ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

แผลจากตะปูตำและเศษเหล็ก: อุบัติเหตุใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

อุบัติเหตุจากของมีคม เช่น ตะปูตำ เศษเหล็กบาด หรือลวดหนามทิ่มแทง เป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัยในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นจากการเดินย่ำในบริเวณก่อสร้าง การทำสวน หรืออุบัติเหตุภายในบ้าน แม้ภายนอกแผลอาจจะดูเป็นเพียงรอยเจาะขนาดเล็กที่ไม่ได้มีเลือดออกมากนัก แต่ในทางการแพทย์อุบัติเหตุลักษณะนี้มีความเสี่ยงสูงมากในการนำพาเชื้อโรคอันตรายเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สกปรก สนิม หรือดินโคลน การประเมินความรุนแรงของแผลและการได้รับการรักษาพยาบาลที่ถูกต้องและทันท่วงทูตจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิต

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: อันตรายจากแผลลึกและเชื้อบาดทะยัก

เมื่อตะปูตำหรือเศษเหล็กทิ่มแทงผิวหนัง กลไกการเกิดแผลจะมีลักษณะเป็นแผลเจาะลึก (Puncture Wound) ซึ่งมีความแตกต่างจากแผลถลอกหรือแผลฉีกขาดทั่วไป ปากแผลภายนอกมักจะปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมภายในเนื้อเยื่อที่ปราศจากออกซิเจน (Anaerobic Environment) ซึ่งเป็นสภาวะที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม เททานี (Clostridium tetani) ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคบาดทะยัก (Tetanus)

สปอร์ของเชื้อบาดทะยักนี้มักพบได้ทั่วไปในดิน ฝุ่นละออง สนิมเหล็ก และมูลสัตว์ เมื่อสปอร์หลุดเข้าไปอยู่ในส่วนลึกของเนื้อเยื่อที่ขาดออกซิเจน มันจะเปลี่ยนสภาพเป็นแบคทีเรียที่เติบโตและผลิตสารพิษร้ายแรง (Tetanospasmin) สารพิษนี้จะเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางและส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการหดเกร็งอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อกรามค้าง กล้ามเนื้อหลังแอ่น และอาจส่งผลต่อระบบหายใจจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ นอกจากเชื้อบาดทะยักแล้ว แผลจากตะปูตำยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่นๆ เช่น เชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) และเชื้อสเตรปโตค็อกคัส (Streptococcus) ที่ทำให้เกิดอาการอักเสบเป็นหนองลามไปทั่วบริเวณได้เช่นกัน

อาการและลำดับการพัฒนาของแผลติดเชื้อ

ในระยะแรกหลังจากโดนตะปูตำ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บแปลบที่บริเวณแผล มีรอยจุดเลือดออกเล็กๆ และมีอาการปวดตึงกล้ามเนื้อรอบแผล หากไม่มีการทำความสะอาดแผลอย่างถูกต้อง เชื้อโรคจะเริ่มลุกลามและแสดงอาการภายในระยะเวลาต่างๆ ดังนี้

  • ระยะเวลาหนึ่งถึงสามวันแรก: เริ่มมีอาการปวดบวมแดงร้อนรอบบริเวณแผล อาการปวดจะเริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อขยับอวัยวะส่วนนั้น เริ่มมีของเหลวใสหรือหนองซึมออกจากปากแผล
  • ระยะเวลาสามถึงเจ็ดวัน: หากมีการติดเชื้อลุกลาม บวมแดงจะขยายวงกว้างขึ้น ผิวหนังตึงและร้อนจัด อาจคลำพบต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียงโตและเจ็บ เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบหรือรักแร้ และอาจมีไข้ร่วมด้วย
  • ระยะเวลาแสดงอาการโรคบาดทะยัก (เจ็ดถึงยี่สิบวัน): หากได้รับเชื้อบาดทะยักและไม่มีภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยจะมีอาการเริ่มแรกคือเคี้ยวอาหารลำบาก ตึงบริเวณขากรรไกร (Lockjaw) ยิ้มแสยะ คอแข็ง กลืนน้ำลายลำบาก และตามด้วยอาการกล้ามเนื้อกระตุกอย่างรุนแรงทั่วร่างกายเมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสงหรือเสียง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ระยะฟักตัวของโรคบาดทะยักอาจสั้นหรือยาวแตกต่างกันไปตั้งแต่สามวันจนถึงหลายสัปดาห์ ยิ่งแผลอยู่ใกล้ระบบประสาทส่วนกลางหรือแผลมีความลึกมากเท่าไหร่ ระยะฟักตัวจะยิ่งสั้นลงและอาการจะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ห้ามชะล่าใจแม้แผลจะมีขนาดเล็กเพียงนิดเดียว

สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

การดูแลแผลเบื้องต้นที่บ้านใช้ได้เฉพาะกรณีแผลตื้นและได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นมาอย่างถูกต้องแล้วเท่านั้น หากท่านพบอาการเหล่านี้ จำเป็นต้องรีบเดินทางไปโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด:

  • มีอาการปวดบวมแดงร้อนลุกลามขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
  • มีหนองไหลออกจากแผลปริมาณมาก หรือมีกลิ่นเหม็นเน่าบริเวณแผล
  • มีไข้สูงหนาวสั่น อ่อนเพลีย คลื่นไส้ หรือวิงเวียนศีรษะ
  • มีเส้นสีแดงลามขึ้นมาจากแผลตามแนวทางเดินของหลอดน้ำเหลือง (Lymphangitis) ซึ่งบ่งบอกถึงการติดเชื้อในกระแสเลือดที่รุนแรง
  • อาการทางระบบประสาท เช่น ขากรรไกรแข็ง อ้าปากได้น้อยลง กล้ามเนื้อกระตุก หรือมีอาการชาบริเวณปลายประสาทรอบแผล
  • ผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักเลย หรือประวัติการรับวัคซีนไม่แน่ชัด และทิ้งช่วงเวลานานเกินห้าปีนับตั้งแต่การรับวัคซีนครั้งล่าสุด

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการแผลจากตะปูตำหรือเศษเหล็ก แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาตามมาตรฐานดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามรายละเอียดของอุบัติเหตุ วันเวลาที่เกิดแผล ลักษณะของวัตถุที่ตำ และประวัติการรับวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักครั้งล่าสุด พร้อมทั้งประเมินความลึกและสภาพเนื้อเยื่อรอบแผล
  • การทำความสะอาดแผลและการผ่าตัดระบายหนอง (Debridement): แพทย์หรือพยาบาลจะล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างหมดจด หากแผลลึกมากหรือมีสิ่งแปลกปลอมตกค้าง เช่น เศษสนิม เศษไม้ หรือเศษผ้า แพทย์อาจต้องฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อขยายแผลและทำการแคะหรือล้างสิ่งแปลกปลอมออกให้หมด เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค
  • การพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ: ในกรณีที่แผลมีความเสี่ยงสูง ลึก สกปรกมาก หรือเริ่มมีสัญญาณของการติดเชื้อ แพทย์จะสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานหรือชนิดฉีดให้เหมาะสมกับเชื้อแบคทีเรียที่คาดว่าจะ
    • *การเลือกใช้ยาปฏิชีวนะต้องอยู่ภายใต้คำสั่งของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองเด็ดขาด*
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักและภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป:
คำแนะนำจากคุณหมอ: แนวทางการให้วัคซีนบาดทะยักหลังเกิดอุบัติเหตุจะแบ่งตามประวัติของคนไข้ หากเคยได้รับวัคซีนครบสามเข็มและเข็มสุดท้ายไม่เกินห้าปี แพทย์อาจพิจารณาให้หรือพิจารณาตามความเหมาะสม แต่หากประวัติไม่แน่ชัด หรือเกินห้าปีสำหรับแผลสกปรกและแผลลึก ผู้ป่วยจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้น (Tetanus Toxoid) และในบางรายที่มีความเสี่ยงสูงมาก แพทย์จะพิจารณาให้ฉีดอิมมูโนโกลบูลิน (Tetanus Immune Globulin: TIG) ร่วมด้วยเพื่อให้มีภูมิคุ้มกันในการต่อต้านพิษของเชื้อได้ทันที

วิธีดูแลรักษาแผลและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่บ้านอย่างถูกต้อง

