บทนำและภาพรวมของโรครวมถึงกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
ระบบทางเดินหายใจของมนุษย์เป็นปราการด่านแรกที่ต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมภายนอกตลอดเวลา โดยธรรมชาติแล้วร่างกายจะมีกลไกการป้องกันตนเองที่มีประสิทธิภาพสูง แต่หากกลไกเหล่านี้ถูกทำลายลงด้วยพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพและการมีโรคประจำตัว จะทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดเชื้อรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ การเผชิญกับภาวะสูบบุหรี่จัดและเป็นภูมิแพ้: ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นตัวเร่งอันตรายที่นำไปสู่การเกิดโรคปอดอักเสบ (Pneumonia) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าปอดบวม ซึ่งเป็นภาวะอักเสบของเนื้อปอดที่มีการติดเชื้อเฉียบพลัน ส่งผลกระทบต่อถุงลมปอด (Alveoli) และเนื้อเยื่อโดยรอบ ทำให้ออกซิเจนไม่สามารถซึมผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้ตามปกติ
จากสถิติทางการแพทย์พบว่า โรคปอดอักเสบเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในกลุ่มโรคติดเชื้อทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบางสูง ได้แก่ เด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ทารกแรกเกิดที่ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ (Allergic Diseases) โรคหอบหืด (Asthma) และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease - COPD) การได้รับควันบุหรี่ทั้งทางตรงจากการสูบบุหรี่จัด (Active Smoking) และทางอ้อมจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง (Secondhand Smoke) และควันบุหรี่มือสาม (Thirdhand Smoke) ในเด็กเล็กที่มีพื้นฐานเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคปอดอักเสบรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤตได้อย่างน่ากลัว
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคปอดอักเสบจากการสูบบุหรี่และภูมิแพ้
การเข้าใจกลไกทางพยาธิสรีรวิทยา (Pathophysiology) ของการเกิดโรคปอดอักเสบในผู้ที่สูบบุหรี่จัดและมีภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย จะช่วยให้เห็นภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินหายใจได้อย่างชัดเจน โดยสามารถแบ่งกลไกการทำลายล้างออกเป็นสองส่วนหลักที่ส่งเสริมกันดังนี้
1. ผลกระทบจากการสูบบุหรี่จัดต่อระบบปกป้องปอด
ในควันบุหรี่ประกอบด้วยสารเคมีที่เป็นพิษและสารก่อมะเร็งมากกว่า 7,000 ชนิด เช่น นิโคติน (Nicotine) ทาร์หรือน้ำมันดิน (Tar) คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) และสารอนุมูลอิสระเข้มข้น สารพิษเหล่านี้จะเข้าไปทำลายระบบพัดโบกของขนกวัด (Mucociliary Escalator) ซึ่งทำหน้าที่คล้ายไม้กวาดคอยพัดโบกสิ่งแปลกปลอม ฝุ่นละออง และเชื้อโรคให้ออกไปจากหลอดลม การสูบบุหรี่จัดทำให้ขนกวัดเหล่านี้หยุดทำงานชั่วคราวหรือถูกทำลายอย่างถาวร (Ciliostasis) ส่งผลให้เสมหะและสิ่งสกปรกคั่งค้างอยู่ในหลอดลมและปอด นอกจากนี้ ควันบุหรี่ยังเข้าไปยับยั้งการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดแอลวีโอลาร์ แมคโครฟาจ (Alveolar Macrophages) ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันด่านแรกในถุงลมปอด ทำให้ไม่สามารถกำจัดเชื้อโรคที่หลุดรอดเข้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ผลกระทบจากภาวะภูมิแพ้และปฏิกิริยาการอักเสบเรื้อรัง
ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) และโรคหอบหืด จะมีการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุทางเดินหายใจอยู่เป็นทุนเดิม ซึ่งถูกกระตุ้นโดยสารก่อภูมิแพ้ (Allergens) ผ่านปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันที่อาศัยสารอิมมูโนโกลบูลินอี (Immunoglobulin E - IgE) และการหลั่งสารสื่อประสาทอักเสบ เช่น ฮิสตามีน (Histamine) และอินเตอร์ลูคิน (Interleukins - IL-4, IL-5, IL-13) ส่งผลให้เยื่อบุหลอดลมบวม มีการสร้างเสมหะที่เหนียวข้นมากกว่าปกติ และหลอดลมมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นสูงผิดปกติ (Airway Hyperresponsiveness)
อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรคของปอดอักเสบ
อาการของโรคปอดอักเสบในผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมีความรุนแรงและดำเนินโรคเร็วกว่าคนปกติทั่วไป โดยสามารถแบ่งระยะการดำเนินโรคและอาการแสดงออกเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้
1. ระยะแรกเริ่ม (Early Stage)
อาการมักเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดทั่วไปหรืออาการภูมิแพ้กำเริบ ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มองข้ามและรักษาล่าช้า อาการในระยะนี้ได้แก่:
- มีไข้ต่ำๆ ถึงไข้ปานกลาง
- ไอแห้งๆ หรือเริ่มมีเสมหะใส
- คัดจมูก มีน้ำมูกใสไหลลงคอ
- รู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย และปวดเมื่อยตามร่างกาย
2. ระยะเด่นชัด (Acute Clinical Stage)
เมื่อเชื้อโรคเริ่มแพร่กระจายและทำให้เกิดการอักเสบในถุงลมปอดอย่างกว้างขวาง อาการจะรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้แก่:
- ไข้สูงลอยเฉียบพลัน (High Fever) ร่วมกับอาการหนาวสั่น
- ไออย่างรุนแรงและมีเสมหะเหนียวข้น ซึ่งอาจมีสีเหลือง เขียว หรือมีสายเลือดปน (Rust-colored Sputum)
- หายใจหอบเหนื่อย (Dyspnea) หายใจเร็วและตื้น
- เจ็บหน้าอกแปลบขณะหายใจเข้าลึกๆ หรือขณะไอ (Pleuritic Chest Pain) เนื่องจากการอักเสบของเยื่อหุ้มปอด
- อัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น (Tachycardia) เพื่อชดเชยภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ
3. ระยะฟื้นตัว (Recovery Stage)
หากได้รับการรักษาทางการแพทย์ที่ถูกต้องและทันท่วงที ร่างกายจะค่อยๆ กำจัดเชื้อโรคและการอักเสบจะเริ่มลดลง ไข้จะลดลงภายใน 48-72 ชั่วโมง แต่อาการไอและเสมหะอาจยังคงอยู่ได้นาน 2-4 สัปดาห์ ในขณะที่ความรู้สึกอ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนกว่าจะกลับคืนสู่สภาพปกติร้อยเปอร์เซ็นต์
สัญญาณเตือนอันตรายวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
โรคปอดอักเสบสามารถพัฒนาไปสู่ภาวะระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (Acute Respiratory Distress Syndrome - ARDS) และการติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต หากพบอาการแดงเตือนภัย (Red Flags) ต่อไปนี้ ต้องนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลแผนกฉุกเฉินทันทีโดยห้ามรอดูอาการ:
- ไข้สูงไม่ลดเกิน 3 วัน: มีไข้สูงมากกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ทานยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลดลง หรือไข้กลับมาสูงอย่างรวดเร็ว
- ระบบหายใจล้มเหลว: หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง พูดไม่ได้เต็มประโยคเนื่องจากเหนื่อย หายใจเร็วมากกว่า 30 ครั้งต่อนาทีในผู้ใหญ่ หรือมีอาการหายใจอกบุ๋ม (Subcostal Retraction) และปีกจมูกบานในเด็กเล็ก
- ภาวะพร่องออกซิเจนรุนแรง: ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ ริมฝีปากเขียว (Cyanosis) ซึ่งแสดงถึงระดับออกซิเจนในเลือดลดลงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
- ผลกระทบต่อระบบประสาท: มีอาการซึมลง สับสน เรียกไม่ค่อยรู้สึกตัว อ่อนแรงอย่างรุนแรง หรือมีอาการชักจากไข้สูง (Febrile Convulsion) โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Dehydration): ปากแห้ง ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ออกเลยนานกว่า 6 ชั่วโมง ไม่ยอมดื่มน้ำหรือนมเลยในเด็ก
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการทางระบบทางเดินหายใจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อจำแนกโรคและประเมินความรุนแรงดังนี้:
- การซักประวัติอย่างละเอียด (History Taking): ประวัติการสูบบุหรี่ ปริมาณและระยะเวลา ประวัติโรคภูมิแพ้และหอบหืดประจำตัว ประวัติการสัมผัสผู้ป่วยติดเชื้อ และยารักษาโรคที่ใช้อยู่ประจำ
- การตรวจร่างกาย (Physical Examination): การวัดสัญญาณชีพ (Vital Signs) โดยเฉพาะการวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดปลายนิ้ว (Oxygen Saturation) และการใช้หูฟังตรวจปอด (Auscultation) เพื่อฟังเสียงหายใจที่ผิดปกติ เช่น เสียงกรอบแกรบในปอด (Crepitation หรือ Crackles) หรือเสียงวี๊ด (Wheezing) ที่บ่งชี้ถึงการตีบแคบของหลอดลมจากภูมิแพ้
- การตรวจทางรังสีวิทยา (Chest X-ray): เพื่อยืนยันการวินิจฉัยปอดอักเสบ โดยจะพบรอยทึบขาว (Infiltration หรือ Consolidation) ในเนื้อปอดข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
- การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests):
- การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC) เพื่อดูระดับเม็ดเลือดขาวที่ตอบสนองต่อการติดเชื้อ
- การตรวจสารบ่งชี้การอักเสบในเลือด (C-Reactive Protein - CRP หรือ Procalcitonin)
- การตรวจหาเชื้อก่อโรคด้วยวิธีป้ายจมูกและคอ (Rapid Antigen Test หรือ Multiplex PCR Swab) เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสโควิด-19 และไวรัสอาร์เอสวี
- การเพาะเชื้อจากเสมหะ (Sputum Culture) และการเพาะเชื้อจากเลือด (Blood Culture) ในรายที่มีอาการรุนแรงเพื่อหาเชื้อแบคทีเรียเฉพาะเจาะจง
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน
การรักษาโรคปอดอักเสบในผู้ป่วยที่สูบบุหรี่จัดและเป็นภูมิแพ้ต้องประสานกันระหว่างการรักษาด้วยยาและการดูแลประคับประคองอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและฟื้นฟูสมรรถภาพปอดให้เร็วที่สุด
1. การรักษาทางการแพทย์ (Medical Treatment)
- การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): หากแพทย์วินิจฉัยว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จะได้รับยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อก่อโรค โดยผู้ป่วยต้องรับประทานยาจนครบกำหนดอย่างเคร่งครัด แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา
- การใช้ยาต้านไวรัส (Antivirals): ในกรณีที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) สำหรับไข้หวัดใหญ่
- ยารักษาโรคภูมิแพ้และหอบหืด: แพทย์อาจพิจารณาให้ยาขยายหลอดลมชนิดสูดพ่น (Bronchodilators) และยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นหรือชนิดรับประทาน เพื่อลดปฏิกิริยาการอักเสบของหลอดลมที่ถูกกระตุ้นจากภูมิแพ้
2. การดูแลรักษาและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี (Home Care)
สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงและแพทย์อนุญาตให้กลับมาดูแลตัวเองที่บ้านได้ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์ดังต่อไปนี้:
- การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge): ควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเด็ดขาด โดยเช็ดถูผิวกายย้อนทิศทางการไหลของเส้นขนเข้าสู่หัวใจ และเน้นวางผ้าพักไว้บริเวณจุดรวมเส้นเลือดใหญ่ เช่น ข้อพับ รักแร้ และขาหนีบ เพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ
- การทดแทนน้ำและเกลือแร่ (Hydration): ดื่มน้ำสะอาดอุ่นๆ บ่อยๆ วันละ 2-3 ลิตร เพื่อช่วยละลายเสมหะที่เหนียวข้นขจัดออกได้ง่ายขึ้น หากมีอาการเบื่ออาหารหรืออ่อนเพลีย สามารถดื่มน้ำเกลือแร่ (Oral Rehydration Salts - ORS) เพื่อทดแทนการสูญเสียน้ำจากไข้สูง
- โภชนาการที่เหมาะสม: รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง ย่อยง่าย และอุดมไปด้วยวิตามิน เช่น ซุปไก่ โจ๊กอ่อนๆ เพื่อช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด มีข้อห้ามทางการแพทย์หลายประการที่ผู้ดูแลและตัวผู้ป่วยเองต้องตระหนักและหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรง:
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองเด็ดขาด: การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนใหญ่ในระยะแรกเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นไม่เพียงแต่ไม่ได้ผลในการรักษา แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาและผลข้างเคียงของยา
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และกลุ่มยาแก้ปวดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ในกรณีที่ผู้ป่วยมีไข้สูงและยังไม่ได้ผลตรวจยืนยันที่แน่นอนว่าไม่ได้เป็นโรคไข้เลือดออก การใช้ยาเหล่านี้อาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ในเด็กเล็ก การใช้ยาแอสไพรินขณะติดเชื้อไวรัสอาจเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye's Syndrome) ซึ่งทำให้เกิดสมองบวมและตับล้มเหลวเฉียบพลัน
- การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ถูกต้องตามน้ำหนักตัว: ขนาดการใช้ยาที่ปลอดภัยคือ 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และห้ามรับประทานเกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวันในผู้ใหญ่ หรือห้ามใช้เกิน 5 ครั้งต่อวันในเด็ก เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบเฉียบพลันจากการได้รับยาเกินขนาด (Acetaminophen Toxicity)
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันปอดในระยะยาว
หนทางที่ดีที่สุดในการจัดการกับโรคปอดอักเสบคือการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีปัจจัยเสี่ยงซ้ำซ้อนอย่างการสูบบุหรี่จัดและมีภาวะภูมิแพ้ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องดังนี้:
1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการจัดการสิ่งแวดล้อม
- การเลิกบุหรี่อย่างเด็ดขาด (Smoking Cessation): เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูสุขภาพปอด ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า หลังจากเลิกบุหรี่ได้เพียง 1-9 เดือน กลไกขนกวัดในหลอดลมจะเริ่มกลับมาทำงานปกติ ทำให้การขับเสมหะและเชื้อโรคดีขึ้นอย่างชัดเจน
- การควบคุมสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน (Allergen Control): ทำความสะอาดห้องนอนและเครื่องนอนด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสทุกสัปดาห์เพื่อกำจัดไรฝุ่น หลีกเลี่ยงการใช้พรมในบ้าน และใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองชนิดเฮป้า (HEPA Filter) เพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ
2. การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีน (Immunization)
วัคซีนเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการลดอัตราการเกิดโรคปอดอักเสบรุนแรงและการเสียชีวิต วัคซีนที่แนะนำสำหรับกลุ่มเสี่ยง ได้แก่:
- วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมค็อกคัส (Pneumococcal Vaccine): แนะนำให้ฉีดในเด็กเล็กตามตารางวัคซีนพื้นฐาน และผู้ใหญ่อายุ 65 ปีขึ้นไป รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง โดยมีทั้งชนิดคอนจูเกต (PCV13, PCV15, PCV20) และชนิดโพลีแซคคาไรด์ (PPSV23) ตามข้อบ่งชี้ของแพทย์
- วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): ควรได้รับการฉีดกระตุ้นเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ตลอดเวลา
- วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 (COVID-19 Vaccine): ช่วยลดความรุนแรงของโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2
กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลเพื่อรับมือและป้องกันโรคปอดอักเสบ
ขั้นตอนปฏิบัติเร่งด่วนเมื่อสงสัยว่าเป็นปอดอักเสบ
- ขั้นตอนที่ 1 ประเมินสัญญาณชีพ: วัดอุณหภูมิร่างกายและสังเกตลักษณะการหายใจอย่างใกล้ชิด หากพบอัตราการหายใจเร็วกว่าปกติหรือมีอาการเหนื่อยหอบ ให้เตรียมตัวพบแพทย์ทันที
- ขั้นตอนที่ 2 แยกตัวผู้ป่วยชั่วคราว: ให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัยและแยกห้องนอนเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปยังสมาชิกคนอื่นในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ
- ขั้นตอนที่ 3 งดกิจกรรมทำลายปอดอย่างเด็ดขาด: งดการสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสอง รวมถึงงดใช้สเปรย์ปรับอากาศหรือน้ำหอมฉีดพ่นในบ้านที่อาจกระตุ้นอาการภูมิแพ้
- ขั้นตอนที่ 4 ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด: ทานยาปฏิชีวนะให้ครบตามขนาดและระยะเวลาที่แพทย์สั่ง แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว ห้ามหยุดยาหรือปรับขนาดยาเองโดยเด็ดขาด
- ขั้นตอนที่ 5 สังเกตอาการเตือนภัยสีแดง (Red Flags): หากพบอาการซึมลง หายใจอกบุ๋ม ปลายมือปลายเท้าเขียว หรือไข้ไม่ลดหลังกินยาเกิน 3 วัน ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลฉุกเฉินทันที