บทนำและภาพรวมของโรคปอดอักเสบ
โรคปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่า โรคปอดบวม เป็นหนึ่งในภาวะติดเชื้อทางระบบหายใจที่รุนแรงและมีความสำคัญทางการแพทย์ในระดับสากล โรคนี้เกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อปอด โดยเฉพาะบริเวณถุงลมปอด (Alveoli) และเนื้อเยื่อโดยรอบ ส่งผลให้ความสามารถในการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนลดลง ในแต่ละปีมีผู้ป่วยทั่วโลกจำนวนมากที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคนี้ และเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตในกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบาง
กลุ่มเสี่ยงที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อน ได้แก่:
- เด็กทารกและเด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 5 ปี): เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ และทางเดินหายใจมีขนาดเล็กและแคบ ทำให้เกิดการอุดกั้นของเสมหะได้ง่าย
- ผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป): เนื่องจากความเสื่อมถอยของระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ (Immunosenescence) และมักมีโรคประจำตัวเรื้อรังร่วมด้วย
- ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง: เช่น โรคหัวใจ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคหอบหืด โรคเบาหวาน หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
การวินิจฉัยและแยกแยะสาเหตุของการติดเชื้อได้อย่างถูกต้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากแนวทางการรักษาระหว่างการติดเชื้อแบคทีเรียและการติดเชื้อไวรัสมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การใช้ยาที่ไม่ตรงกับสาเหตุไม่เพียงแต่ทำให้การรักษาไม่ได้ผล แต่ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายและปัญหาเชื้อดื้อยาตามมาในอนาคต
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes and Pathophysiology)
การอักเสบของปอดเกิดขึ้นเมื่อเชื้อโรคสามารถผ่านด่านป้องกันของระบบทางเดินหายใจส่วนบนลงสู่ปอดได้ เชื้อจะเข้าไปเจริญเติบโตในถุงลมปอด ส่งผลให้ร่างกายกระตุ้นปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน มีการดึงดูดเม็ดเลือดขาวและของเหลวเข้ามาในถุงลมปอด เกิดเป็นหนองและเสมหะอุดกั้นในถุงลม ทำให้พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
เพื่อทำความเข้าใจถึง ความแตกต่างระหว่างปอดอักเสบจากเชื้อ ทั้งสองประเภท สามารถจำแนกตามชนิดของเชื้อก่อโรคได้ดังนี้:
1. ปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Pneumonia)
มักเกิดจากการติดเชื้อโดยตรง หรือเกิดขึ้นตามหลังการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบน (Secondary Bacterial Infection) เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหลัก ได้แก่:
- Streptococcus pneumoniae (Pneumococcus): เป็นเชื้อก่อโรคที่พบบ่อยที่สุดในทุกกลุ่มอายุ
- Haemophilus influenzae type b (Hib): มักพบในเด็กเล็กที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน
- Mycoplasma pneumoniae: มักก่อโรคปอดอักเสบชนิดไม่รุนแรงแต่เรื้อรัง (Atypical Pneumonia) พบได้บ่อยในเด็กโตและวัยรุ่น
- Chlamydophila pneumoniae และ Legionella pneumophila: เป็นกลุ่มแบคทีเรียก่อโรคชนิดไม่รุนแรงแต่เฉพาะกลุ่ม
2. ปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส (Viral Pneumonia)
มักพบบ่อยที่สุดในกลุ่มเด็กเล็กและทารก เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งปนเปื้อน เชื้อไวรัสที่สำคัญ ได้แก่:
- Respiratory Syncytial Virus (RSV): ตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดปอดอักเสบและหลอดลมฝอยอักเสบรุนแรงในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
- Influenza Virus (ไวรัสไข้หวัดใหญ่): ก่อโรคได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีความรุนแรงตามฤดูกาล
- SARS-CoV-2 (ไวรัสโควิด-19): สามารถก่อให้เกิดปอดอักเสบรุนแรงและกระจายทั่วปอดทั้งสองข้าง
- Adenovirus, Rhinovirus และ Parainfluenza Virus: ก่ออาการได้ตั้งแต่หวัดธรรมดาไปจนถึงปอดอักเสบ
อาการสำคัญและระยะของโรค (Symptoms and Progression)
แม้ว่าอาการแสดงทางคลินิกของปอดอักเสบทั้งสองชนิดจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่รายละเอียดของอาการและการดำเนินของโรคมีความแตกต่างกันที่แพทย์ใช้เป็นข้อสังเกตเบื้องต้น ดังนี้:
อาการของปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
การดำเนินโรคของเชื้อแบคทีเรียมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและฉับพลัน (Acute Onset) ผู้ป่วยมักมีอาการดังต่อไปนี้:
- มีไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่นอย่างรุนแรง
- ไอแบบมีเสมหะข้นเหนียว เสมหะอาจมีสีเขียว สีเหลือง หรือสีสนิมเหล็ก (Rust-colored Sputum)
- เจ็บแปลบที่หน้าอกเวลาหายใจเข้าลึกๆ หรือเวลาไอ (Pleuritic Chest Pain) เนื่องจากการอักเสบของลามไปถึงเยื่อหุ้มปอด
- อัตราการหายใจเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ชีพจรเต้นเร็ว
- อ่อนเพลียรุนแรง ปวดเมื่อยตามร่างกาย
อาการของปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส
การดำเนินโรคของเชื้อไวรัสมักค่อยเป็นค่อยไป (Gradual Onset) โดยเริ่มจากอาการของไข้หวัดส่วนบนก่อน แล้วจึงค่อยๆ ลุกลามลงสู่ปอด อาการที่พบ ได้แก่:
- มีไข้ต่ำถึงปานกลาง (ยกเว้นไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 ที่อาจมีไข้สูงได้)
- ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะใสๆ
- มีอาการร่วมของระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ
- ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย
- ในเด็กเล็กอาจมีเสียงหายใจหวีด (Wheezing) เนื่องจากเกิดการตีบตัวของหลอดลม
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
ผู้ปกครองและผู้ดูแลต้องเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ดังต่อไปนี้ ต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลหรือแผนกฉุกเฉินทันทีโดยไม่ควรรอช้า:
- ไข้สูงไม่ลดลง: มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสติดต่อกันมากกว่า 3 วัน แม้จะรับประทานยาลดไข้และเช็ดตัวแล้วก็ตาม
- ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน: หายใจหอบเหนื่อย เร็วกว่าปกติ ปีกจมูกบานขณะหายใจ
- การใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ (Accessory Muscle Use): มีอาการอกบุ๋ม ซี่โครงบุ๋ม หรือบริเวณคอบุ๋มขณะหายใจเข้า
- เสียงหายใจผิดปกติ: หายใจมีเสียงครืดคราด เสียงหวีด (Wheezing) หรือมีเสียงครางขณะหายใจออก (Grunting) ในเด็กทารก
- ภาวะพร่องออกซิเจน (Hypoxia): ริมฝีปาก เล็บ หรือปลายมือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ คล้ายพิมพ์เขียว (Cyanosis)
- อาการทางระบบประสาท: ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก สับสน ไม่ทำตามคำสั่ง หรือมีอาการชักจากไข้สูง (Febrile Convulsion)
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Dehydration): ปากแห้ง ผิวแห้ง เบ้าตาลึก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะมีปริมาณลดลงอย่างมากหรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง
- ในเด็กทารก: ไม่ยอมดูดนม ไม่ยอมดื่มน้ำหรือนม อ่อนปรกเปียก
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อยืนยันภาวะปอดอักเสบและแยกแยะเชื้อก่อโรคผ่านกระบวนการดังต่อไปนี้:
1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด
แพทย์จะซักประวัติระยะเวลาที่เป็น อาการเริ่มต้น ประวัติการสัมผัสโรค และการได้รับวัคซีน จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายโดยเฉพาะการฟังเสียงปอดด้วยหูฟังตรวจโรค (Stethoscope) เพื่อหาเสียงผิดปกติ เช่น เสียงกรอบแกรบ (Crackles หรือ Crepitation) ซึ่งบ่งบอกถึงของเหลวในถุงลม หรือเสียงหวีด (Wheezing) บ่งบอกถึงทางเดินหายใจตีบแคบ
2. การตรวจภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray)
เป็นเครื่องมือหลักในการวินิจฉัยปอดอักเสบ:
- แบคทีเรีย: มักพบรอยโรคสีขาวทึบเฉพาะกลีบปอด (Lobar Consolidation)
- ไวรัส: มักพบรอยฝ้าขาวกระจายทั่วปอดทั้งสองข้าง (Diffuse Interstitial Infiltrates)
3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อก่อโรค (Microbiological and Lab Tests)
- การตรวจสารคัดหลั่งในโพรงจมูก (Nasal Swab): ใช้การตรวจหาเชื้อแบบรวดเร็ว (Rapid Antigen Test) หรือการตรวจหาสารพันธุกรรม (PCR Multiplex) ซึ่งสามารถระบุเชื้อไวรัส เช่น RSV, Influenza A & B, COVID-19 หรือเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Atypical ได้อย่างแม่นยำ
- การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC):
- การติดเชื้อแบคทีเรียมักพบปริมาณเม็ดเลือดขาวรวมสูงกว่าปกติ (Leukocytosis) โดยเฉพาะกลุ่มนิวโทรฟิล (Neutrophil) สูง
- การติดเชื้อไวรัสมักพบเม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือต่ำลง โดยมีสัดส่วนของลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) สูงขึ้น
- การตรวจสารบ่งชี้การอักเสบ (C-reactive Protein - CRP หรือ Procalcitonin): มักมีค่าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในการติดเชื้อแบคทีเรีย
- การเพาะเชื้อจากเสมหะ (Sputum Culture) หรือจากเลือด (Blood Culture): ในรายที่มีอาการรุนแรงเพื่อหาเชื้อแบคทีเรียตัวการและทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะ
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)
การรักษามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามสาเหตุหลักของโรค ดังนี้:
1. การรักษาปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
การรักษาหลักคือการให้ ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ที่เหมาะสมกับเชื้อและอายุของผู้ป่วย:
- ในรายที่มีอาการไม่รุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน เช่น Amoxicillin, Amoxicillin-clavulanate หรือกลุ่ม Macrolides (เช่น Azithromycin, Clarithromycin) สำหรับกลุ่มเชื้อ Atypical Bacteria โดยผู้ป่วยต้องรับประทานยาจนครบกำหนดตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและการดื้อยา
- ในรายที่มีอาการรุนแรง มีภาวะหายใจลำบาก หรือไม่สามารถรับประทานยาได้ จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อรับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Antibiotics) เช่น Ceftriaxone หรือ Ampicillin
2. การรักษาปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส
ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและประคับประคอง เนื่องจากยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้:
- ยาต้านไวรัสเฉพาะโรค: เช่น ยา Oseltamivir สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ ยา Remdesivir สำหรับโควิด-19 ซึ่งจะได้ผลดีที่สุดหากได้รับภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่เริ่มมีอาการ
- สำหรับเชื้อไวรัสอื่นๆ เช่น RSV ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจงที่ใช้แพร่หลาย จึงเน้นการดูแลแบบประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อสู้กับเชื้อ
3. การดูแลรักษาตามอาการและการพยาบาลที่บ้าน
- การดูแลทางเดินหายใจ: ใช้ยาขยายหลอดลมหากมีอาการหลอดลมตีบตัว การพ่นละอองยาเพื่อช่วยละลายเสมหะ การดูดเสมหะ (Suction) ในเด็กเล็กที่ไม่สามารถไอขับเสมหะออกเองได้
- การรักษาภาวะขาดน้ำ: สนับสนุนให้ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปจากไข้และช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้น หากทานอาหารได้น้อย ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง
- การพักผ่อนและการโภชนาการ: ให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้เพียงพอในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง
- เตรียมน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาด)
- ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำ บิดหมาดๆ ออกแรงเช็ดถูเบาๆ โดยเช็ดเข้าหาหัวใจเพื่อเปิดรูขุมขนและช่วยระบายความร้อน
- วางพักผ้าชุบน้ำบริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่อยู่ใกล้ผิวหนัง เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ซอกคอ และขาหนีบ
- เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ ทุก 2-3 นาที เช็ดตัวอย่างต่อเนื่องประมาณ 15-20 นาที แล้วซับตัวให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)
เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย หลีกเลี่ยงความเชื่อหรือพฤติกรรมการรักษาที่ผิดวิธีดังนี้:
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) รับประทานเองเด็ดขาด: การใช้ยาปฏิชีวนะในการติดเชื้อไวรัสไม่มีประโยชน์ในการรักษา ทั้งยังทำให้เกิดผลข้างเคียงและเร่งให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาขั้นรุนแรง
