ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกสำลักน้ำมูก ไอบอกโรค: สัญญาณเตือนภัยเงียบทางเดินหายใจอุดกั้นในเด็กเล็ก

อาการไอและสำลักน้ำมูกในทารกและเด็กเล็กเป็นหนึ่งในปัญหาทางกุมารเวชศาสตร์ที่พบบ่อยที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเตือนของโรคติดเชื้อทางระบบหายใจที่รุนแรงเฉียบพลัน เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็กยังมีขนาดเล็กและแคบมาก การมีเสมหะหรือน้ำมูกเหนียวข้นเพียงเล็กน้อยก็สามารถอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง ส่งผลให้ลูกสำลักน้ำมูก หายใจติดขัด และเกิดภาวะขาดออกซิเจนได้อย่างรวดเร็ว

บทความนี้จะเจาะลึกถึงสาเหตุ กลไกพยาธิสภาพของกลุ่มโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน โดยเฉพาะโรคไอกรน (Pertussis) โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial Virus - RSV) ไวรัสเอชเอ็มพีวี (Human Metapneumovirus - hMPV) และไข้หวัดใหญ่ (Influenza) พร้อมทั้งแนวทางการวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันด้วยวัคซีนเสริมอย่างถูกวิธีตามหลักการแพทย์สากล

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: ทำไมลูกจึงมีอาการไอและสำลักน้ำมูกรุนแรง

กลไกพยาธิสภาพของการเกิดอาการไอและสำลักน้ำมูกเหนียวข้นในเด็กเล็ก เกิดจากการที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านการสูดดมละอองฝอย (Droplets) จากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งปนเปื้อน แล้วเข้าสู่เซลล์เยื่อบุผิวทางเดินหายใจ เชื้อก่อโรคที่สำคัญแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักดังนี้

1. เชื้อแบคทีเรียบอร์เดเทลลา เพอร์ทัสซิส (Bordetella pertussis) หรือโรคไอกรน

แบคทีเรียชนิดนี้จะเกาะติดกับเซลล์เยื่อบุผิวที่มีขนกวัด (Ciliated epithelial cells) ของทางเดินหายใจ และหลั่งสารพิษหลายชนิด เช่น สารพิษไอกรน (Pertussis toxin) ซึ่งทำลายเซลล์ขนกวัดและทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง ร่างกายจะไม่สามารถพัดโบกเสมหะและน้ำมูกออกไปได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิดการสะสมของเสมหะที่เหนียวข้นมากในหลอดลม เด็กจึงต้องไออย่างรุนแรงเป็นชุดๆ เพื่อขับเสมหะออก จนเกิดอาการสำลักน้ำมูก หน้าเขียว และมีเสียงไอที่ดังก้องขณะสูดลมหายใจเข้าอย่างแรง (Whooping cough)

2. เชื้อไวรัสกลุ่มระบบทางเดินหายใจ (RSV, hMPV, Influenza)

ไวรัสเหล่านี้จะเข้าไปแบ่งตัวและทำลายเซลล์บุผิวทางเดินหายใจส่วนปลาย ส่งผลให้เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างน้ำมูกและเสมหะจำนวนมหาศาลร่วมกับภาวะหลอดลมหดเกร็ง (Bronchospasm) เมื่อเด็กเล็กที่มีช่องทางเดินหายใจแคบไม่สามารถระบายเสมหะออกได้ทัน จึงเกิดอาการสำลักน้ำมูก ไอจนอาเจียน และหายใจเสียงวี้ด (Wheezing)

ข้อมูลทางการแพทย์เพิ่มเติม: อัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการสำลักน้ำมูกและไอรุนแรงจะสูงที่สุดในทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือน เนื่องจากกล้ามเนื้อทรวงอกที่ใช้ในการไอขับเสมหะยังพัฒนาไม่เต็มที่ และรูจมูกรวมถึงหลอดลมยังมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กมาก ทำให้เกิดการอุดกั้นได้ง่ายกว่าเด็กโต

