เข้าใจความแตกต่างของโรคทางเดินหายใจในเด็ก: เมื่อหวัดธรรมดาอาจไม่ใช่เรื่องธรรมดา
โรคระบบทางเดินหายใจในเด็กเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและโครงสร้างทางเดินหายใจยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทางเดินหายใจของเด็กมีขนาดเล็กและสั้นกว่าผู้ใหญ่ ทำให้เกิดการอุดตันและแพร่กระจายของเชื้อโรคลงสู่ปอดได้ง่ายและรวดเร็วกว่า บ่อยครั้งที่ผู้ปกครองอาจสับสนระหว่างอาการไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) กับโรคที่มีความรุนแรงมากกว่า เช่น โรคปอดอักเสบ (Pneumonia) หรืออาการไอเรื้อรังจากหลอดลมอักเสบ (Bronchitis)
ตามสถิติทางการแพทย์ เด็กเล็กสามารถเป็นไข้หวัดธรรมดาได้เฉลี่ย 6 ถึง 8 ครั้งต่อปี แต่หากร่างกายได้รับเชื้อชนิดรุนแรง หรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย อาการหวัดทั่วไปก็สามารถดำเนินโรคไปสู่ภาวะปอดอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในเด็กทั่วโลกได้ กลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องได้รับการดูแลและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ทารกแรกเกิด ทารกคลอดก่อนกำหนด เด็กที่มีน้ำหนักตัวแรกคลอดน้อย เด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด หรือเด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคทางเดินหายใจในเด็ก (Causes and Pathophysiology)
การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักคือ ทางเดินหายใจส่วนบน (Upper Respiratory Tract) และทางเดินหายใจส่วนล่าง (Lower Respiratory Tract) กลไกการเกิดโรคเริ่มต้นจากการที่เด็กได้รับเชื้อผ่านทางละอองฝอยจากการไอ จาม (Droplet Transmission) หรือการสัมผัสสิ่งปนเปื้อน (Contact Transmission) แล้วนำมาสัมผัสบริเวณตา จมูก หรือปาก
เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุหลัก
- Respiratory Syncytial Virus (RSV): เชื้อไวรัสตัวร้ายที่ก่อให้เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) และปอดอักเสบในเด็กเล็ก มีคุณสมบัติพิเศษในการสร้างสารคัดหลั่งและเสมหะเหนียวข้นจำนวนมาก ส่งผลให้ทางเดินหายใจส่วนปลายของเด็กอุดตัน
- Influenza Virus (ไวรัสไข้หวัดใหญ่): มีสายพันธุ์หลักคือ สายพันธุ์ A และ B ก่อให้เกิดไข้สูงเฉียบพลัน ปวดกล้ามเนื้อ และสามารถลุกลามทำให้เกิดปอดอักเสบจากไวรัสโดยตรง หรือเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
- Human Metapneumovirus (hMPV) และ Rhinovirus: ก่ออาการคล้ายหวัด แต่อาจกระตุ้นให้อาการหอบหืดกำเริบและนำไปสู่ปอดอักเสบได้ในเด็กบางราย
เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหลัก
- Streptococcus pneumoniae (เชื้อนิวโมค็อกคัส): แบคทีเรียหลักที่ก่อโรคปอดอักเสบชนิดรุนแรง โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือด (Invasive Pneumococcal Disease: IPD)
- Haemophilus influenzae type b (Hib): ก่อโรคฝาปิดกล่องเสียงอักเสบเฉียบพลันและปอดอักเสบ
- Mycoplasma pneumoniae: มักพบในเด็กโต ก่ออาการไอเรื้อรังแห้งๆ เป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือน แม้อาการทั่วไปจะไม่รุนแรงมาก (Walking Pneumonia) แต่สร้างความรำคาญและรบกวนการนอนหลับอย่างมาก
อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรค (Symptoms and Progression)
การสังเกตการดำเนินโรคอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถแยกแยะความรุนแรงของโรคและนำส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที โดยทั่วไปโรคทางเดินหายใจส่วนล่างอักเสบจะมีระยะดำเนินโรคดังนี้
1. ระยะเริ่มต้น (Initial Stage: วันที่ 1 ถึง 3)
เด็กจะมีอาการคล้ายไข้หวัดทั่วไป มีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูง (ขึ้นอยู่กับชนิดเชื้อ) มีน้ำมูกใส ไอจาม เบื่ออาหารเล็กน้อย และงอแงง่ายขึ้น ในระยะนี้ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเชื้อจะลุกลามลงปอดหรือไม่
2. ระยะดำเนินโรคและเฉียบพลัน (Acute Stage: วันที่ 3 ถึง 7)
หากเชื้อลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง อาการไอจะเปลี่ยนเป็นไอโขลก ไอมีเสมหะลึกๆ หรือไอแห้งถี่ๆ ไข้จะสูงลอยและลดลงยากหลังกินยาลดไข้ เด็กเริ่มมีอาการหายใจเร็ว หายใจลำบาก จมูกบานขณะหายใจ และอาจได้ยินเสียงวี้ด (Wheezing) หรือเสียงครืดคราดในอกเนื่องจากเสมหะอุดตัน
