ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความสำคัญและภาพรวมของภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารในทารก

ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร (Gastrointestinal Bleeding) ในทารกและเด็กเล็กเป็นหนึ่งในอาการที่สร้างความตื่นตระหนกและวิตกกังวลให้กับผู้ปกครองมากที่สุด อุจจาระของทารกสามารถบ่งบอกถึงสุขภาพภายในระบบทางเดินอาหารได้อย่างแม่นยำ การสังเกตสีและลักษณะของอุจจาระจึงเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานที่สำคัญมาก ในฐานะกุมารแพทย์ การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างอุจจาระสีดำคล้ายยางมะตอยและอุจจาระปนเลือดสด จะช่วยให้สามารถแยกแยะตำแหน่งที่มีเลือดออกได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมีผลต่อความรวดเร็วในการวินิจฉัยและการรักษาชีวิตของเด็ก

ระบบทางเดินอาหารของทารกมีความเปราะบางและยังพัฒนาไม่เต็มที่ โดยเฉพาะทารกแรกเกิดที่มีความเสี่ยงต่อโรคทางเดินอาหารหลายชนิด อุจจาระที่ผิดปกติไม่เพียงแต่สร้างความกังวล แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนภัย (Red Flag) ที่บ่งบอกถึงภาวะพยาธิสภาพที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางทันที การละเลยหรือปล่อยทิ้งไว้ให้อาการรุนแรงขึ้นอาจนำไปสู่ภาวะช็อกจากการเสียเลือด การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือลำไส้เน่าตายซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

กลไกและสาเหตุหลักของภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร

ตำแหน่งที่เกิดเลือดออกในทางเดินอาหารจะส่งผลโดยตรงต่อลักษณะทางกายPบของอุจจาระที่ขับออกมา โดยทางการแพทย์จะแบ่งทางเดินอาหารออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ ทางเดินอาหารส่วนต้น (Upper Gastrointestinal Tract) และทางเดินอาหารส่วนปลาย (Lower Gastrointestinal Tract) ซึ่งมีสาเหตุและกลไกการเกิดโรคที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เลือดออกจากทางเดินอาหารส่วนต้น: ที่มาของอุจจาระสีดำเหมือนยางมะตอย

เมื่อมีเลือดออกในอวัยวะทางเดินอาหารส่วนต้น ซึ่งประกอบด้วย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น เลือดที่ออกจะต้องเดินทางผ่านกรดในกระเพาะอาหารและน้ำย่อยเป็นเวลานาน ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ในเม็ดเลือดแดงจะทำปฏิกิริยากับกรดและเอนไซม์ ทำให้เกิดการออกซิเดชันเปลี่ยนธาตุเหล็กในเม็ดเลือดให้กลายเป็นฮีมาติน (Hematine) ซึ่งมีสีดำสนิท เมื่ออุจจาระเคลื่อนตัวผ่านลำไส้ใหญ่ จึงทำให้ทารกถ่ายดำเหมือนยางมะตอย หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะถ่ายอุจจาระดำคล้ายยางมะตอย (Melena)

สาเหตุหลักของเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนต้นในทารก ได้แก่:

  • แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น (Peptic Ulcer Disease) จากความเครียดทางสรีรวิทยา (Stress Ulcer) ในทารกแรกเกิดที่ป่วยหนัก
  • การอักเสบของเยื่อบุหลอดอาหาร (Esophagitis) จากกรดไหลย้อนรุนแรงในทารก
  • การกลืนเลือดของมารดาขณะคลอด หรือเลือดจากหัวนมมารดาที่แตกและมีเลือดออกขณะให้นมบุตร ซึ่งทารกกลืนเข้าไปในกระเพาะอาหาร (Maternal Blood Swallowing Syndrome)
  • ความผิดปกติของหลอดเลือดในทางเดินอาหาร (Vascular Malformations)

เลือดออกจากทางเดินอาหารส่วนปลาย: ที่มาของอุจจาระปนเลือดสด

ในทางตรงกันข้าม หากเลือดออกในอวัยวะทางเดินอาหารส่วนปลาย ซึ่งได้แก่ ลำไส้ใหญ่ ไส้ตรง และทวารหนัก เลือดจะใช้เวลาเดินทางผ่านลำไส้น้อยมาก หรือแทบจะไม่มีการทำปฏิกิริยากับกรดในทางเดินอาหารเลย ทำให้เม็ดเลือดแดงยังคงสภาพเดิม ส่งผลให้ทารกถ่ายอุจจาระออกมาเป็นเลือดสดๆ สีแดงฉาน หรือมีเลือดเคลือบอยู่บนผิวอุจจาระ

สาเหตุหลักของเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนปลายในทารก ได้แก่:

  • การแพ้โปรตีนนมวัว (Cow Milk Protein Allergy - CMPA) ซึ่งพบบ่อยมากในทารกที่ดื่มนมผง หรือทารกที่ดื่มนมแม่แต่มารดารับประทานผลิตภัณฑ์จากนมวัว โดยโปรตีนนมจะไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและมีแผลตื้นๆ ที่เยื่อบุลำไส้ใหญ่
  • ภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussusception) ซึ่งมักพบในทารกอายุสามเดือนถึงสามปี ลักษณะอุจจาระจะมีเลือดและเมือกปนกันคล้ายแยมสตอเบอร์รี่ (Currant Jelly Stool) ร่วมกับอาการปวดท้องรุนแรง ร้องกวน งอขาเข้าหาลำตัว
  • ลำไส้เน่าอักเสบในทารกแรกเกิดตัวน้อย (Necrotizing Enterocolitis - NEC) เป็นภาวะวิกฤตที่พบในทารกคลอดก่อนกำหนด เกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยงลำไส้
  • รอยแยกที่ขอบทวารหนัก (Anal Fissure) จากอาการท้องผูก ทำให้ทารกเบ่งถ่ายอุจจาระแข็งและมีเลือดสดติดเปื้อนที่ผิวอุจจาระ
  • การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสในลำไส้ (Infectious Enteritis) เช่น เชื้อซัลโมเนลลา หรือแคมไพโลแบคเตอร์

สัญญาณอันตรายและอาการร่วมที่ต้องพบแพทย์ทันที

นอกเหนือจากลักษณะอุจจาระที่ผิดปกติแล้ว ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการร่วมอื่นๆ ที่เป็นสัญญาณเตือนภัย (Red Flags) ซึ่งบ่งบอกว่าทารกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตและต้องได้รับการนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ได้แก่

  • ทารกมีอาการซึมลง ไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกหรือการสัมผัส หรืออ่อนปวกเปียก
  • มีไข้สูงร่วมด้วย ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือดหรือลำไส้
  • อาการอาเจียนพุ่ง (Projectile Vomiting) หรืออาเจียนมีน้ำดีปนสีเขียว
  • ท้องอืดแน่น ตึงแข็ง ร้องกวนตลอดเวลาโดยปลอบไม่หยุด
  • สัญญาณชีพผิดปกติ เช่น ชีพจรเต้นเร็วมาก หายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง ได้แก่ กระหม่อมบุ๋มลึก ตาโหล ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปากแห้งสนิท และปัสสาวะน้อยมากหรือไม่ ี่มีปัสสาวะเลยนานเกินหกชั่วโมง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบว่าทารกถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสดจำนวนมาก หรือถ่ายดำเหมือนยางมะตอยร่วมกับอาการซึม ห้ามรอสังเกตอาการที่บ้านเด็ดขาด เนื่องจากอาจเกิดภาวะช็อกจากการเสียเลือดเฉียบพลัน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตภายในเวลาอันรวดเร็ว

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อพาทารกมาพบแพทย์ กุมารแพทย์จะดำเนินการวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อค้นหาตำแหน่งและสาเหตุที่แท้จริงของเลือดออก โดยขั้นตอนทางการแพทย์ประกอบด้วย:

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามลักษณะของอุจจาระ ปริมาณ ความถี่ ประวัติการทานอาหารของทารก (นมแม่หรือนมผง) อาหารที่มารดารับประทาน (กรณีให้นมบุตร) และประวัติการใช้ยาหรือวิตามินเสริมธาตุเหล็ก
  • การตรวจร่างกายอย่างละเอียด: แพทย์จะทำการตรวจช่องท้องเพื่อประเมินความนิ่ม ความตึง อาการท้องอืด และตรวจบริเวณทวารหนักเพื่อหารอยแยกหรือแผล
  • การตรวจอุจจาระทางห้องปฏิบัติการ (Stool Examination & Occult Blood Test): เพื่อตรวจหาเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และสารเคมีที่บ่งบอกถึงการติดเชื้อหรือการอักเสบ
  • การตรวจเลือด (Blood Tests): ได้แก่ การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC) เพื่อประเมินภาวะโลหิตจางและการเสียเลือด ตรวจการแข็งตัวของเลือด (Coagulation Profile)
  • การตรวจทางรังสีวิทยาและการส่องกล้อง: เช่น การอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Abdominal Ultrasound) ในกรณีที่สงสัยภาวะลำไส้กลืนกัน หรือการเอ็กซเรย์ช่องท้องเพื่อดูภาวะลำไส้อุดตันหรือลำไส้เน่าอักเสบ

วิธีดูแลรักษาและแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง

การรักษาภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารในทารกจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรคที่เป็นต้นเหตุ:

คำแนะนำจากคุณหมอ: การรักษาทารกที่มีเลือดออกในทางเดินอาหารต้องทำในสถานพยาบาลภายใต้การดูแลของกุมารแพทย์เท่านั้น ห้ามซื้อยาหยุดถ่ายหรือยาปฏิชีวนะให้ทารกรับประทานเองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้อาการแย่ลงและปิดบังอาการสำคัญของโรค
  • การรักษาในโรงพยาบาลและการประคับประคองชีวิต: ในรายที่มีเลือดออกมาก ทารกอาจต้องได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Fluids) การให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือดเพื่อชดเชยปริมาณเลือดที่เสียไป
  • การหยุดยาหรือปรับเปลี่ยนอาหาร: หากเกิดจากการแพ้โปรตีนนมวัว แพทย์จะแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้นมสูตรพิเศษสำหรับทารกที่แพ้โปรตีนนมวัวอย่างรุนแรง (Extensively Hydrolyzed Formula หรือ Amino Acid-based Formula) หรือแนะนำให้มารดาค งงดผลิตภัณฑ์จากนมวัวทั้งหมดหากเลี้ยงด้วยนมแม่
  • การใช้ยาตามแพทย์สั่ง: เช่น ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร (Proton Pump Inhibitors) ในกรณีที่มีแผลในทางเดินอาหารส่วนต้น หรือยาปฏิชีวนะเฉพาะกรณีที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียยืนยัน
  • การรักษาทางศัลยกรรม: ในกรณีที่มีภาวะลำไส้กลืนกัน อาจต้องใช้กระบวนการสวนแป้งหรือลมเพื่อดันลำไส้ให้คืนรูป หรือผ่าตัดด่วนในกรณีที่ลำไส้เน่าตายหรือมีภาวะลำไส้ทะลุ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ทารก ผู้ปกครองควรตระหนักถึงข้อควรระวังทางการแพทย์ดังต่อไปนี้:

  • ห้ามให้ทารกกินยาแอสไพรินหรือยาแก้อักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เด็ดขาด เนื่องจากยาเหล่านี้จะไปกัดกระเพาะอาหารและทำให้เลือดออกในทางเดินอาหารรุนแรงยิ่งขึ้น
  • ห้ามใช้วิธีสวนทวารหนักหรือใช้นิ้วสอดเพื่อช่วยเหลือเวลาทารกถ่ายอุจจาระปนเลือดโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะอาจทำให้แผลฉีกขาดมากขึ้น
  • ห้ามละเลยการจดจำลักษณะ สี และปริมาณของอุจจาระ ควรเก็บผ้าอ้อมที่มีอุจจาระผิดปกติไว้ให้แพทย์ตรวจดูหากเป็นไปได้
  • ห้ามเปลี่ยนชนิดนมหรืออาหารเสริมเองโดยพลการในทารกที่อยู่ในระหว่างการวินิจฉัยโรคทางเดินอาหาร

วิธีป้องกันและการดูแลสุขภาพทางเดินอาหารในระยะยาว

การป้องกันภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารสามารถทำได้โดยการสร้างเสริมสุขภาพระบบทางเดินอาหารที่แข็งแรงให้กับทารก:

  • ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: นมแม่มีภูมิคุ้มกันและสารอาหารที่ช่วยเคลือบและพัฒนาเยื่อบุลำไส้ของทารกให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงของการอักเสบและการแพ้
  • การระมัดระวังเรื่องอาหารของมารดา: สำหรับมารดาที่ให้นมบุตร หากทารกมีประวัติแพ้โปรตีนนมวัว มารดาควรหลีกเลี่ยงการบริโภคนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวอย่างเคร่งครัด
  • การแนะนำอาหารตามวัยอย่างค่อยเป็นค่อยไป: เมื่อทารกอายุครบหกเดือน ควรเริ่มแนะนำอาหารเสริมทีละชนิดและเว้นระยะเวลาเพื่อสังเกตอาการแพ้ อาหารแปลกปลอมหรืออาหารที่ย่อยยากอาจระคายเคืองลำไส้ทารกได้
  • การรักษาความสะอาดและสุขอนามัย: ล้างมือให้สะอาดก่อนเตรียม นมหรืออาหารให้ทารก และรักษาความสะอาดของขวดนม จุกนม เพื่อป้องกันการติดเชื้อในทางเดินอาหาร
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down