การดำเนินโรคและอาการแสดงทางคลินิก: จากหวัดธรรมดาสู่ภาวะวิกฤต

อาการแสดงของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันในเด็ก มักมีการดำเนินโรคแบ่งออกเป็น 3 ระยะที่เด่นชัด พ่อแม่ผู้ดูแลจำเป็นต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินความรุนแรง

  • ระยะแรกเริ่ม (Catarrhal Stage): กินเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ อาการจะคล้ายไข้หวัดธรรมดา มีไข้ต่ำๆ มีน้ำมูกใส ไอเล็กน้อย มีอาการจาม ในระยะนี้มักแยกแยะจากหวัดธรรมดาได้ยาก แต่เป็นระยะที่มีการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นได้สูงที่สุด
  • ระยะไอวิกฤต (Paroxysmal Stage): กินเวลาประมาณ 2-6 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น อาการไอจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก เด็กจะไอติดต่อกันเป็นชุดๆ 5-10 ครั้งในการหายใจออกครั้งเดียว จนไม่มีเวลาหายใจเข้า สังเกตเห็นหน้าแดง ตาแดง เส้นเลือดคอโป่งพอง และตามด้วยการสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างรวดเร็วจนเกิดเสียงวี้ดสูง ในทารกมักพบอาการสำลักน้ำมูกเหนียวข้น ไอจนอาเจียน (Post-tussive emesis) และอาจมีอาการหยุดหายใจ (Apnea) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต
  • ระยะฟื้นตัว (Convalescent Stage): กินเวลาหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน อาการไอค่อยๆ ลดความรุนแรงและจำนวนครั้งลง แต่อาจกลับมาไอรุนแรงได้อีกหากมีการติดเชื้อซ้ำซ้อนในระบบทางเดินหายใจ

สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤต (Red Flag Symptoms) ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

หากเด็กมีอาการไอและสำลักน้ำมูกร่วมกับอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่พ่อแม่ต้องนำส่งห้องฉุกเฉินทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

  • ระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน: เด็กหายใจเร็วกว่าปกติ (ทารกอายุน้อยกว่า 2 เดือน หายใจมากกว่า 60 ครั้งต่อนาที, อายุ 2-11 เดือน หายใจมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที, อายุ 1-5 ปี หายใจมากกว่า 40 ครั้งต่อนาที) ร่วมกับอาการอกบุ๋ม (Subcostal retraction) ซี่โครงบาน ปีกจมูกขยับตามการหายใจ (Nasal flaring)
  • ภาวะพร่องออกซิเจน (Hypoxia): มีอาการริมฝีปากเขียวคล้ำ (Cyanosis) เล็บมือเล็บเท้าเขียว หรือผิวหนังซีดเทา
  • ภาวะหยุดหายใจหรือสะดุ้งตื่นกลางคัน: มีช่วงหยุดหายใจนานเกิน 15 วินาทีขณะไอหรือหลับ หรือสำลักน้ำมูกจนตัวเกร็งอ่อนแรง
  • ไข้สูงไม่ลด: ไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสต่อเนื่องกันเกิน 3 วัน และไม่ตอบสนองต่อยาขอลดไข้
  • ภาวะขาดน้ำเฉียบพลัน (Dehydration): ปากแห้ง ไม่มีน้ำตาไหลเมื่อร้องไห้ กระหม่อมหน้าบุ๋มลง (ในทารก) หรือไม่ปัสสาวะเลยนานเกิน 6 ชั่วโมง
  • ระบบประสาทส่วนกลางถูกกด: มีอาการซึมมาก ไม่ยอมเล่น ไม่ดูดนม หรือมีอาการชักจากไข้สูง (Febrile convulsion)
ข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุด: ในทารกแรกเกิดถึงอายุ 3 เดือน อาการแสดงของโรคไอกรนหรือการติดเชื้อ RSV อาจไม่มีอาการไอชัดเจนเหมือนเด็กโต แต่จะมาด้วยอาการสำลักน้ำมูก เงียบซึม ดูดนมน้อยลง และมีอาการหยุดหายใจ (Apnea) เป็นหลัก ดังนั้นหากพบทารกแรกเกิดมีน้ำมูกอุดตันและซึมลง ต้องรีบพบกุมารแพทย์ทันที