3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Stage: สัปดาห์ที่ 2 ถึง 4)
ภายหลังได้รับการรักษาที่เหมาะสม ไข้จะเริ่มลดลงภายใน 48 ถึง 72 ชั่วโมง อาการไอและเสมหะจะค่อยๆ ลดลง แต่อาการไออาจยังคงอยู่ได้นาน 2 ถึง 3 สัปดาห์ เนื่องจากเยื่อบุทางเดินหายใจยังอยู่ในกระบวนการซ่อมแซมตัวเอง
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
หากบุตรหลานมีอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด:
- ไข้สูงไม่ลด: ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสต่อเนื่องกันเกิน 3 วัน หรือไข้สูงลอยที่กินยาและเช็ดตัวแล้วไข้ไม่ลง
- หายใจหอบเหนื่อยผิดปกติ: สังเกตจากอัตราการหายใจที่เร็วกว่าเกณฑ์มาตรฐานตามอายุ (ขณะเด็กสงบหรือหลับ):
- เด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน: หายใจตั้งแต่ 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุ 2 ถึง 11 เดือน: หายใจตั้งแต่ 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- เด็กอายุ 1 ถึง 5 ปี: หายใจตั้งแต่ 40 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป
- การใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ: มีอาการอกบุ๋ม (Chest Indrawing) ซี่โครงบาน ช่องซี่โครงบุ๋มขณะหายใจเข้า หรือปีกจมูกขยับบานตามจังหวะการหายใจ
- ภาวะพร่องออกซิเจน: ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ ริมฝีปากซีดหรือเขียว
- อาการทางสมองและระบบประสาท: ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่เล่น ปลุกตื่นยาก งอแงร้องกวนตลอดเวลา หรือมีอาการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure)
- ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง: ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ ปัสสาวะออกน้อยมาก (อ้อมกอดแห้งเกิน 6 ชั่วโมง) ปากแห้ง ไม่มีน้ำตาเวลาตื้นตันหรือร้องไห้
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis and Medical Tests)
เมื่อมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยเพื่อประเมินความรุนแรงและหาเชื้อก่อโรคตามขั้นตอนดังนี้
การซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียด (History and Physical Examination): แพทย์จะใช้หูฟัง (Stethoscope) ฟังเสียงปอดเพื่อตรวจหาเสียงผิดปกติ เช่น เสียงเสมหะในปอด (Crepitation หรือ Coarse Crackles) หรือเสียงหลอดลมตีบ (Wheezing หรือ Rhonchi) ร่วมกับการวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Oxygen Saturation) ด้วยเครื่องหนีบปลายนิ้ว หากค่าต่ำกว่า 95% ถือว่าเริ่มมีภาวะพร่องออกซิเจน
การตรวจหาเชื้อก่อโรค (Pathogen Identification):
- Rapid Antigen Test / Multiplex PCR (Nasal Swab): การป้ายสิ่งคัดหลั่งในโพรงจมูกเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ RSV COVID-19 หรือแบคทีเรียกลุ่ม Mycoplasma วิธี PCR มีความไวและความแม่นยำสูงมาก สามารถระบุสายพันธุ์เชื้อได้ในเวลาอันรวดเร็ว
การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการเอกซเรย์:
- ภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray): เพื่อยืนยันภาวะปอดอักเสบ โดยจะพบรอยทึบขาว (Infiltration หรือ Consolidation) ในบริเวณปอดที่เกิดการอักเสบ
- การตรวจเลือด (Complete Blood Count: CBC และ Inflammatory Markers): ตรวจเพื่อดูปริมาณเม็ดเลือดขาว และประเมินค่าการอักเสบ เช่น C-Reactive Protein (CRP) หรือ Procalcitonin เพื่อช่วยแยกแยะระหว่างการติดเชื้อไวรัสและการติดเชื้อแบคทีเรีย
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment and Home Care)
การรักษาโรคระบบทางเดินหายใจในเด็กมักเน้นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ (Supportive Care) ควบคู่กับการรักษาเฉพาะจุดตามสาเหตุของโรค
การรักษาทางการแพทย์
- การให้ออกซิเจนและการบำบัดทางเดินหายใจ: หากเด็กมีภาวะพร่องออกซิเจน แพทย์จะให้ออกซิเจนเสริมผ่านอุปกรณ์ที่เหมาะสม และอาจทำการพ่นยาขยายหลอดลม (Bronchodilator) หรือยาช่วยลดอาการบวมของหลอดลมร่วมกับการเคาะปอดเพื่อระบายเสมหะ
- ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): จะใช้เฉพาะในรายที่แพทย์วินิจฉัยหรือสงสัยว่ามีอาการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เช่น โรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมค็อกคัส หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน ไม่ใช้กับโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส
- ยาต้านไวรัส (Antivirals): เช่น ยา Oseltamivir สำหรับไข้หวัดใหญ่ ซึ่งควรได้รับภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
การดูแลและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี
สำหรับเด็กที่มีอาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้กลับมาดูแลรักษาตัวที่บ้านได้ ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามหลักการพยาบาลดังต่อไปนี้:
- เตรียมน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นหรือน้ำใส่น้ำแข็งเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดลมและหลอดเลือดส่วนปลายหดตัว ไข้จะยิ่งสูงขึ้นและอาจกระตุ้นให้ชักได้)
- ถอดเสื้อผ้าเด็กออกในห้องที่ไม่มีลมโกรกปะทะโดยตรง
- ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำบิดหมาด เช็ดผิวหนังโดยลูบเข้าหาหัวใจเพื่อเปิดรูขุมขนและกระตุ้นการไหลเวียนเลือดในการระบายความร้อน
- วางผ้าพักไว้บริเวณจุดรวมเส้นเลือดใหญ่ เช่น ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ ทุก 2 ถึง 3 นาที
- เช็ดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ถึง 20 ชั่วโมง หรือจนกว่าไข้จะลดลง จากนั้นซับตัวให้แห้งและสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
- การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ (Nasal Irrigation): ช่วยล้างน้ำมูกเหนียวข้นและลดการสะสมของเชื้อโรคในโพรงจมูก ทำให้เด็กหายใจสะดวกขึ้นและกินนมได้ดีขึ้น ควรทำก่อนมื้ออาหารและก่อนนอน
- การชดเชยน้ำและโภชนาการ: แนะนำให้เด็กดื่มน้ำอุ่น บ่อยๆ หรือดื่มน้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts: ORS) สำหรับเด็กเล็กเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ อาหารควรเป็นอาหารเหลว ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก น้ำแกงจืด หลีกเลี่ยงอาหารมันหรือหวานจัดที่กระตุ้นให้เกิดเสมหะ
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)
การดูแลเด็กป่วยมีความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ความเข้าใจผิดบางประการอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตของเด็กได้
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และกลุ่มยาแก้ปวดลดไข้ที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs เช่น Ibuprofen, Mefenamic Acid): ในรายที่ยังไม่สามารถตัดภาวะไข้เลือดออกออกได้เด็ดขาด เพราะยากลุ่มนี้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของเกล็ดเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร และอาจก่อให้เกิดกลุ่มอาการไรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะตับและสมองอักเสบเฉียบพลันที่มีอันตรายถึงชีวิต
- การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว: ขนาดยาที่ปลอดภัยคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ป้อนทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ห้ามป้อนซ้ำถี่กว่าทุก 4 ชั่วโมง และห้ามทานเกิน 5 ครั้งต่อวัน (หรือสูงสุดไม่เกิน 75 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน) เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบจากสารพิษตกค้าง
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อกินเอง: โรคหวัดและหลอดลมอักเสบส่วนใหญ่มากกว่า 80-90% เกิดจากไวรัส การกินยาปฏิชีวนะนอกจากจะไม่ช่วยรักษาแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง เช่น อาการแพ้ยา ท้องเสีย และก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาขั้นรุนแรงในอนาคต
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ไอชนิดกดศูนย์ไอ (Cough Suppressants) ในเด็กเล็ก: ยาประเภทนี้จะไปขัดขวางกลไกตามธรรมชาติของร่างกายในการขับเสมหะออก ทำให้เสมหะคั่งค้างในหลอดลมและปอดอุดตัน ส่งผลให้อาการปอดอักเสบรุนแรงขึ้น
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว (Prevention, Vaccine and Nutrition)
การสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงและการป้องกันการติดเชื้อเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องบุตรหลานจากโรคทางเดินหายใจที่รุนแรง
