ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความวิตกกังวลของพ่อแม่เมื่อพบอุจจาระทารกมีเลือดปน

การเฝ้าสังเกตลักษณะ สี และเนื้ออุจจาระของทารกแรกเกิดและทารกวัยขวบปีแรกถือเป็นหน้าที่สำคัญของผู้เลี้ยงดู เนื่องจากระบบทางเดินอาหารของทารกยังอยู่ในช่วงเจริญเติบโตและมีความบอบบางเป็นอย่างมาก การพบความผิดปกติ เช่น อุจจาระมีเลือดปน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของจุดเลือด เส้นเลือดฝอย หรือลิ่มเลือด มักสร้างความตกใจและวิตกกังวลให้กับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก ในทางการแพทย์อาการเลือดปนในอุจจาระของทารกไม่ใช่เรื่องที่ควรละเลย เพราะแม้ในบางกรณีอาจเกิดจากสาเหตุที่ไม่รุนแรง แต่ในหลายสถานการณ์อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคระบบทางเดินอาหารที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากกุมารแพทย์เฉพาะทางอย่างเร่งด่วน

ทำความเข้าใจระบบทางเดินอาหารของทารกและความสำคัญของสีอุจจาระ

ทารกในช่วงสัปดาห์แรกหลังคลอดจะขับถ่ายขี้เทา (Meconium) ซึ่งมีสีเขียวเข้มเกือบดำเหนียวหนืด หลังจากนั้นเมื่อทารกเริ่มได้รับนมแม่หรือนมผง สีและลักษณะอุจจาระจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามโภชนาการ อุจจาระของทารกที่กินนมแม่อมยิ้มมักมีสีเหลืองทอง เนื้อเหลวคล้ายทานตะวันหรือมีเนื้อปนเม็ดมะเขือเทศ ส่วนทารกที่กินนมผงมักมีสีเหลืองเข้มหรือน้ำตาลอ่อน เนื้อแน่นกว่าเล็กน้อย ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุทางเดินอาหารที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ทำให้เกิดความเปราะบางและมีโอกาสเกิดเลือดออกได้ง่ายกว่าในเด็กโตหรือผู้ใหญ่

สาเหตุและกลไกการเกิดเลือดปนในอุจจาระทารก

การจำแนกสาเหตุของเลือดในอุจจาระทารกสามารถแบ่งตามช่วงอายุและกลไกการเกิดโรคทางการแพทย์ได้ดังนี้

กลุ่มทารกแรกเกิด (อายุต่ำกว่า 1 เดือน)

  • เลือดจากมารดาที่กลืนเข้าไป (Swallowed Maternal Blood): เกิดขึ้นได้ในทารกที่ดื่มนมแม่ โดยเฉพาะมารดาที่มีแผลบริเวณหัวนมแตกและเลือดออกขณะให้นม หรือทารกอาจกลืนเลือดเข้าไปขณะคลอด เมื่อย่อยสลายผ่านทางเดินอาหารจะปรากฏเป็นจุดเลือดหรือลิ่มเลือดปนในอุจจาระ สามารถทดสอบยืนยันได้ด้วยวิธี Apt Test ในห้องปฏิบัติการเพื่อแยกเลือดของทารกออกจากเลือดมารดา
  • ลำไส้อุดตันจากภาวะขี้เทาเหนียวข้น (Meconium Ileus): พบได้ในทารกที่มีความผิดปกติทางพันธุศาสตร์ ทำให้ขี้เทามความเหนียวจัดและอุดตันลำไส้ ส่งผลให้เยื่อบุลำไส้เกิดการขาดเลือดและมีเลือดออก