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยเด็กมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยเพื่อแยกแยะโรคและประเมินระดับความรุนแรงตามขั้นตอนดังนี้

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด (History & Physical Examination): แพทย์จะประเมินลักษณะการไอ อัตราการหายใจ ฟังเสียงปอดเพื่อหาเสียงผิดปกติ เช่น เสียงเสมหะในหลอดลมใหญ่ (Coarse crackles) หรือเสียงหลอดลมตีบ (Wheezing) และประเมินสัญญาณชีพ (Vital signs) รวมถึงการวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Oxygen saturation)

2. การตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ (Nasal Swab & PCR Test): การทำ Multiplex Polymerase Chain Reaction (PCR) จากสิ่งส่งตรวจในโพรงจมูก ถือเป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ในปัจจุบัน เนื่องจากมีความไวและความแม่นยำสูงมาก สามารถตรวจหาเชื้อไวรัสและแบคทีเรียก่อโรคทางเดินหายใจได้หลายชนิดพร้อมกัน เช่น RSV, hMPV, Influenza, และ Bordetella pertussis

3. การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): ในกรณีของโรคไอกรน ผลเลือดมักจะแสดงภาวะเม็ดเลือดขาวสูงเด่น โดยเฉพาะเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Lymphocytosis) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้

4. การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray): ช่วยประเมินภาวะปอดอักเสบแทรกซ้อน (Pneumonia) ภาวะปอดแฟบจากการอุดกั้นของเสมหะ (Atelectasis) หรือภาวะลมรั่วในช่องอก

วิธีรักษาและการพยาบาลอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการแพทย์

การดูแลรักษาเด็กที่สำลักน้ำมูกและไอรุนแรง ประกอบด้วยการรักษาประคับประคองเพื่อรักษาทางเดินหายใจให้โล่ง และการรักษาเฉพาะเจาะจงตามสาเหตุ

การรักษาทางการแพทย์เฉพาะโรค

  • ยารักษาเฉพาะโรค: หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไอกรน แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มแมคโครไลด์ (Macrolides) เช่น อะซิโธรมัยซิน (Azithromycin) หรือคลาริโธรมัยซิน (Clarithromycin) เพื่อลดความรุนแรงของโรคหากเริ่มยาได้เร็ว และช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อ หากเป็นการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir)
  • การให้ออกซิเจนบำบัด (Oxygen Therapy): ในกรณีที่ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ แพทย์จะให้ออกซิเจนเสริมผ่านสายจมูก (Nasal cannula) หรือใช้เครื่องให้ออกซิเจนอัตราการไหลสูง (High-Flow Nasal Cannula - HFNC) เพื่อช่วยขยายถุงลมและลดแรงในการทำงานของกล้ามเนื้อหายใจ
  • การพ่นยาขยายหลอดลม (Bronchodilator Nebulization): พิจารณาใช้ในกรณีที่มีเสียงหายใจวี้ดและมีการหดเกร็งของหลอดลมเด่นชัด

การดูแลและพยาบาลผู้ป่วยเด็กที่บ้าน (Home Care Guidance)

สำหรับเด็กที่มีอาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้กลับมาดูแลรักษาตัวที่บ้านได้ ผู้ดูแลต้องปฏิบัติตามแนวทางอย่างเคร่งครัดดังนี้

1. การกำจัดน้ำมูกและเสมหะเพื่อป้องกันการสำลัก:

การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline Solution 0.9%) มีความจำเป็นอย่างยิ่งก่อนมื้อนมและก่อนนอน เพื่อล้างน้ำมูกที่อุดตันออก ช่วยให้เด็กหายใจสะดวกขึ้นและลดโอกาสการสำลักน้ำมูกลงสู่หลอดลม สำหรับทารกแรกเกิดถึง 6 เดือน ให้หยดน้ำเกลือข้างละ 2-3 หยดแล้วใช้ลูกยางแดงหรืออุปกรณ์ดูดน้ำมูกระบบสุญญากาศดูดออกอย่างเบามือ สำหรับเด็กโตสามารถใช้กระบอกฉีดยา (Syringe) ต่อจุกยางล้างจมูกเพื่อล้างจมูกด้วยปริมาณน้ำเกลือที่เหมาะสม

2. วิธีการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องตามหลักสรีรวิทยา (Tepid Sponge):

เมื่อเด็กมีไข้สูง การเช็ดตัวอย่างถูกวิธีจะช่วยระบายความร้อนจากหลอดลมและผิวหนัง ป้องกันการชักจากไข้สูงได้ดีที่สุด

  • ใช้น้ำอุ่นอุณหภูมิห้องหรืออุ่นกว่าผิวเด็กเล็กน้อย (ห้ามใช้น้ำเย็นหรือน้ำแข็งเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดลมและหลอดเลือดส่วนปลายหดตัว เกิดอาการสั่นและไข้ยิ่งสูงขึ้น)
  • ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำบิดหมาด เช็ดผิวหนังโดยออกแรงถูเบาๆ ย้อนทิศทางการไหลเวียนของเลือด (เช็ดเข้าหาหัวใจ) เพื่อเปิดรูขุมขน
  • เน้นการประคบผ้าบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น ขาหนีบ รักแร้ ซอกคอ และหน้าผาก เนื่องจากเป็นแหล่งรวมของหลอดเลือดใหญ่
  • เช็ดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15-20 นาที และซับตัวให้แห้งทันทีหลังเช็ดเสร็จ

3. การทดแทนน้ำเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ:

เน้นให้เด็กดื่มน้ำอุ่นบ่อยครั้งเพื่อช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้นในลำคอ หากเด็กทานอาหารได้น้อยลง ให้ชงผงเกลือแร่สำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts - ORS) ให้จิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากไข้และการหายใจเร็ว

ข้อควรระวังทางการแพทย์และสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด:
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) มารับประทานเอง: เนื่องจากอาการไอและสำลักน้ำมูกส่วนใหญ่ในเด็กเกิดจากเชื้อไวรัส (เช่น RSV, hMPV) ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่มีผลในการรักษาเชื้อไวรัส และจะก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาตามมา
  • ห้ามใช้ยากดอาการไอ (Cough Suppressants): ในเด็กเล็ก การไอเป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกายในการขับเสมหะและป้องกันทางเดินหายใจอุดกั้น การใช้ยากดอาการไอจะทำให้เสมหะคั่งค้างในปอดมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบและการสำลักรุนแรง
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) โดยไม่ผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์: หากเด็กเป็นไข้จากโรคไข้เลือดออก การได้รับยาเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารและภาวะตับวายเฉียบพลัน (Reye\'s Syndrome) ควรใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เป็นหลัก

วิธีคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลที่ปลอดภัยตามน้ำหนักตัว

การให้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้ในเด็ก ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวจริงของเด็ก ไม่ใช่ตามอายุที่ระบุข้างขวด โดยเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์คือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ป้อนซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และห้ามให้เกิน 5 ครั้งต่อวัน (สูงสุดไม่เกิน 75 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน) เพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อตับเฉียบพลัน

วิธีป้องกันและการสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว: เกราะปกป้องลูกรัก

การป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดอุบัติการณ์ของโรคทางเดินหายใจอุดกั้นและอาการสำลักน้ำมูก คือการสร้างภูมิคุ้มกันผ่านการฉีดวัคซีนร่วมกับการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดี

1. ตารางการฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่เกี่ยวข้อง

  • วัคซีนป้องกันโรคไอกรน (Pertussis Vaccine): เป็นวัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องได้รับตามกำหนด โดยให้ในรูปแบบวัคซีนรวมคอตอบ-บาดทะยัก-ไอกรน (DTPa หรือ DTwP) ที่ช่วงอายุ 2 เดือน, 4 เดือน, 6 เดือน และกระตุ้นที่อายุ 18 เดือน และ 4-6 ปี นอกจากนี้ แนะนำให้สตรีมีครรภ์ทุกคนฉีดวัคซีนป้องกันไอกรน (Tdap) ในช่วงอายุครรภ์ 27-36 สัปดาห์ เพื่อส่งต่อภูมิคุ้มกันไปยังทารกแรกเกิดในช่วงที่ยังไม่ถึงเกณฑ์รับวัคซีนเข็มแรก
  • วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): แนะนำให้เด็กทุกคนตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป ได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะในช่วงก่อนฤดูฝนและฤดูหนาว เนื่องจากสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ปี
  • วัคซีนและแนวทางการป้องกันทางเลือกสำหรับ RSV: ในปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนและแอนติบอดีล่วงหน้า (Monoclonal Antibody เช่น Nirsevimab) สำหรับฉีดให้ทารกกลุ่มเสี่ยงสูงและเด็กเล็กในช่วงฤดูกาลระบาด ซึ่งพ่อแม่ควรปรึกษากุมารแพทย์เฉพาะทางถึงข้อบ่งชี้และความเหมาะสม

2. การส่งเสริมโภชนาการและสุขอนามัยส่วนบุคคล

  • การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ (Exclusive Breastfeeding): น้ำนมแม่โดยเฉพาะน้ำนมแรก (Colostrum) อุดมไปด้วยอิมมูโนโกลบูลินเอ (Secretory IgA) และสารต้านอนุมูลอิสระที่ทำหน้าที่เหมือนวัคซีนธรรมชาติ ช่วยเคลือบและปกป้องเยื่อบุทางเดินหายใจของทารกจากการเกาะติดของเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย
  • หลักสุขอนามัยส่วนบุคคล (Personal Hygiene): ล้างมือด้วยน้ำและสบู่อย่างสะอาดบ่อยครั้ง หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในสถานที่แออัดที่มีการระบายอากาศไม่ดีในช่วงที่มีการระบาดของโรคทางเดินหายใจ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่ ควันไฟ หรือมลพิษทางอากาศ (PM2.5) ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เยื่อบุทางเดินหายใจอักเสบและอ่อนแอลง

สรุปคู่มือปฏิบัติสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)

เมื่อลูกมีอาการไอและเริ่มมีน้ำมูกไหล ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนตรวจสอบความปลอดภัยนี้ทันที:

  1. ประเมินการหายใจ: สังเกตการเคลื่อนไหวของทรวงอกและหน้าท้องว่ามีความเร็วปกติหรือไม่ มีอาการอกบุ๋มหรือซี่โครงบานขณะหายใจเข้าหรือไม่
  2. เคลียร์ทางเดินหายใจ: ทำการล้างจมูกและดูดน้ำมูกด้วยน้ำเกลือสะอาดทันทีก่อนป้อนนมและก่อนเข้านอน เพื่อลดปริมาณเสมหะอุดกั้น
  3. วัดและบันทึกไข้: ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทางรักแร้หรือทางหูทุก 4 ชั่วโมง หากไข้สูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ให้เช็ดตัวลดไข้ทันที และให้ยาพาราเซตามอลตามสัดส่วนน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง
  4. สังเกตอาการสำลักและการอาเจียน: หลังไอหากลูกมีอาการหน้าแดง ตัวเกร็ง หรือมีน้ำมูกเหนียวพุ่งออกทางจมูกและปาก ให้จับลูกนอนตะแคงข้างทันทีเพื่อป้องกันการสูดสำลักลงสู่ปอด
  5. เช็กประวัติการรับวัคซีน: ตรวจสอบสมุดบันทึกสุขภาพว่าลูกได้รับวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน และวัคซีนไข้หวัดใหญ่ครบถ้วนตามเกณฑ์อายุแล้วหรือไม่
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down