ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำและภาพรวมของโรคปอดอักเสบ

โรคปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือที่คนทั่วไปมักเรียกว่า โรคปอดบวม เป็นหนึ่งในภาวะติดเชื้อทางระบบหายใจที่รุนแรงและมีความสำคัญทางการแพทย์ในระดับสากล โรคนี้เกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อปอด โดยเฉพาะบริเวณถุงลมปอด (Alveoli) และเนื้อเยื่อโดยรอบ ส่งผลให้ความสามารถในการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนลดลง ในแต่ละปีมีผู้ป่วยทั่วโลกจำนวนมากที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคนี้ และเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตในกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบาง

กลุ่มเสี่ยงที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อน ได้แก่:

  • เด็กทารกและเด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 5 ปี): เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ และทางเดินหายใจมีขนาดเล็กและแคบ ทำให้เกิดการอุดกั้นของเสมหะได้ง่าย
  • ผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีขึ้นไป): เนื่องจากความเสื่อมถอยของระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ (Immunosenescence) และมักมีโรคประจำตัวเรื้อรังร่วมด้วย
  • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง: เช่น โรคหัวใจ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โรคหอบหืด โรคเบาหวาน หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

การวินิจฉัยและแยกแยะสาเหตุของการติดเชื้อได้อย่างถูกต้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากแนวทางการรักษาระหว่างการติดเชื้อแบคทีเรียและการติดเชื้อไวรัสมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การใช้ยาที่ไม่ตรงกับสาเหตุไม่เพียงแต่ทำให้การรักษาไม่ได้ผล แต่ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายและปัญหาเชื้อดื้อยาตามมาในอนาคต

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes and Pathophysiology)

การอักเสบของปอดเกิดขึ้นเมื่อเชื้อโรคสามารถผ่านด่านป้องกันของระบบทางเดินหายใจส่วนบนลงสู่ปอดได้ เชื้อจะเข้าไปเจริญเติบโตในถุงลมปอด ส่งผลให้ร่างกายกระตุ้นปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน มีการดึงดูดเม็ดเลือดขาวและของเหลวเข้ามาในถุงลมปอด เกิดเป็นหนองและเสมหะอุดกั้นในถุงลม ทำให้พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เพื่อทำความเข้าใจถึง ความแตกต่างระหว่างปอดอักเสบจากเชื้อ ทั้งสองประเภท สามารถจำแนกตามชนิดของเชื้อก่อโรคได้ดังนี้:

1. ปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Pneumonia)

มักเกิดจากการติดเชื้อโดยตรง หรือเกิดขึ้นตามหลังการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจส่วนบน (Secondary Bacterial Infection) เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหลัก ได้แก่:

  • Streptococcus pneumoniae (Pneumococcus): เป็นเชื้อก่อโรคที่พบบ่อยที่สุดในทุกกลุ่มอายุ
  • Haemophilus influenzae type b (Hib): มักพบในเด็กเล็กที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบถ้วน
  • Mycoplasma pneumoniae: มักก่อโรคปอดอักเสบชนิดไม่รุนแรงแต่เรื้อรัง (Atypical Pneumonia) พบได้บ่อยในเด็กโตและวัยรุ่น
  • Chlamydophila pneumoniae และ Legionella pneumophila: เป็นกลุ่มแบคทีเรียก่อโรคชนิดไม่รุนแรงแต่เฉพาะกลุ่ม

2. ปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส (Viral Pneumonia)

มักพบบ่อยที่สุดในกลุ่มเด็กเล็กและทารก เชื้อไวรัสสามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งปนเปื้อน เชื้อไวรัสที่สำคัญ ได้แก่:

  • Respiratory Syncytial Virus (RSV): ตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดปอดอักเสบและหลอดลมฝอยอักเสบรุนแรงในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
  • Influenza Virus (ไวรัสไข้หวัดใหญ่): ก่อโรคได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ มีความรุนแรงตามฤดูกาล
  • SARS-CoV-2 (ไวรัสโควิด-19): สามารถก่อให้เกิดปอดอักเสบรุนแรงและกระจายทั่วปอดทั้งสองข้าง
  • Adenovirus, Rhinovirus และ Parainfluenza Virus: ก่ออาการได้ตั้งแต่หวัดธรรมดาไปจนถึงปอดอักเสบ

อาการสำคัญและระยะของโรค (Symptoms and Progression)

แม้ว่าอาการแสดงทางคลินิกของปอดอักเสบทั้งสองชนิดจะมีความคล้ายคลึงกัน แต่รายละเอียดของอาการและการดำเนินของโรคมีความแตกต่างกันที่แพทย์ใช้เป็นข้อสังเกตเบื้องต้น ดังนี้:

อาการของปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

การดำเนินโรคของเชื้อแบคทีเรียมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและฉับพลัน (Acute Onset) ผู้ป่วยมักมีอาการดังต่อไปนี้:

  • มีไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่นอย่างรุนแรง
  • ไอแบบมีเสมหะข้นเหนียว เสมหะอาจมีสีเขียว สีเหลือง หรือสีสนิมเหล็ก (Rust-colored Sputum)
  • เจ็บแปลบที่หน้าอกเวลาหายใจเข้าลึกๆ หรือเวลาไอ (Pleuritic Chest Pain) เนื่องจากการอักเสบของลามไปถึงเยื่อหุ้มปอด
  • อัตราการหายใจเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ชีพจรเต้นเร็ว
  • อ่อนเพลียรุนแรง ปวดเมื่อยตามร่างกาย

อาการของปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส

การดำเนินโรคของเชื้อไวรัสมักค่อยเป็นค่อยไป (Gradual Onset) โดยเริ่มจากอาการของไข้หวัดส่วนบนก่อน แล้วจึงค่อยๆ ลุกลามลงสู่ปอด อาการที่พบ ได้แก่:

  • มีไข้ต่ำถึงปานกลาง (ยกเว้นไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 ที่อาจมีไข้สูงได้)
  • ไอแห้งๆ หรือไอมีเสมหะใสๆ
  • มีอาการร่วมของระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ
  • ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย
  • ในเด็กเล็กอาจมีเสียงหายใจหวีด (Wheezing) เนื่องจากเกิดการตีบตัวของหลอดลม
ข้อมูลเปรียบเทียบทางการแพทย์: ปอดอักเสบจากแบคทีเรียมักทำให้เกิดการอักเสบเฉพาะส่วนของกลีบปอด (Lobar Pneumonia) ในขณะที่ปอดอักเสบจากไวรัสมักเป็นการอักเสบกระจายตัวทั่วทั้งสองข้างของปอด (Interstitial or Bronchopneumonia) ส่งผลให้ผู้ป่วยไวรัสบางรายอาจมีอาการหายใจเหนื่อยง่ายแต่น้อยกว่าในแง่ของเสมหะข้นหนอง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

ผู้ปกครองและผู้ดูแลต้องเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ดังต่อไปนี้ ต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลหรือแผนกฉุกเฉินทันทีโดยไม่ควรรอช้า:

  • ไข้สูงไม่ลดลง: มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสติดต่อกันมากกว่า 3 วัน แม้จะรับประทานยาลดไข้และเช็ดตัวแล้วก็ตาม
  • ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน: หายใจหอบเหนื่อย เร็วกว่าปกติ ปีกจมูกบานขณะหายใจ
  • การใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ (Accessory Muscle Use): มีอาการอกบุ๋ม ซี่โครงบุ๋ม หรือบริเวณคอบุ๋มขณะหายใจเข้า
  • เสียงหายใจผิดปกติ: หายใจมีเสียงครืดคราด เสียงหวีด (Wheezing) หรือมีเสียงครางขณะหายใจออก (Grunting) ในเด็กทารก
  • ภาวะพร่องออกซิเจน (Hypoxia): ริมฝีปาก เล็บ หรือปลายมือปลายเท้ามีสีเขียวคล้ำ คล้ายพิมพ์เขียว (Cyanosis)
  • อาการทางระบบประสาท: ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ปลุกตื่นยาก สับสน ไม่ทำตามคำสั่ง หรือมีอาการชักจากไข้สูง (Febrile Convulsion)
  • ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Dehydration): ปากแห้ง ผิวแห้ง เบ้าตาลึก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะมีปริมาณลดลงอย่างมากหรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง
  • ในเด็กทารก: ไม่ยอมดูดนม ไม่ยอมดื่มน้ำหรือนม อ่อนปรกเปียก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อยืนยันภาวะปอดอักเสบและแยกแยะเชื้อก่อโรคผ่านกระบวนการดังต่อไปนี้:

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด

แพทย์จะซักประวัติระยะเวลาที่เป็น อาการเริ่มต้น ประวัติการสัมผัสโรค และการได้รับวัคซีน จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายโดยเฉพาะการฟังเสียงปอดด้วยหูฟังตรวจโรค (Stethoscope) เพื่อหาเสียงผิดปกติ เช่น เสียงกรอบแกรบ (Crackles หรือ Crepitation) ซึ่งบ่งบอกถึงของเหลวในถุงลม หรือเสียงหวีด (Wheezing) บ่งบอกถึงทางเดินหายใจตีบแคบ

2. การตรวจภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray)

เป็นเครื่องมือหลักในการวินิจฉัยปอดอักเสบ:

  • แบคทีเรีย: มักพบรอยโรคสีขาวทึบเฉพาะกลีบปอด (Lobar Consolidation)
  • ไวรัส: มักพบรอยฝ้าขาวกระจายทั่วปอดทั้งสองข้าง (Diffuse Interstitial Infiltrates)

3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อก่อโรค (Microbiological and Lab Tests)

  • การตรวจสารคัดหลั่งในโพรงจมูก (Nasal Swab): ใช้การตรวจหาเชื้อแบบรวดเร็ว (Rapid Antigen Test) หรือการตรวจหาสารพันธุกรรม (PCR Multiplex) ซึ่งสามารถระบุเชื้อไวรัส เช่น RSV, Influenza A & B, COVID-19 หรือเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Atypical ได้อย่างแม่นยำ
  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC):
    • การติดเชื้อแบคทีเรียมักพบปริมาณเม็ดเลือดขาวรวมสูงกว่าปกติ (Leukocytosis) โดยเฉพาะกลุ่มนิวโทรฟิล (Neutrophil) สูง
    • การติดเชื้อไวรัสมักพบเม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือต่ำลง โดยมีสัดส่วนของลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) สูงขึ้น
  • การตรวจสารบ่งชี้การอักเสบ (C-reactive Protein - CRP หรือ Procalcitonin): มักมีค่าสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • การเพาะเชื้อจากเสมหะ (Sputum Culture) หรือจากเลือด (Blood Culture): ในรายที่มีอาการรุนแรงเพื่อหาเชื้อแบคทีเรียตัวการและทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment & Home Care)

การรักษามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนตามสาเหตุหลักของโรค ดังนี้:

1. การรักษาปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

การรักษาหลักคือการให้ ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ที่เหมาะสมกับเชื้อและอายุของผู้ป่วย:

  • ในรายที่มีอาการไม่รุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน เช่น Amoxicillin, Amoxicillin-clavulanate หรือกลุ่ม Macrolides (เช่น Azithromycin, Clarithromycin) สำหรับกลุ่มเชื้อ Atypical Bacteria โดยผู้ป่วยต้องรับประทานยาจนครบกำหนดตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและการดื้อยา
  • ในรายที่มีอาการรุนแรง มีภาวะหายใจลำบาก หรือไม่สามารถรับประทานยาได้ จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อรับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ (Intravenous Antibiotics) เช่น Ceftriaxone หรือ Ampicillin

2. การรักษาปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส

ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและประคับประคอง เนื่องจากยาปฏิชีวนะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้:

  • ยาต้านไวรัสเฉพาะโรค: เช่น ยา Oseltamivir สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ ยา Remdesivir สำหรับโควิด-19 ซึ่งจะได้ผลดีที่สุดหากได้รับภายใน 48 ชั่วโมงแรกที่เริ่มมีอาการ
  • สำหรับเชื้อไวรัสอื่นๆ เช่น RSV ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจงที่ใช้แพร่หลาย จึงเน้นการดูแลแบบประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อสู้กับเชื้อ

3. การดูแลรักษาตามอาการและการพยาบาลที่บ้าน

  • การดูแลทางเดินหายใจ: ใช้ยาขยายหลอดลมหากมีอาการหลอดลมตีบตัว การพ่นละอองยาเพื่อช่วยละลายเสมหะ การดูดเสมหะ (Suction) ในเด็กเล็กที่ไม่สามารถไอขับเสมหะออกเองได้
  • การรักษาภาวะขาดน้ำ: สนับสนุนให้ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปจากไข้และช่วยให้เสมหะไม่เหนียวข้น หากทานอาหารได้น้อย ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (ORS) ทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง
  • การพักผ่อนและการโภชนาการ: ให้ผู้ป่วยพักผ่อนให้เพียงพอในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง
แนวทางการเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องทางการแพทย์ (Tepid Sponge):
  1. เตรียมน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาด)
  2. ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำ บิดหมาดๆ ออกแรงเช็ดถูเบาๆ โดยเช็ดเข้าหาหัวใจเพื่อเปิดรูขุมขนและช่วยระบายความร้อน
  3. วางพักผ้าชุบน้ำบริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่อยู่ใกล้ผิวหนัง เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ซอกคอ และขาหนีบ
  4. เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ ทุก 2-3 นาที เช็ดตัวอย่างต่อเนื่องประมาณ 15-20 นาที แล้วซับตัวให้แห้งก่อนสวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วย หลีกเลี่ยงความเชื่อหรือพฤติกรรมการรักษาที่ผิดวิธีดังนี้:

