ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมรองเท้าผ้าใบโดนตะปูตำทะลุเข้าเท้าถึงอันตรายกว่าแผลตื้นทั่วไป

อุบัติเหตุรองเท้าผ้าใบโดนตะปูตำทะลุเข้าเท้าเป็นหนึ่งในเคสอุบัติเหตุทางฉุกเฉินที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แม้บาดแผลภายนอกอาจดูเป็นเพียงรูขนาดเล็กและมีเลือดออกไม่มาก แต่ในทางเวชปฏิบัติ บาดแผลลักษณะนี้จัดเป็นบาดแผลฉกรรจ์ประเภทแผลทิ่มแทงลึก (Deep Puncture Wound) ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เนื่องจากแรงกดขณะก้าวเดินจะดันให้ตะปูนำพาเศษสิ่งสกปรก ชิ้นส่วนยาง คราบโฟมรองเท้าผ้าใบ รวมถึงเส้นใยถุงเท้าฝังลึกลงไปในเนื้อเยื่อชั้นใต้ผิวหนัง พกผืด เอ็น ข้อต่อ หรือแม้กระทั่งกระดูกเท้า

ในเด็กเล็กและวัยเรียน บาดแผลประเภทนี้มักเกิดขึ้นระหว่างการเล่นหรือทำกิจกรรมนอกบ้าน โครงสร้างกระดูกเท้าของเด็กยังเป็นกระดูกอ่อนและมีแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูก (Physeal Growth Plate) ที่อ่อนแอ การถูกวัตถุมีคมแทงทะลุจึงสามารถเข้าถึงชั้นกระดูกได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ นำไปสู่การติดเชื้อในกระดูกและข้อต่อที่อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของรังสีโครงสร้างเท้าในระยะยาว ส่วนในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่มีภาวะหลอดเลือดเลือดส่วนปลายตีบ การติดเชื้อลึกลักษณะนี้อาจลุกลามจนนำไปสู่การสูญเสียอวัยวะได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีตั้งแต่ระยะแรก

สาเหตุและเชื้อโรคตัวการสำคัญเมื่อตะปูแทงทะลุพื้นรองเท้าผ้าใบ

กลไกการเกิดโรคของแผลโดนตะปูตำทะลุรองเท้าผ้าใบ มีความเฉพาะตัวต่างจากแผลโดนตะปูตำเท้าเปล่าอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากโครงสร้างของพื้นรองเท้าผ้าใบทำมาจากยางสังเคราะห์ (Synthetic Rubber) และโพลียูรีเทนโฟม (Polyurethane Foam) ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของเชื้อแบคทีเรียเฉพาะกลุ่ม

เชื้อแบคทีเรียที่มักพบในบาดแผลลักษณะนี้

  • พซูโดโมแนส แอรูจิโนซา (Pseudomonas Aeruginosa): เป็นเชื้อแบคทีเรียแกรมลบที่ชอบอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ชื้น เช่น เนื้อยางและโฟมของรองเท้าผ้าใบ เมื่อตะปูแทงทะลุพื้นรองเท้า เชื้อนี้จะถูกพัดพาเข้าสู่เนื้อเยื่อชั้นลึกของเท้า เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของภาวะกระดูกอักเสบติดเชื้อ (Osteomyelitis) และข้ออักเสบติดเชื้อ (Septic Arthritis) หลังอุบัติเหตุโดนตะปูตำผ่านรองเท้าผ้าใบ
  • คลอสตรีเดียม เททานิ (Clostridium Tetani): เชื้อแบคทีเรียไม่พึ่งออกซิเจนที่สร้างสปอร์ อาศัยอยู่ในดิน ฝุ่น และสนิมบนตะปู บาดแผลทิ่มแทงลึกเป็นสภาวะที่ไร้ออกซิเจน เหมาะแก่การงอกของสปอร์และปลดปล่อยท็อกซิน (Tetanospasmin) เข้าสู่ระบบประสาท ก่อให้เกิดโรคบาดทะยัก (Tetanus)
  • สแตฟิโลคอคคัส ออกริอุส (Staphylococcus Aureus) และ สเตรปโตคอคคัส ไพโอจีเนส (Streptococcus Pyogenes): เชื้อแบคทีเรียแกรมบวกบนผิวหนังมนุษย์ที่ถูกดันเข้าไปในแผล ก่อให้เกิดการติดเชื้อของชั้นผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (Cellulitis) หรือเกิดเป็นโพรงหนอง (Abscess)
ข้อควรระวังทางการแพทย์: บาดแผลทิ่มแทงจากตะปูผ่านรองเท้าผ้าใบมีความเสี่ยงติดเชื้อ Pseudomonas Aeruginosa สูงเป็นพิเศษ ซึ่งยาปฏิชีวนะทั่วไปที่ใช้รักษาแผลติดเชื้อบนผิวหนังมักไม่ครอบคลุมเชื้อชนิดนี้ การซื้อยากินเองโดยไม่พบแพทย์อาจทำให้การติดเชื้อลุกลามลงสู่กระดูกโดยไม่รู้ตัว

ระยะของการดำเนินโรคและอาการติดเชื้อที่ต้องสังเกต

การติดเชื้อจากแผลตะปูตำทะลุรองเท้าผ้าใบแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลักตามลำดับเวลาของการดำเนินโรค ซึ่งการสังเกตอาการในแต่ละระยะมีความสำคัญต่อการรักษาอย่างมาก

ระยะที่ 1: ระยะบาดเจ็บเฉียบพลัน (0 - 24 ชั่วโมงแรก)

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเจ็บบริเวณที่โดนตำ มีเลือดออกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณรอบรูแผลอาจมีอาการบวมแดงเล็กน้อยซึ่งเป็นปฏิกิริยาการอักเสบตอบสนองต่อเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย (Inflammatory Response) ในระยะนี้ยังไม่ปรากฏสัญญาณการติดเชื้อแบคทีเรียที่เด่นชัด

ระยะที่ 2: ระยะติดเชื้อตื้นและชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (24 - 72 ชั่วโมง)

หากมีเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่แผล ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดตึงเพิ่มขึ้น ผิวหนังรอบแผลขยายวงกว้างของการบวม แดง และร้อน (Erythema and Warmth) อาจเริ่มมีน้ำเหลืองหรือหนองไหลออกจากรูแผล มีอาการเจ็บเมื่อลงน้ำหนักตัวขณะเดิน

ระยะที่ 3: ระยะติดเชื้อลึกและภาวะแทรกซ้อน (3 วัน ถึง 2 สัปดาห์ขึ้นไป)

หากได้รับการรักษาที่ไม่ครอบคลุม หรือมีสิ่งแปลกปลอม ตกค้างอยู่ภายใน แผลภายนอกอาจดูเหมือนจะปิดสะเก็ดแล้ว แต่ผู้ป่วยกลับมีอาการปวดลึกๆ ภายในเท้าอย่างรุนแรง บวมตึงทั่วทั้งหลังเท้าหรือฝ่าเท้า เดินลงน้ำหนักไม่ได้เลย มีไข้สูง และอาจพัฒนาไปสู่ภาวะเยื่อหุ้มกระดูกอักเสบหรือกระดูกอักเสบติดเชื้อ (Osteomyelitis) ซึ่งต้องใช้เวลาการรักษานานหลายเดือน

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที (Red Flag Symptoms)

หากผู้ป่วยหรือบุตรหลานมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์โดยด่วน:

  • มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการหนาวสั่น
  • อาการรอยแดงขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว หรือมีเส้นสีแดงลากยาวจากบาดแผลขึ้นมาตามท่อนขา (Lymphangitis)
  • มีหนองไหลออกจากแผล หนองมีกลิ่นเหม็น หรือแผลมีลักษณะเป็นสีเขียวคล้ำ
  • ปวดรุนแรงทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ แม้จะทานยาแก้ปวดแล้วก็ไม่บรรเทา
  • ไม่สามารถลงน้ำหนักที่เท้าได้เลย หรือมีอาการข้อเท้า ข้อนิ้วเท้าติดแข็ง เดินไม่ได้
  • มีสัญญาณของโรคบาดทะยัก: กล้ามเนื้อเนื้อบวมเกร็ง อ้าปากยาก (Lockjaw) กลืนลำบาก กล้ามเนื้อท้องหรือหลังเกร็งกระตุก
  • ในเด็กเล็ก: มีอาการซึม งอแงไม่หยุด ไม่ยอมกินนมหรืออาหาร ขาข้างที่บาดเจ็บไม่ยอมเคลื่อนไหว
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในกรณีเด็กเล็กที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาพูดได้ชัดเจน หากพบว่าเด็กไม่ยอมก้าวขาเดิน หรือร้องไห้โฮทุกครั้งที่เท้าสัมผัสพื้น หลังเกิดอุบัติเหตุตะปูตำ ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีการติดเชื้อลึกหรือมีเศษสิ่งแปลกปลอมค้างอยู่ภายใน ให้รีบนำส่งกุมารแพทย์หรือแพทย์ศัลยกรรมทันที