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันทีหลังจากเกิดเหตุมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดปริมาณเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนทางการแพทย์ได้ดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาด: ก่อนสัมผัสบริเวณแผลทุกครั้ง ต้องล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือใช้เจลแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันการนำเชื้อโรคเพิ่มเติมเข้าสู่แผล
  • ทำความสะอาดแผลเบื้องต้น: ให้ใช้น้ำสะอาดไหลผ่านแผลหรือน้ำเกลือสำหรับล้างแผล (Normal Saline Solution) ชะล้างสิ่งสกปรก ฝุ่นละออง และคราบเลือดออก หลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์เข้มข้นหรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ล้างลงในแผลลึกโดยตรงในปริมาณมาก เนื่องจากอาจทำให้เนื้อเยื่อรอบแผลเสียหายและหายช้าลง
  • ซับแผลให้แห้งและปิดแผล: ใช้ผ้าก๊อซสะอาดหรือผ้าสะอาดกดซับเบาๆ บริเวณรอบแผลให้แห้ง จากนั้นปิดทับด้วยผ้าก๊อซปราศจากเชื้อเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกซ้ำซ้อน
  • สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด: หมั่นสังเกตอาการปวด บวม แดง ร้อน ทุกวัน และเปลี่ยนผ้าพันแผลวันละหนึ่งครั้งหรือเมื่อเปียกชื้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดเมื่อเกิดแผลจากของมีคม

เพื่อให้แผลหายเร็วและป้องกันการติดเชื้อที่รุนแรง มีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามทางการแพทย์ที่ต้องเคร่งครัดดังนี้

  • ห้ามใช้มือหรืออุปกรณ์ที่ไม่สะอาดบีบเค้นแผล: หลายคนมีความเชื่อว่าการบีบเค้นให้เลือดดำหรือเลือดเสียไหลออกมาจะช่วยล้างพิษได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด การบีบเค้นจะทำให้เนื้อเยื่อบอบช้ำรุนแรงขึ้น และส่งผลให้เชื้อโรคกระจายตัวลึกลงไปในชั้นเนื้อเยื่อที่ดีมากกว่าเดิม
  • ห้ามใช้สมุนไพรพอกแผลหรือโรยผงยาปฏิชีวนะเอง: การนำใบไม้ สมุนไพร หรือบดผงยาปฏิชีวนะมาโรยปิดปากแผล เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แผลอับชื้น เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน และทำให้แพทย์ประเมินความรุนแรงของแผลได้ยากขึ้น
  • ห้ามปล่อยปละละเลยเรื่องความสะอาด: หากแผลเปียกน้ำหรือสกปรก จะต้องรีบทำความสะอาดและเปลี่ยนวัสดุปิดแผลทันที
  • ห้ามหลีกเลี่ยงการพบแพทย์เมื่อแผลลึก: แผลที่เกิดจากตะปูขึ้นสนิมหรือเศษเหล็กมีความลึกเกินกว่าจะรักษาหายได้เองที่บ้าน จำเป็นต้องให้แพทย์ประเมินความจำเป็นในการฉีดยากันบาดทะยักทุกครั้ง

วิธีป้องกันระยะยาวและการสร้างภูมิคุ้มกันโรคบาดทะยัก

การป้องกันโรคบาดทะยักและอุบัติเหตุจากของมีคมที่ดีที่สุดคือการสร้างภูมิคุ้มกันโรคในร่างกายอย่างต่อเนื่องและการระมัดระวังในชีวิตประจำวัน

  • การฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักตามกำหนด: ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขและแพทยสภา ประชาชนทุกคนควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักตั้งแต่ในวัยเด็ก และควรได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้น (Booster Dose) ทุกๆ สิบปีตลอดช่วงชีวิต เพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สูงพอที่จะต่อต้านเชื้อโรคได้เสมอ
  • การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล: ในการทำงานก่อสร้าง ทำสวน หรือทำกิจกรรมที่ต้องสัมผัสกับของมีคมและเศษเหล็ก ควรสวมรองเท้าบูทหนา ถุงมือหนัง หรืออุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกตำ
  • การจัดการสภาพแวดล้อม: เก็บรักษาเครื่องมือช่าง ตะปู หรือเศษเหล็กให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ทิ้งเกลื่อนกลาดตามพื้นดินหรือบริเวณที่เดินผ่านไปมา เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down