ข้อควรระวังทางการแพทย์และสิ่งต้องห้าม:
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) รับประทานเองเด็ดขาด: การใช้ยาปฏิชีวนะในการติดเชื้อไวรัสไม่มีประโยชน์ในการรักษา ทั้งยังทำให้เกิดผลข้างเคียงและเร่งให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาขั้นรุนแรง
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กและวัยรุ่น: หากมีไข้จากเชื้อไวรัส (เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือ อีสุกอีใส) การใช้ยาแอสไพรินอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิตคือ กลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งส่งผลให้ตับวายและสมองอักเสบเฉียบพลัน
  • ระมัดระวังการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ในกรณีที่ยังไม่สามารถคัดแยกโรคไข้เลือดออกออกไปได้อย่างเด็ดขาด การให้ยาลดไข้ในกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน อาจทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรง
  • การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว: ขนาดยาพาราเซตามอลที่ปลอดภัยในเด็กคือ 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง โดยให้ห่างกันทุก 4-6 ชั่วโมง และห้ามให้เกิน 5 ครั้ง หรือเกิน 75 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบจากพิษของยา

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว (Prevention and Immunization)

การป้องกันไม่ให้เกิดโรคเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันและการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล:

1. การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน (Vaccination)

  • วัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมค็อกคัส (IPD Vaccine - Pneumococcal Conjugate Vaccine): แนะนำให้ฉีดในเด็กเล็กตั้งแต่ช่วงอายุ 2, 4, 6 และ 12-15 เดือน รวมถึงผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เพื่อป้องกันการติดเชื้อปอดอักเสบรุนแรงและการติดเชื้อในกระแสเลือด
  • วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): ควรได้รับการฉีดกระตุ้นเป็นประจำทุกปี เนื่องจากเชื้อมีการกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง แนะนำสำหรับทุกคนตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป
  • วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และฮิบ (DTaP-HB-Hib): ช่วยป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อ Hib ในเด็กเล็ก
  • วัคซีนป้องกันโควิด-19 (COVID-19 Vaccine): ตามแนวทางการแนะนำล่าสุดทางการแพทย์เพื่อลดความรุนแรงของโรค

2. การรักษาสุขอนามัยและการส่งเสริมสุขภาพ

  • การล้างมือ: ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์เข้มข้นอย่างน้อย 70% ก่อนรับประทานอาหารและหลังสัมผัสสิ่งของสาธารณะ
  • การสวมหน้ากากอนามัย: สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในที่ชุมชนแออัด หรือเมื่อต้องสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจ
  • การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่: แนะนำให้อย่างน้อย 6 เดือนแรกหลังคลอด เนื่องจากนมแม่มีสารภูมิคุ้มกันธรรมชาติที่ช่วยปกป้องทารกจากการติดเชื้อทางเดินหายใจ
  • หลีกเลี่ยงมลพิษ: หลีกเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่ ควันไฟ และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เยื่อบุทางเดินหายใจอ่อนแอและติดเชื้อง่ายขึ้น

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล (Actionable Checklist)

คู่มือแนวทางปฏิบัติเมื่อสงสัยว่าลูกหรือผู้สูงอายุมีอาการปอดอักเสบ

  • ขั้นตอนที่ 1: ตรวจเช็กสัญญาณชีพ วัดอุณหภูมิร่างกาย สังเกตลักษณะการหายใจ (นับอัตราการหายใจใน 1 นาทีขณะหลับ) สังเกตสีผิวและระดับความรู้ตัว
  • ขั้นตอนที่ 2: จัดการไข้อย่างปลอดภัย ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามสัดส่วนน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง และเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่นทันที ห้ามใช้ยาลดไข้กลุ่มอื่นก่อนปรึกษาแพทย์
  • ขั้นตอนที่ 3: ประเมินสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) หากมีอาการหายใจหอบ หายใจอกบุ๋ม ซึมลง หรือดื่มน้ำไม่ได้ ให้ส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดเวลาดูอาการ
  • ขั้นตอนที่ 4: การดูแลสภาพแวดล้อม ให้ผู้ป่วยนอนในห้องที่เงียบสงบ อากาศถ่ายเทได้ดี ไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป และให้ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ
  • ขั้นตอนที่ 5: ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ แยกของใช้ส่วนตัวของผู้ป่วย ให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down