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอุบัติเหตุรองเท้าผ้าใบโดนตะปูตำทะลุเข้าเท้า แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานดังนี้:

1. การซักประวัติอย่างละเอียด (Detailed History Taking)

แพทย์จะสอบถามประวัติความยาวและลักษณะของตะปู (ตะปูใหม่ ตะปูสนิม ตะปูคอนกรีต) ชนิดของรองเท้าที่ใส่ ประวัติการได้รับวัคซีนป้องกันบาดทะยักในอดีต ระยะเวลาตั้งแต่เกิดเหตุ รวมถึงโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

2. การตรวจร่างกายและการสำรวจบาดแผล (Physical Examination)

แพทย์จะทำการตรวจขนาด ความลึก และแนวทิศทางของแผล ตรวจสอบการทำงานของเส้นประสาทและหลอดเลือดส่วนปลาย (Neurovascular Status) ตรวจหาจุดกดเจ็บที่สุด และอาจใช้เครื่องมือทางการแพทย์ตรวจวัดความลึกอย่างระมัดระวัง

3. การตรวจทางรังสีวิทยาและภาพถ่ายทางการแพทย์ (Imaging Studies)

  • ภาพถ่ายรังสีสเกลปกติ (X-ray Foot): เพื่อตรวจหาเศษวัตถุแปลกปลอมที่ทึบรังสี เช่น เศษโลหะ เศษหิน ตรวจดูภาวะกระดูกแตกหัก หรือร่องรอยการลมเข้าในเนื้อเยื่อ (Gas Gangrene) รวมถึงใช้เป็นข้อมูลฐานเปรียบเทียบกับภาพถ่ายในอนาคตหากสงสัยกระดูกอักเสบ
  • อัลตราซาวนด์เนื้อเยื่อชั้นลึก (Ultrasound): เพื่อค้นหาเศษสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ทึบรังสี เช่น เศษยางรองเท้าผ้าใบ เศษไม้ เส้นใยถุงเท้า หรือโพรงหนองชั้นใต้ผืนผ้าใบพาสเชีย
  • เอ็กซ์เรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): พิจารณาทำในกรณีที่สงสัยภาวะกระดูกอักเสบติดเชื้อ (Osteomyelitis) หรือการติดเชื้อในข้อต่อระยะแรกที่ภาพ X-ray ปกติยังมองไม่เห็น

4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests)

รวมถึงการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) ดูปริมาณเม็ดเลือดขาว ค่าการอักเสบในเลือด (CRP, ESR) และการเก็บตัวอย่างหนองหรือน้ำเลี้ยงจากแผลส่งตรวจทางจุลชีววิทยาเพื่อเพาะเชื้อ (Wound Culture and Sensitivity Test) สำหรับการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะที่ตรงจุด

วิธีดูแลรักษาและการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

ขั้นตอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันทีที่เกิดเหตุ (Immediate First Aid)

  1. ถอดรองเท้าและถุงเท้าออกอย่างเบามือ: สังเกตดูว่ามีชิ้นส่วนของยางรองเท้าหรือถุงเท้าหลุดติดเข้าไปในแผลหรือไม่
  2. ล้างทำความสะอาดแผลทันที: ใช้น้ำสะอาดไหลผ่าน (Running Tap Water) หรือน้ำเกลือล้างแผล (Normal Saline 0.9%) ร่วมกับสบู่อ่อนๆ ล้างนานอย่างน้อย 5 - 10 นาที เพื่อล้างสิ่งสกปรกบนผิวหน้าแผลออกให้ได้มากที่สุด
  3. ห้ามบีบหรือเค้นแผลแรงๆ: การกดบีบแผลอย่างรุนแรงอาจยิ่งดันให้เชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมขยับลึกลงไปในชั้นพาสเชียและกระดูก
  4. ซับแผลให้แห้งและปิดด้วยผ้าการ์ซปราศจากเชื้อ: ห้ามโรยยาผง ห้ามทาบาล์ม หรือใช้สารเคมีเข้มข้น เช่น แอลกอฮอล์ 70% ราดลงไปในรูแผลโดยตรง เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อระคายเคืองและตายเพิ่มขึ้น
  5. รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลหรือคลินิก: เพื่อประเมินการล้างแผลชั้นลึกและการฉีดวัคซีน