กลุ่มทารกอายุ 1 เดือนถึง 1 ปี

  • การแพ้โปรตีนนมวัว (Cow's Milk Protein Allergy - CMPA): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในทารกกลุ่มนี้ โปรตีนในนมวัวหรืออาหารที่มารดารับประทานแล้วส่งผ่านทางน้ำนมแม่กระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ ทำให้เยื่อบุลำไส้เกิดการอักเสบ มีแผลตื้นๆ และมีเลือดซึมปนออกมากับอุจจาระ มักพบร่วมกับอาการแหวะนมบ่อย ร้องกวน งอแง ผื่นผิวหนังอักเสบ (Atopic Dermatitis) หรือน้ำหนักตัวขึ้นน้อย
  • ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception): เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่มักเกิดกับทารกอายุ 3 ถึง 36 เดือน เกิดจากการที่ลำไส้ส่วนต้นมุดเข้าไปในลำไส้ส่วนปลาย ทำให้เกิดการอุดตัน การไหลเวียนเลือดติดขัด และเนื้อเยื่อลำไส้ตาย ลักษณะอุจจาระจะมีเลือดและมูกปนออกมาคล้ายเยลลี่ลูกเกด (Currant Jelly Stool)
  • รอยปริขอบทารก (Anal Fissure): เกิดจากอาการท้องผูกเรื้อรัง ทำให้เวลาทารกเบ่งถ่ายอุจจาระก้อนแข็งเกิดบาดแผลฉีกขาดบริเวณผิวหนังรอบทวารหนัก มักพบเลือดสดๆ ซึมติดอยู่บริเวณผิวรอบนอกของก้อนอุจจาระหรือติดกระดาษทิชชู
  • การติดเชื้อในทางเดินอาหาร (Infectious Enterocolitis): เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไข้ออกซิก หรือปรสิต เช่น แบคทีเรียซัลโมเนลลา (Salmonella) หรือแคมไพโลแบคเตอร์ (Campylobacter) ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงของลำไส้ มีไข้ อาเจียน และอุจจาระมีเลือดหรือมูกเลือดปน
  • ติ่งเนื้อในลำไส้ (Intestinal Polyps): แม้จะพบได้น้อยในทารกอายุน้อยกว่า 1 ขวบ แต่ติ่งเนื้อชนิดเจริญเกิน (Juvenile Polyps) อาจทำให้เกิดเลือดออกเรื้อรังโดยไม่มีอาการปวดท้องรุนแรง
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากคุณแม่สังเกตเห็นเลือดในอุจจาระลูก สิ่งแรกที่ควรทำคือตั้งสติ บันทึกปริมาณ ลักษณะของเลือด (เช่น เลือดสด จุดแดง หรือลิ่มเลือดสีคล้ำ) และถ่ายภาพอุจจาระเก็บไว้ให้แพทย์ดู พร้อมทั้งจดจำประวัติอาหารของลูกหรืออาหารของแม่ในกรณีที่ให้นมแม่ เพื่อช่วยให้แพทย์วิเคราะห์สาเหตุได้อย่างแม่นยำรวดเร็ว

อาการร่วมและสัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flags)

เลือดปนในอุจจาระของทารกอาจเป็นสัญญาณของโรคอันตรายที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน หากพบอาการร่วมดังต่อไปนี้ ห้ามรอสังเกตอาการที่บ้านเด็ดขาด ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วน:

  • ทารกร้องกวน งอแง ร้องไห้จ้าแบบไม่มีสาเหตุเป็นพักๆ ดิ้นทุรนทุราย งอขาเข้าหาหน้าอก ซึ่งเป็นอาการแสดงของปวดท้องรุนแรงในภาวะลำไส้กลืนกัน
  • มีอาการอาเจียนพุ่ง (Projectile Vomiting) หรืออาเจียนเป็นน้ำดีสีเขียวปนออกมา
  • อุจจาระมีลักษณะเป็นมูกเลือดข้นคล้ายเยลลี่สีแดงเข้ม
  • ทารกมีไข้สูง ซึมลง ไม่ตอบสนองต่อสิ่งกระด่วน หรืออ่อนแรง
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น รกระหม่อมบุ๋มลึก ตาโหล ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา และไม่มีปัสสาวะนานเกิน 6 ชั่วโมง
  • ท้องอืดแน่น ท้องแข็ง กดเจ็บ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อทารกมาพบกุมารแพทย์ด้วยอาการอุจจาระมีเลือดปน แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบ ดังนี้:

  1. การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามลักษณะของเลือด ระยะเวลา อาการร่วม เช่น อาเจียน ไข้ ลักษณะการกินนม (นมแม่ นมผง หรือนมผสม) รวมถึงประวัติอาหารของมารดาในกรณีที่ให้นมบุตร
  2. การตรวจร่างกาย: ตรวจช่องท้องเพื่อประเมินความนิ่ม ความตึง ท้องอืด หรือก้อนในท้อง ตรวจบริเวณทวารหนักเพื่อหารอยปริฉีกขาด และตรวจประเมินภาวะขาดน้ำ
  3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: ตรวจอุจจาระ (Stool Examination and Stool Culture) เพื่อหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง เชื้อแบคทีเรีย หรือพยาธิ และการตรวจเลือดเพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและการทำงานของอวัยวะภายใน
  4. การตรวจพิเศษทางรังสีวิทยา: ในรายที่สงสัยภาวะลำไส้กลืนกัน แพทย์อาจพิจารณาทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound) ซึ่งมีความแม่นยำสูงและไม่มีรังสี หรือเอกซเรย์ช่องท้องเพื่อดูภาวะอุดตัน

วิธีรักษาตามสาเหตุทางการแพทย์

การรักษาอุจจาระมีเลือดปนในทารกจะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างจำเพาะเจาะจง:

  • กรณีแพ้โปรตีนนมวัว: หากทารกกินนมผง แพทย์จะแนะนำให้เปลี่ยนเป็นนมสูตรไฮเข้มข้น (Extensively Hydrolyzed Formula) หรือนมนมสูตรกรดอะมิโน (Amino Acid-based Formula) และหากกินนมแม่ มารดาจะต้องงดผลิตภัณฑ์จากนมวัว อาหารทะเล และถั่วเหลืองในอาหารของตนเอง
  • กรณีรอยปริขอบทวารหนักจากท้องผูก: เน้นการปรับระบบขับถ่าย ปรับสัดส่วนน้ำและใยอาหารในเด็กที่เริ่มกินอาหารเสริม หรือปรับชนิดนม พร้อมใช้ยาระบายที่ปลอดภัยภายใต้คำแนะนำของแพทย์
  • กรณีติดเชื้อแบคทีเรีย: แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมร่วมกับการชดเชยน้ำและเกลือแร่
  • กรณีลำไส้กลืนกัน: ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขโดยเร็วโดยกุมารแพทย์ศัลยกรรม อาจใช้วิธีสวนลำไส้ด้วยลมหรือแบเรียม (Air or Barium Enema) เพื่อดันให้ลำไส้กลับเข้าที่ หากไม่สำเร็จอาจต้องรับการผ่าตัดรักษา
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาหยุดถ่าย หรือยาปฏิชีวนะให้ทารกรับประทานเองเด็ดขาด การใช้ยาผิดประเภทในทารกที่มีเลือดปนในอุจจาระจากการติดเชื้ออาจทำให้อาการแย่ลงและเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

วิธีป้องกันและการดูแลสุขภาพลำไส้ทารกในระยะยาว

การป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดเลือดปนในอุจจาระทารกสามารถทำได้โดยการดูแลโภชนาการและสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด:

  • ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียวๆ อย่างน้อย 6 เดือนแรก เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงของการแพ้โปรตีนนมวัว
  • ในมารดาที่ให้นมบุตร ควรสังเกตปฏิกิริยาของลูกหลังจากรับประทานอาหารกลุ่มเสี่ยง เช่น นมวัว ไข่ ถั่ว แป้งสาลี
  • ระมัดระวังในการเริ่มอาหารเสริมตามวัย (Weaning Foods) โดยควรเริ่มทีละชนิด สังเกตอาการแพ้ทีละประเภทห่างกัน 3 ถึง 5 วัน
  • รักษาความสะอาดและสุขอนามัยในการเตรียมรนม ขวดนม และอุปกรณ์ป้อนอาหารเพื่อป้องกันการติดเชื้อทางเดินอาหาร

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อพบอุจจาระทารกมีเลือดปน:
  • 1. ตั้งสติและบันทึกภาพลักษณะของอุจจาระและปริมาณเลือดเพื่อแสดงให้แพทย์ดู
  • 2. ตรวจสอบอาการร่วม เช่น มีไข้ อาเจียน ร้องกวน งอแงผิดปกติ หรือซึม
  • 3. หากมีอาการเตือนอันตราย (Red Flags) เช่น ร้องกวนปวดท้องรุนแรง อาเจียนพุ่ง มูกเลือดข้น รีบพาไปโรงพยาบาลทันที
  • 4. งดการซื้อยาหรือยาปฏิชีวนะให้เด็กทานเองโดยเด็ดขาด
  • 5. ปรึกษากุมารแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down