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กและวัยรุ่น: หากมีไข้จากเชื้อไวรัส (เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือ อีสุกอีใส) การใช้ยาแอสไพรินอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตคือ กลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งส่งผลให้ตับวายและสมองอักเสบเฉียบพลัน
- ระมัดระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ในกรณีที่ยังไม่สามารถคัดแยกโรคไข้เลือดออกออกไปได้อย่างเด็ดขาด การให้ยาลดไข้ในกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน อาจทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรง
- การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว: ขนาดยาพาราเซตามอลที่ปลอดภัยในเด็กคือ 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง โดยให้ห่างกันทุก 4-6 ชั่วโมง และห้ามให้เกิน 5 ครั้ง หรือเกิน 75 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบจากพิษของยา
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว (Prevention and Immunization)
การป้องกันไม่ให้เกิดโรคเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันและการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล:
1. การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน (Vaccination)
- วัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมค็อกคัส (IPD Vaccine - Pneumococcal Conjugate Vaccine): แนะนำให้ฉีดในเด็กเล็กตั้งแต่ช่วงอายุ 2, 4, 6 และ 12-15 เดือน รวมถึงผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เพื่อป้องกันการติดเชื้อปอดอักเสบรุนแรงและการติดเชื้อในกระแสเลือด
- วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): ควรได้รับการฉีดกระตุ้นเป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อมีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง แนะนำสำหรับทุกคนตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป
- วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และฮิบ (DTaP-HB-Hib): ช่วยป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อ Hib ในเด็กเล็ก
- วัคซีนป้องกันโควิด-19 (COVID-19 Vaccine): ตามแนวทางการแนะนำล่าสุดทางการแพทย์เพื่อลดความรุนแรงของโรค
2. การรักษาสุขอนามัยและการส่งเสริมสุขภาพ
- การล้างมือ: ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์เข้มข้นอย่างน้อย 70% ก่อนรับประทานอาหารและหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะ
- การสวมหน้ากากอนามัย: สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในที่ชุมชนแออัด หรือเมื่อต้องสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจ
- การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: แนะนำให้อย่างน้อย 6 เดือนแรกหลังคลอด เนื่องจากนมแม่มีสารภูมิคุ้มกันธรรมชาติที่ช่วยปกป้องทารกจากการติดเชื้อทางเดินหายใจ
- หลีกเลี่ยงมลพิษ: หลีกเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่ ควันไฟ และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เยื่อบุทางเดินหายใจอ่อนแอและติดเชื้อง่ายขึ้น
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล (Actionable Checklist)
คู่มือแนวทางปฏิบัติเมื่อสงสัยว่าลูกหรือผู้สูงอายุมีอาการปอดอักเสบ
- ขั้นตอนที่ 1: ตรวจเช็กสัญญาณชีพ วัดอุณหภูมิร่างกาย สังเกตลักษณะการหายใจ (นับอัตราการหายใจใน 1 นาทีขณะหลับ) สังเกตสีผิวและระดับความรู้ตัว
- ขั้นตอนที่ 2: จัดการไข้อย่างปลอดภัย ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามสัดส่วนน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง และเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นทันที ห้ามใช้ยาลดไข้กลุ่มอื่นก่อนปรึกษาแพทย์
- ขั้นตอนที่ 3: ประเมินสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) หากมีอาการหายใจหอบ หายใจอกบุ๋ม ซึมลง หรือดื่มน้ำไม่ได้ ให้ส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดเวลาดูอาการ
- ขั้นตอนที่ 4: การดูแลสภาพแวดล้อม ให้ผู้ป่วยนอนในห้องที่เงียบสงบ อากาศถ่ายเทได้ดี ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป และให้ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ
- ขั้นตอนที่ 5: ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ แยกของใช้ส่วนตัวของผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย