ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกกินอาหารแล้วสำลัก ปิดทางเดินหายใจ: วิกฤตฉุกเฉินที่เสี้ยววินาทีชี้ความเป็นความตาย

อุบัติเหตุจากการสำลักสิ่งแปลกปลอมหรืออาหารเข้าไปติดในทางเดินหายใจ (Choking) เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ฉุกเฉินทางการแพทย์ที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลเด็ก เหตุการณ์นี้มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหันในขณะที่เด็กกำลังเคี้ยวอาหาร หัวเราะ วิ่งเล่น หรือพูดคุยในขณะที่มีอาหารอยู่ในปาก เนื่องจากระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหารของเด็กในวัยขวบปีแรกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ กลไกการกลืนและการปิดฝากล่องเสียง (Epiglottis) อาจทำงานไม่ประสานกันอย่างสมบูรณ์ ทำให้เศษอาหารชิ้นเล็กชิ้นน้อย หรืออาหารที่มีลักษณะเหนียว ลื่น กลม หรือแข็ง เช่น ถั่ว เมล็ดผลไม้ ลูกอม เยลลี่ หรือแม้แต่ข้าวเหนียวและเนื้อสัตว์ชิ้นใหญ่ หลุดรอดเข้าไปอุดกั้นหลอดลมได้อย่างง่ายดาย

ในทางการแพทย์ ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นจากสิ่งแปลกปลอม (Foreign Body Airway Obstruction) แบ่งออกเป็นสองระดับหลัก ได้แก่ การอุดกั้นบางส่วน (Mild Airway Obstruction) ซึ่งเด็กยังสามารถส่งเสียงร้อง ไอ หรือหายใจได้เอง กับการอุดกั้นอย่างรุนแรง (Severe Airway Obstruction) ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่เด็กจะไม่สามารถส่งเสียงร้องได้ ไม่สามารถไอ ออกมาได้ หายใจมีเสียงหวีดหรือไม่มีเสียงลมหายใจ ริมฝีปากและปลายนิ้วเริ่มเขียวคล้ำ (Cyanosis) และอาจหมดสติอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกต้องทันท่วงที

กลไกการเกิดโรคและปัจจัยเสี่ยงที่พ่อแม่ต้องระวัง

กลไกการเกิดภาวะสำลักอาหารปิดกั้นทางเดินหายใจเริ่มต้นจากการที่อาหารหรือวัตถุแปลกปลอมเคลื่อนตัวเลยผ่านช่องคอและตกลงไปติดอยู่บริเวณกล่องเสียง (Larynx) หรือท่อลม (Trachea) สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้จะไปขัดขวางการไหลผ่านของอากาศเข้าสู่ปอด ส่งผลให้ร่างกายขาดออกซิเจนอย่างฉับพลัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีความเสี่ยงสูงต่อการสำลัก ได้แก่ พัฒนาการด้านการเคี้ยวและการกลืนที่ยังไม่สมบูรณ์ เด็กอายุต่ำกว่าสี่ปีมักจะยังไม่มีฟันกรามครบถ้วนสำหรับการเคี้ยวอาหารให้ละเอียด พฤติกรรมความซุกซนตามวัย เช่น การวิ่ง เล่น เดิน หรือหัวเราะในขณะที่มีอาหารเต็มปาก ทำให้ลมหายใจเข้ากระชากเอาอาหารเข้าไปในหลอดลมโดยไม่ตั้งใจ นอกจากนี้ ลักษณะของอาหารบางประเภทที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อาหารทรงกลมที่สามารถอุดกั้นหลอดลมได้พอดี อาหารที่มีความเหนียวหนืด หรืออาหารชิ้นเล็กแข็งที่เด็กอาจเผลอสูดหายใจเข้าไปลึกๆ ขณะอมไว้ในปาก

อาการและสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าทางเดินหายใจถูกปิดกั้น

การสังเกตอาการของเด็กเมื่อเกิดการสำลักอาหารเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณพ่อแม่ประเมินความรุนแรงและตัดสินใจช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง อาการแบ่งออกตามความรุนแรงดังนี้

  • การอุดกั้นบางส่วน (Mild Obstruction): เด็กยังสามารถไอแรงๆ ได้ มีเสียงร้อง อาบน้ำตา หน้าตาตื่นตระหนก แต่ยังสามารถหายใจได้เอง ในกรณีนี้กลไกการไอตามธรรมชาติของร่างกายอาจขับสิ่งแปลกปลอมออกมาได้
  • การอุดกั้นอย่างรุนแรง (Severe Obstruction): เด็กไม่สามารถไอออกเสียงได้ หรือมีเสียงไอที่เบามาก หายใจลำบากอย่างเห็นได้ชัด หน้าอกบุ๋มหรือซี่โครงยุบขณะพยายามหายใจ มีเสียงหายใจดังหวีด (Stridor) หรือเงียบสนิท ไม่สามารถพูดหรือเปล่งเสียงออกมาได้ และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ริมฝีปาก เล็บมือ และผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ (Cyanosis) เนื่องจากเลือดขาดออกซิเจน
สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤต (Red Flag Symptoms): หากเด็กเริ่มมีอาการซึมลง หนังตาตก หมดสติ หรือตัวอ่อนปวกเปียก นี่คือสัญญาณบ่งบอกว่าสมองและอวัยวะสำคัญเริ่มขาดออกซิเจนขั้นรุนแรง ต้องโทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉินและทำการกู้ชีพพื้นฐานทันทีโดยไม่มีความลังเล

วิธีช่วยเหลือและปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์

เมื่อพบว่าเด็กสำลักอาหารและมีอาการของการอุดกั้นทางเดินหายใจอย่างรุนแรง การช่วยเหลืออย่างถูกวิธีในเสี้ยววินาทีนั้นมีความสำคัญสูงสุด โดยวิธีปฏิบัติจะแตกต่างกันตามช่วงอายุของเด็ก

วิธีปฐมพยาบาลสำหรับเด็กทารก (อายุต่ำกว่า 1 ปี)

  • ขั้นตอนที่ 1: อุ้มเด็กคว่ำหน้าลงบนแขน โดยใช้มือประคองบริเวณกรามและใบหน้าของเด็กไว้ คว่ำศีรษะให้ต่ำกว่าลำตัวเล็กน้อย
  • ขั้นตอนที่ 2: ใช้สันมือตบลงที่บริเวณกึ่งกลางระหว่างสะบักหลังของเด็กทั้ง 5 ครั้งอย่างมั่น and แรงพอสมควร เพื่อใช้แรงดันอากาศภายในปอดดันสิ่งแปลกปลอมให้ออกมา
  • ขั้นตอนที่ 3: พลิกตัวเด็กหงายขึ้นโดยประคองศีรษะและลำคอให้มั่นคง ให้ศีรษะต่ำกว่าลำตัวเช่นเดิม
  • ขั้นตอนที่ 4: ใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงบริเวณกึ่งกลางหน้าอก (ใต้ราวนมเล็กน้อย) 5 ครั้ง ในลักษณะการกดนวดหัวใจ
  • ขั้นตอนที่ 5: สลับระหว่างการตบหลัง (Back Blows) และการกดหน้าอก (Chest Thrusts) จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา หรือเด็กหมดสติ

วิธีปฐมพยาบาลสำหรับเด็กโต (อายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป) และผู้ใหญ่

  • ขั้นตอนที่ 1: ยืนหรือคุกเข่าอยู่ด้านหลังของเด็ก โอบรอบเอวของเด็กด้วยแขนทั้งสองข้าง
  • ขั้นตอนที่ 2: กำมือข้างหนึ่งแล้ววางตำแหน่งของกำมือไว้บริเวณหน้าท้องเหนือสะดือขึ้นมาเล็กน้อย แต่ให้อยู่ใต้กระดูกลิ้นปี่ (Xiphoid Process)
  • ขั้นตอนที่ 3: ใช้มืออีกข้างหนึ่งกุมทับกำมือไว้อีกชั้นหนึ่ง
  • ขั้นตอนที่ 4: ออกแรงดึงกระแทกเข้าไปด้านในและขึ้นด้านบนอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง (Abdominal Thrusts หรือ Heimlich Maneuver) ทำซ้ำจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามใช้นิ้วมือควานหาเศษอาหารในปากเด็กอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า หากมองไม่เห็นสิ่งแปลกปลอมอย่างชัดเจน เพราะการใช้นิ้วควานอาจเป็นการดันเศษอาหารให้เข้าไปลึกยิ่งขึ้นและอุดกั้นทางเดินหายใจแน่นหนากว่าเดิม ควรกระทำเมื่อมองเห็นเศษอาหารอยู่ในช่องปากและสามารถหยิบออกได้อย่างปลอดภัยเท่านั้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดเมื่อลูกสำลัก

ในสถานการณ์คับขัน ความตื่นตระหนกอาจทำให้ผู้ดูแลทำสิ่งที่เป็นอันตรายต่อเด็กโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่ห้ามทำอย่างเด็ดขาด ได้แก่ การตบหลังเด็กในขณะที่เด็กอยู่ในท่าตัวตรงหรือนั่งงอตัว เพราะแรงโน้มถ่วงอาจทำให้สิ่งแปลกปลอมตกลงไปลึกขึ้น การให้เด็กดื่มน้ำหรือกลืนข้าวคำใหญ่เพื่อหวังจะดันอาหารที่ติดอยู่อลงไป ซึ่งวิธีนี้อันตรายมากเพราะน้ำอาจไหลเข้าสู่หลอดลมซ้ำเติมภาวะการหายใจล้มเหลว และการเขย่าตัวเด็กด้วยความรุนแรง

วิธีป้องกันและการบริหารความเสี่ยงเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย

การป้องกันอุบัติเหตุจากการสำลักอาหารเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณพ่อสามารถทำได้ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการให้อาหารที่มีความเสี่ยงสูงแก่เด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี เช่น ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดผลไม้ ลูกอมแข็ง เยลลี่ชนิดเหนียวหนืด ผลไม้ที่มีเมล็ดกลมเล็ก และองุ่นทั้งลูก (ควรหั่นเป็นชิ้นยาวตามยาวและผ่าเป็นชิ้นเล็กๆ เสมอ)
  • ฝึกให้เด็กนั่งรับประทานอาหารบนเก้าอี้เด็ก (High Chair) ให้เรียบร้อย ห้ามให้เด็กวิ่ง เดิน หัวเราะ หรือพูดคุยในขณะที่มีอาหารอยู่ในปาก
  • ผู้ดูแลต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาในขณะที่เด็กรับประทานอาหาร ห้ามปล่อยให้เด็กกินอาหารตามลำพังโดยไม่มีผู้ใหญ่เฝ้าระวัง
  • ระมัดระวังของเล่นชิ้นเล็กๆ หรือสิ่งของในบ้านที่เด็กอาจหยิบเข้าปาก เช่น เหรียญ กระดุม ชิ้นส่วนเลโก้ขนาดเล็ก เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการกลืนหรือสำลักลงหลอดลม
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down