การรักษาทางการแพทย์ ณ สถานพยาบาล (Medical Interventions)

  • การล้างและตกแต่งบาดแผลชั้นลึก (Surgical Irrigation and Debridement): แพทย์อาจทำการฉีดยาชาเฉพาะที่ และเปิดขยายปากแผลเล็กน้อยเพื่อใช้สายน้ำเกลือแรงดันทำความสะอาดล้างสิ่งสกปรกชั้นลึก และตัดแต่งเนื้อเยื่อที่ตายแล้วออก
  • การให้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics Prescription): สำหรับแผลทิ่มแทงทะลุรองเท้าผ้าใบ แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อ Pseudomonas Aeruginosa ร่วมกับเชื้อบนผิวหนัง เช่น ยาในกลุ่ม Fluoroquinolones (สำหรับผู้ใหญ่) หรือยาฉีดในกลุ่ม Cephalosporins Generation ที่ 3/4 ตามการประเมินของแพทย์ ในเด็กการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะจะต้องอยู่ภายใต้ดูแลอย่างใกล้ชิดของกุมารแพทย์เพื่อป้องกันผลข้างเคียงต่อการเจริญเติบโตของกระดูก
  • การประเมินและฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก (Tetanus Prophylaxis): พิจารณาตามเกณฑ์ประวัติการได้รับวัคซีนของผู้ป่วย

ตารางเกณฑ์การฉีดวัคซีนและอิมมูโนโกลบูลินป้องกันบาดทะยัก

บาดแผลโดนตะปูตำทะลุรองเท้าผ้าใบ จัดเป็น "แผลสกปรกและมีความเสี่ยงสูง (Dirty/Contaminated Wound)" แพทย์จะประเมินการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก (Tetanus Toxoid-containing Vaccine: dT, Tdap, DTP) และอิมมูโนโกลบูลิน (Tetanus Immune Globulin: TIG) ตามหลักเกณฑ์ดังนี้:

  • ผู้ที่เคยได้รับวัคซีนครบ 3 เข็มขึ้นไปในอดีต:
    • หากได้รับเข็มสุดท้ายมาไม่เกิน 5 ปี: ไม่ต้องฉีดวัคซีนกระตุ้น
    • หากได้รับเข็มสุดท้ายมาเกิน 5 ปีขึ้นไป: ต้องฉีดวัคซีนกระตุ้น 1 เข็มทันที
  • ผู้ที่เคยได้รับวัคซีนไม่ครบ 3 เข็ม หรือจำประวัติไม่ได้เลย:
    • ต้องฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักจนครบอนุกรม (เริ่มเข็มที่ 1 ทันที, เข็มที่ 2 ที่ 1 เดือน, และเข็มที่ 3 ที่ 6 เดือน)
    • ร่วมกับต้องฉีด Tetanus Immune Globulin (TIG) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปทันทีในวันแรกที่เกิดเหตุ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด

สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างเด็ดขาดเมื่อโดนตะปูตำ:
  • ห้ามแช่เท้าในน้ำอ่าง น้ำหมัก หรือน้ำสมุนไพร: การนำเท้าที่มีแผลลึกไปแช่ในอ่างน้ำหรือน้ำสมุนไพรต้ม จะยิ่งทำให้เชื้อแบคทีเรียในน้ำซึมเข้าสู่รูแผลชั้นลึก และทำให้เนื้อเยื่อเปื่อยเปื่อยยุ่ยจนติดเชื้อง่ายขึ้น
  • ห้ามใช้เข็มเย็บผ้าลนไฟสะกิดแผลเองที่บ้าน: เครื่องมือที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อระดับทางการแพทย์จะนำพาเชื้อโรคใหม่เข้าไปสู่บาดแผล
  • ห้ามเย็บปิดปากแผลทันทีโดยไม่ได้ทำความสะอาดชั้นลึก: แผลทิ่มแทงลึกเป็นสภาวะที่ไร้ออกซิเจน การเย็บปิดปากแผลเร็วเกินไปจะสร้างสภาวะแวดล้อมที่เชื้อบาดทะยักและแบคทีเรียไม่พึ่งออกซิเจนเจริญเติบโตได้ดีที่สุด
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง: ยาฆ่าเชื้อทั่วไปตามร้านขายยามักไม่ครอบคลุมเชื้อ Pseudomonas Aeruginosa ทำให้การติดเชื้อดำเนินต่อไปจนถึงกระดูก

