงร่วมด้วย: ทารกมีไข้ร่วมกับอุจจาระร่วงปนเลือด ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่รุนแรงในลำไส้
  • ซึมลง ไม่ยอมดูดนม: ทารกมีภาวะซึมปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดูดนม อ่อนเพลีย ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะช็อกหรือสูญเสียน้ำอย่างรุนแรง
  • อาเจียนพุ่ง: อาเจียนเป็นน้ำ สีเขียวหรือมีเลือดปน ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception) หรือลำไส้อุดตัน ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางศัลยกรรม
  • ท้องอืดมาก ร้องกวนไม่หยุด: ท้องป่องตึง ผนังหน้าท้องแดง ร้องไห้โยเยตลอดเวลาด้วยความเจ็บปวด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพามาพบกุมารแพทย์ กุมารแพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามลักษณะของอุจจาระ จำนวนครั้ง ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ อาหารที่มารด้ารับประทาน ประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว และลักษณะการให้นม
  • การตรวจร่างกาย: ตรวจความตึงของหน้าท้อง เสียงการทำงานของลำไส้ คลำหาความผิดปกติในช่องท้อง ตรวจรอยโรคบริเวณทวารหนัก (เช่น รอยปริขอบทวารจากอาการท้องผูก) และตรวจสภาพเต้านมของมารดา
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: ตรวจอุจจาระ (Stool Examination) เพื่อหาเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ไขมัน หรือเชื้อโรค และอาจมีการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count) เพื่อประเมินภาวะซีด

วิธีการดูแลรักษาและการจัดการที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ได้รับการวินิจฉัยแน่ชัดแล้ว

การรักษาในกรณีเลือดจากมารดา

หากยืนยันว่าเกิดจากเลือดแม่กลืนเข้าไป แพทย์จะให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาการให้นนม เช่น การปรับท่าให้นนมให้ถูกต้อง การให้ลูกอมลานนมให้ลึกพอเพื่อป้องกันหัวนมแตก และการใช้ยาทาแผลที่ปลอดภัยต่อทารก พร้อมทั้งให้คุณแม่ยังคงให้นมต่อไปได้ตามปกติเมื่อแผลหายดี

การรักษาในกรณีภาวะแพ้อาหารผ่านทางน้ำนมแม่ (FPIAP)

หากสาเหตุเกิดจากการแพ้โปรตีนในอาหาร แนวทางหลักคือการให้มารดาทำ Elimination Diet หรือการงดอาหารที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ โดยเริ่มต้นจากการงดผลิตภัณฑ์จากนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมโคทุกชนิดอย่างเด็ดขาดเป็นเวลาสองถึงสี่สัปดาห์

โปรตีนจากนมวัวในร่างกายมารดาอาจใช้เวลาในการขับออกจากระบบและน้ำนมอย่างสมบูรณ์ประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์ อาการถ่ายเป็นเลือดของทารกมักจะค่อยๆ ลดลงและหายไปเองภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังจากมารดางดอาหารดังกล่าว หากอาการดีขึ้น แพทย์อาจพิจารณาให้มารดาทลองกลับมารับประทานอาหารนั้นอีกครั้งเพื่อยืนยันการแพ้ (Food Challenge)

ข้อควรระวังทางการแพทย์: คุณแม่ที่ต้องงดนมวัวและอาหารแพ้ง่าย ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อให้แน่ใจว่าได้รับสารอาหาร โดยเฉพาะแคลเซียมและโปรตีนทดแทนอย่างเพียงพอ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมารดาและคุณภาพของน้ำนม

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

  • ห้ามหยุดให้นมแม่ทันทีตามอำเภอใจ: การพบเลือดในอุจจาระไม่ได้หมายความว่านมแม่ไม่ดีและต้องเปลี่ยนไปใช้นมผงทันที นมแม่มีภูมิคุ้มกันและสารอาหารที่ดีที่สุด การปรับพฤติกรรมการกินของแม่มักเป็นทางออกที่ดีที่สุด
  • ห้ามซื้อยาหยุดถ่ายหรือยาปฏิชีวนะให้ลูกกินเองเด็ดขาด: การใช้ยาโดยไม่มีคำสั่งแพทย์ในทารกอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตและทำให้อาการแย่ลง
  • หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์สวนก้นหรือใช้นิ้วล้วงทวาร: เว้นแต่จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์เท่านั้น เพราะอาจทำให้เยื่อบุลำไส้ฉีกขาดและมีเลือดออกมากขึ้น

การป้องกันและการดูแลสุขภาพในระยะยาว

การป้องกันภาวะแพ้อาหารผ่านทางน้ำนมแม่ในทารก สามารถทำได้โดยการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อยหกเดือน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผนังลำไส้ของทารก ลดโอกาสการซึมผ่านของโปรตีนแปลกปลอม

สำหรับมารดา ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์หลากหลายครบถ้วนในปริมาณที่พอเหมาะ หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งในปริมาณที่มากจนเกินไปเพื่อลดความเสี่ยงในการกระตุ้นภูมิแพ้

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

แนวทางปฏิบัติเร่งด่วนเมื่อพบทารกกินนมแม่แล้วถ่ายเป็นเลือด:

  • ขั้นตอนที่ 1: ตั้งสติ ตรวจสอบดูว่ามารดามีอาการหัวนมแตกหรือมีเลือดซึมขณะให้นมหรือไม่
  • ขั้นตอนที่ 2: สังเกตอาการรอบตัวของทารก เช่น มีไข้ ซึม ร้องกวน อาเจียน หรือมีผื่นร่วมด้วยหรือไม่
  • ขั้นตอนที่ 3: ถ่ายภาพลักษณะอุจจาระเก็บไว้เพื่อให้กุมารแพทย์ประเมินความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ
  • ขั้นตอนที่ 4: รีบพาบุตรไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและแยกโรคอย่างรวดเร็ว
  • ขั้นตอนที่ 5: ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่น การงดอาหารบางประเภทของมารดา หรือการปรับท่าให้นม
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down