บทบาทสำคัญของวัคซีนเสริมในการลดความรุนแรงของโรค
แม้ว่าวัคซีนบางชนิดจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่าสามารถลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ความรุนแรงของโรค และอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ วัคซีนเสริมที่แนะนำสำหรับเด็กมีดังนี้:
- วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine):
- แนะนำให้ฉีดเข็มแรกได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป
- ในเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่เพิ่งรับวัคซีนเป็นครั้งแรก ต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน จากนั้นแนะนำให้ฉีดกระตุ้นซ้ำปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ทุกปี
- วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมค็อกคัส หรือ วัคซีนไอพีดี (Pneumococcal Conjugate Vaccine: PCV):
- ช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus pneumoniae ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของปอดอักเสบรุนแรงและการติดเชื้อในกระแสเลือด
- ตารางการฉีดมาตรฐานมักเริ่มที่อายุ 2, 4, 6 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งที่อายุ 12 ถึง 15 เดือน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีวัคซีนครอบคลุมหลายสายพันธุ์ (เช่น PCV13, PCV15 หรือ PCV20) ซึ่งผู้ปกครองสามารถปรึกษากุมารแพทย์เพื่อเลือกสูตรการฉีดที่เหมาะสมที่สุด
- วัคซีนรวมที่มีส่วนประกอบป้องกันเชื้อฮิบ (Hib Vaccine):
- มักบรรจุรวมอยู่ในวัคซีนพื้นฐาน 5 สายพันธุ์ หรือ 6 สายพันธุ์สำหรับเด็กเล็ก ช่วยป้องกันภาวะปอดอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อฮิบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิธีดูแลด้านสุขอนามัยและโภชนาการ
- การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: นมแม่เป็นแหล่งอาหารที่ดีที่สุดและมีสารภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ (Immunoglobulins) ที่ช่วยปกป้องระบบทางเดินหายใจของทารกในช่วงขวบปีแรก
- โภชนาการที่ครบถ้วนตามวัย: เน้นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินดี และแร่ธาตุสังกะสี (Zinc) ซึ่งมีส่วนช่วยสำคัญในกระบวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย
- สุขอนามัยส่วนบุคคล: ฝึกสอนให้เด็กหมั่นล้างมืออย่างถูกต้องด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการนำมือเข้าปากหรือขยี้ตา หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการระบาดของโรค
- สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย: งดการสูบบุหรี่ในบ้านหรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เด็กอยู่อย่างเด็ดขาด เนื่องจากควันบุหรี่มือสอง (Secondhand Smoke) และควันบุหรี่มือสาม (Thirdhand Smoke) เป็นตัวทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจของเด็ก ทำให้ติดเชื้อง่ายและมีอาการรุนแรงกว่าปกติ
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลเมื่อลูกรักป่วย (Parent Actionable Checklist)
สิ่งที่ต้องประเมินและปฏิบัติประจำวันเมื่อลูกมีอาการป่วยทางเดินหายใจ
- ตรวจสอบอุณหภูมิร่างกาย: วัดไข้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง บันทึกวันและเวลาที่มีไข้เพื่อแจ้งแพทย์
- ประเมินอัตราการหายใจ: นับอัตราการหายใจของลูกในขณะนอนหลับอย่างน้อย 1 นาทีเต็ม เพื่อเฝ้าระวังอาการหอบเหนื่อย
- สังเกตอาการทางผิวหนังและช่องอก: ตรวจดูว่ามีอาการอกบุ๋มขณะหายใจ หรือหน้าอกกระเพื่อมผิดปกติหรือไม่
- ประเมินภาวะการกินและขับถ่าย: ตรวจสอบปริมาณนม น้ำ หรืออาหารที่เด็กทานได้ในแต่ละวัน และนับจำนวนครั้งของการปัสสาวะ (อย่างน้อยควรปัสสาวะทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง)
- บันทึกอาการไอและลักษณะเสมหะ: สังเกตลักษณะความถี่ของการไอ สีและลักษณะของเสมหะ (หากทำได้) เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนการวินิจฉัยของแพทย์
- รักษาระยะห่างและป้องกันการแพร่กระจาย: แยกของใช้ส่วนตัว แยกห้องนอน และให้เด็กที่ป่วย (หากอายุเกิน 2 ปีและสามารถทำได้) รวมถึงผู้ดูแลสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังสมาชิกคนอื่นในครอบครัว