ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ก้าวสำคัญของลูกน้อยเมื่อถึงวัยเข้าโรงเรียนและความจริงที่พ่อแม่ต้องรู้

ช่วงเวลาที่เด็กก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ แต่ในขณะเดียวกัน ห้องเรียนยังเป็นพื้นที่ที่เด็กจำนวนมากต้องทำกิจกรรมร่วมกันอย่างใกล้ชิด ซึ่งกลายเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อโรคทางระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารได้อย่างรวดเร็ว ในฐานะกุมารแพทย์ สิ่งที่พบได้บ่อยคืออาการป่วยออดๆ แอดๆ ของเด็กในช่วงเทอมแรกของการไปโรงเรียน การเตรียมความพร้อมทางด้านภูมิคุ้มกันร่างกายจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง

วัคซีนอีสุกอีใสและตับอักเสบเอ เป็นวัคซีนเสริมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กในวัยก่อนเข้าโรงเรียน เนื่องจากโรคทั้งสองชนิดนี้มีความสามารถในการแพร่ระบาดสูงในโรงเรียนอนุบาลและศูนย์เด็กเล็ก การสร้างภูมิคุ้มกันโรคด้วยวัคซีนจึงเป็นแนวทางทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงและลดภาระโรคในระยะยาว

ทำความรู้จักโรคอีสุกอีใสและตับอักเสบเออันตรายใกล้ตัวในวัยเด็ก

โรคอีสุกอีใส (Varicella หรือ Chickenpox) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella Zoster Virus) เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยมากในเด็กวัยเรียนและเด็กก่อนวัยเรียน เชื้อนี้ติดต่อได้ง่ายมากผ่านทางการหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อเข้าไปโดยตรง หรือการสัมผัสกับตุ่มน้ำใสและของเหลวจากผู้ป่วยโดยตรง

ส่วนโรคตับอักเสบเอ (Hepatitis A) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A Virus) ซึ่งมีความแตกต่างจากไวรัสตับอักเสบชนิดอื่นตรงที่ติดต่อผ่านทางการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนอุจจาระของผู้ติดเชื้อ เด็กเล็กมักติดเชื้อนี้ได้ง่ายจากการหยิบจับสิ่งของเข้าปากหรือการสุขาภิบาลที่ไม่ทั่วถึงในโรงเรียนอนุบาล

กลไกการเกิดโรคและอาการแสดงในเด็กเล็ก

เมื่อเด็กรับเชื้อไวรัสอีสุกอีใสเข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะใช้เวลาฟักตัวประมาณสิบถึงยี่สิบวันก่อนแสดงอาการ โดยเริ่มจากไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตามด้วยผื่นแดงขึ้นตามลำตัว ใบหน้า และลามไปทั่วร่างกาย ผื่นจะเปลี่ยนเป็นตุ่มนูนแดง ตุ่มน้ำใส และตกสะเก็ดในเวลาต่อมา ซึ่งจะทำให้มีอาการคันมาก เด็กมักจะเกาจนเกิดแผลเป็นและเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน

สำหรับโรคตับอักเสบเอ ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่าหกปีส่วนใหญ่เมื่อติดเชื้ออาจแสดงอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่แสดงอาการเลย ทำให้ผู้ปกครองอาจไม่รู้ตัว แต่เด็กสามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ ส่วนเด็กโตและวัยรุ่นจะมีอาการชัดเจน ได้แก่ ไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องบริเวณชายโครงขวา ปัสสาวะสีเข้มเหมือนชาเข้ม และมีอาการดีซ่านคือตาเหลืองตัวเหลือง

สัญญาณอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องรีบพาเด็กพบแพทย์ทันที

แม้โรคทั้งสองชนิดนี้ส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิต ผู้ปกครองต้องสังเกตอาการเตือนหรือ Red Flags อย่างใกล้ชิด ดังนี้

  • ไข้สูงลอยเกินสามวันหรือไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาทเช่นชักเกร็ง
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจลำบาก หรือมีหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
  • มีอาการปวดท้องรุนแรง อาเจียนตลอดเวลาจนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้งแห้งผาก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่มีเลยนานกว่าหกชั่วโมง
  • ในโรคอีสุกอีใส หากพบว่าตุ่มน้ำมีอาการอักเสบแดงร้อน บวม มีหนอง หรือมีผื่นลามเป็นวงกว้างร่วมกับซึมลง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามใช้ยาแอสไพรินในเด็กที่เป็นโรคอีสุกอีใสเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดกลุ่มอาการเรย์ยส์ซินโดรม (Reye syndrome) ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อตับและสมอง อาจทำให้เสียชีวิตได้ ควรใช้ยาพาราเซตามอลในการลดไข้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

แพทย์จะทำการวินิจฉัยโรคโดยอาศัยการซักประวัติการรับวัคซีน ประวัติการสัมผัสโรค และการตรวจร่างกายอย่างละเอียด

  • การตรวจวินิจฉัยโรคอีสุกอีใส: ส่วนใหญ่แพทย์สามารถวินิจฉัยได้จากลักษณะของผื่นและตุ่มน้ำที่มีหลายระยะอยู่ในเวลาเดียวกัน หากจำเป็นอาจมีการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือดเพื่อหาภูมิต้านทานหรือการนำสารคัดหลั่งจากตุ่มน้ำไปตรวจหาเชื้อไวรัส
  • การตรวจวินิจฉัยโรคตับอักเสบเอ: แพทย์จะพิจารณาตรวจเลือดเพื่อหาค่าเอนไซม์ตับ (Liver Function Test) และตรวจหาภูมิต้านทานจำเพาะต่อไวรัสตับอักเสบเอ (Anti-HAV IgM) เพื่อยืนยันการติดเชื้อในปัจจุบัน

วิธีดูแลรักษาและการพยาบาลเด็กป่วยที่บ้าน

การรักษาโรคอีสุกอีใสและตับอักเสบเอเป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีที่สุด

  • การให้ยาลดไข้: ใช้ยาพาราเซตามอลในขนาดที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัว คือสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟนในโรคอีสุกอีใสเนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังรุนแรง
  • การดูแลผิวหนังในโรคอีสุกอีใส: ตัดเล็บเด็กให้สั้นเพื่อป้องกันการเกาจนเกิดแผลเป็นและการติดเชื้อซ้ำซ้อน อาบน้ำด้วยสบู่อ่อนโยน สามารถใช้คาลาโลชั่นทาเพื่อบรรเทาอาการคันได้
  • การดูแลโภชนาการ: ให้เด็กรับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ในเด็กที่เป็นตับอักเสบเอควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงเพื่อลดภาระการทำงานของตับ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การแยกเด็กป่วยออกจากเด็กอื่นในบ้านหรือโรงเรียนเป็นสิ่งสำคัญมากในการตัดวงจรการแพร่ระบาด โดยเด็กที่เป็นอีสุกอีใสควรหยุดเรียนจนกว่าตุ่มน้ำจะแห้งและตกสะเก็ดหมดทุกเม็ด ซึ่งใช้เวลาประมาณเจ็ดถึงสิบวัน

ความจำเป็นและกำหนดเวลาการฉีดวัคซีนก่อนเข้าโรงเรียน

คำถามที่ว่าวัคซีนอีสุกอีใสและตับอักเสบเอจำเป็นไหมที่จะต้องฉีดให้ลูกก่อนเข้าโรงเรียน คำตอบจากทางการแพทย์คือ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากโรคทั้งสองสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วในโรงเรียน และการฉีดวัคซีนคือนวัตกรรมการป้องกันที่ดีที่สุด

  • วัคซีนอีสุกอีใส (Varicella Vaccine): แนะนำให้ฉีดเข็มแรกเมื่อเด็กอายุครบสิบสองถึงสิบแปดเดือน และควรได้รับเข็มกระตุ้นเข็มที่สองเมื่ออายุสี่ถึงหกปี ซึ่งเป็นช่วงวัยก่อนเข้าโรงเรียนประถมศึกษา เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันโรคที่สูงขึ้นถึงร้อยละเก้าสิบห้า และลดความรุนแรงของโรคได้อย่างเบ็ดเสร็จหากได้รับเชื้อ
  • วัคซีนตับอักเสบเอ (Hepatitis A Vaccine): แนะนำให้ฉีดเริ่มต้นเมื่ออายุครบหนึ่งปีขึ้นไป โดยฉีดทั้งหมดสองเข็ม เว้นระยะห่างกันหกถึงสิบสองเดือน การฉีดครบสองเข็มจะทำให้มีภูมิคุ้มกันอยู่ในร่างกายได้ในระยะยาวตลอดชีวิต

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลในการเตรียมความพร้อม

    เช็กสมุดบันทึกสุขภาพของลูก: ตรวจสอบประวัติการรับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมว่าได้รับครบถ้วนตามช่วงอายุหรือไม่

    ปรึกษากุมารแพทย์ประจำตัว: วางแผนการรับวัคซีนอีสุกอีใสและตับอักเสบเอล่วงหน้าก่อนที่ลูกจะเริ่มไปโรงเรียนอย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือน เพื่อให้ร่างกายมีเวลาสร้างภูมิคุ้มกัน

    ปลูกฝังสุขอนามัยที่ดี: สอนให้ลูกล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น

    สังเกตอาการผิดปกติ: เฝ้าระวังอาการไข้และผื่นแปลกปลอมอย่างใกล้ชิดในช่วงเปิดเทอมใหม่ หากพบอาการน่าสงสัยควรพามาพบแพทย์ทันที

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down