การบริหารยาแก้ปวดอย่างปลอดภัย

หากมีอาการปวด สามารถรับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อบรรเทาอาการปวดได้ตามน้ำหนักตัว:

  • ขนาดการใช้ยาพาราเซตามอลที่ถูกต้อง: รับประทาน 10 - 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ทุกๆ 4 - 6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ (ไม่เกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวันในผู้ใหญ่ และไม่เกิน 5 ครั้งต่อวันในเด็ก)
  • ข้อควรระวังเรื่องยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs: ยาในกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือนาโพรเซน (Naproxen) ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น และห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออก หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคไตและโรคกระเพาะอาหาร
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ในเด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปีโดยเด็ดขาด: เนื่องจากเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเรย์ซินโดรม (Reye's Syndrome) ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตต่อตับและสมอง

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

การป้องกันอุบัติเหตุและการสร้างภูมิคุ้มกันล่วงหน้าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรง:

1. ตารางการรับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักตามวัย

  • เด็กเล็ก: รับวัคซีนรวม DTP-HB-Hib ตามแผนการฉีดวัคซีนมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข ที่อายุ 2, 4, 6, 18 เดือน และฉีดกระตุ้นที่อายุ 4 - 6 ปี
  • วัยรุ่นและผู้ใหญ่: รับวัคซีนกระตุ้นด้วย Td หรือ Tdap ทุกๆ 10 ปี เพื่อให้ระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายสูงพอในการป้องกันโรคตลอดเวลา
  • หญิงตั้งครรภ์: ควรได้รับวัคซีน Tdap 1 เข็ม ในช่วงอายุครรภ์ 27 - 36 สัปดาห์ เพื่อส่งต่อภูมิคุ้มกันไปยังทารกแรกเกิด

2. การดูแลสุขอนามัยและอุปกรณ์สวมใส่

  • หมั่นตรวจสอบสภาพพื้นรองเท้าผ้าใบ หากพื้นยางสึกหรอหรือเปื่อยแห้งควรเปลี่ยนคู่ใหม่
  • หลีกเลี่ยงการเดินหรือวิ่งเล่นในพื้นที่เขตก่อสร้าง พื้นที่ที่มีหญ้าขึ้นหนาทึบ หรือบริเวณที่มีเศษขยะวัสดุโดยไม่สวมรองเท้าบูทนิรภัย
  • จัดเก็บอุปกรณ์ช่าง ตะปู และสิ่งของมีคมในบ้านให้เป็นระเบียบมิดชิด พ้นมือเด็กเล็ก

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล (Actionable Checklist)

สรุปขั้นตอนปฏิบัติตามทันทีเมื่อรองเท้าผ้าใบโดนตะปูตำ:
  1. นาทีที่ 0 - 5: ตั้งสติ ถอดรองเท้าผ้าใบและถุงเท้าออก สังเกตบาดแผล
  2. นาทีที่ 5 - 15: เปิดน้ำสะอาดล้างแผลผ่านเบาๆ นาน 5-10 นาที ใช้สบู่อ่อนล้างรอบแผล ห้ามกดบีบแผลแรง
  3. นาทีที่ 15 - 30: ซับแผลด้วยผ้าสะอาด ปิดด้วยผ้าการ์ซ ไม่ทาผงโรยแผลหรือสารเคมีใดๆ
  4. นาทีที่ 30 เป็นต้นไป: พาส่งโรงพยาบาลหรือคลินิกทันที ไม่ควรรอดูอาการที่บ้าน
  5. ตรวจสอบประวัติวัคซีน: ค้นหาสมุดบันทึกวัคซีนเพื่อแจ้งแพทย์ว่าได้รับวัคซีนบาดทะยักเข็มสุดท้ายเมื่อใด
  6. ปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์: ทานยาปฏิชีวนะที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วนตามระยะเวลา ห้ามหยุดยาเองแม้แผลภายนอกจะดูหายดีแล้ว
  7. เฝ้าระวัง 14 วัน: สังเกตอาการ บวม แดง ร้อน ไข้ หรือการเดินผิดปกติทุกวัน หากมีอาการผิดปกติให้กลับไปพบแพทย์ทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down