ลูกกินอาหารแล้วสำลัก ปิดทางเดินหายใจ: ภัยเงียบใกล้ตัวที่พ่อแม่ต้องรู้จริง
อุบัติเหตุจากการสำลักสิ่งแปลกปลอมหรืออาหารเข้าไปติดในทางเดินหายใจ (Foreign Body Airway Obstruction - FBAO) เป็นหนึ่งในภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลเด็ก เหตุการณ์นี้มักเกิดขึ้นอย่างกะทันหันในขณะที่เด็กกำลังเคี้ยวอาหาร หัวเราะ วิ่งเล่น หรือพูดคุยในขณะที่มีอาหารอยู่ในปาก เนื่องจากระบบทางเดินหายใจของเด็กยังมีขนาดเล็ก หลอดลมมีความยืดหยุ่นสูง และฟันกรามยังขึ้นไม่ครบ ทำให้การบดเคี้ยวอาหารชิ้นใหญ่หรืออาหารที่มีลักษณะเหนียวลื่นเป็นไปได้ยาก สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้จึงสามารถเคลื่อนตัวเข้าไปอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบนได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ออกซิเจนไม่สามารถเดินทางเข้าสู่ปอด สมองขาดออกซิเจน และนำไปสู่ภาวะอันตรายถึงชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที หากผู้ดูแลไม่มีความรู้ในการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องและทันท่วงที
สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นจากอาหาร
กลไกการสำลักอาหารเกิดจากการที่ชิ้นอาหารหรือสิ่งแปลกปลอมหลุดรอดผ่านกล่องเสียง (Larynx) เข้าไปติดค้างอยู่ในทางเดินหายใจส่วนล่าง โดยชนิดของอาหารที่เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ได้แก่ อาหารที่มีลักษณะกลมและลื่น เช่น ลูกอม เยลลี่ องุ่นทั้งลูก ไส้กรอกที่หั่นตามขวาง ถั่วชนิดต่างๆ ข้าวเหนียว หรืออาหารชิ้นใหญ่ที่เด็กเคี้ยวไม่ละเอียด นอกจากนี้ พฤติกรรมการกินของเด็ก เช่น การวิ่งเล่น กระโดด หัวเราะ หรือร้องไห้ในขณะที่มีอาหารเต็มปาก ก็เป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ฝาปิดกล่องเสียงทำงานผิดปกติ ทำให้อาหารตกลงไปในหลอดลมแทนที่จะลงสู่หลอดอาหาร
ลักษณะการอุดกั้นทางเดินหายใจที่พ่อแม่ต้องแยกแยะให้ออก
- การอุดกั้นบางส่วน (Mild Airway Obstruction): เด็กยังมีสติ สามารถไอได้ ส่งเสียงร้องได้ หายใจมีเสียงหวีด (Wheezing) หรือมีเสียงครืดคราด การช่วยเหลือในกรณีนี้คือปล่อยให้เด็กไอออกมาเองตามธรรมชาติ ห้ามใช้มือล้วงคอเด็กเด็ดขาดเพราะอาจดันสิ่งแปลกปลอมให้เข้าไปลึกกว่าเดิม
- การอุดกั้นอย่างรุนแรง (Severe Airway Obstruction): เด็กไม่สามารถไอได้ ไม่มีเสียงร้อง พูดไม่ได้ หายใจลำบาก หายใจมีเสียงดังแหลม (Stridor) หรือไม่มีเสียงหายใจเลย ผิวหนัง ริมฝีปาก และปลายนิ้วเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียว (Cyanosis) และอาจหมดสติอย่างรวดเร็ว ภาวะนี้ถือเป็นวิกฤตทางการแพทย์ที่ต้องทำการช่วยเหลือทันที
สัญญาณเตือนอันตรายและอาการแสดงทางคลินิกที่ต้องสังเกต
อาการแสดงของเด็กที่สำลักอาหารและเกิดการปิดกั้นทางเดินหายใจ มักเกิดขึ้นทันทีทันใดหลังจากนำอาหารเข้าปาก สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าสมองและร่างกายกำลังขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง ได้แก่ การเอามือกุมที่ลำคอ (Universal Choking Sign) สีหน้าตื่นตระหนก ริมฝีปากและเล็บมือเป็นสีคล้ำ หายใจหอบรุนแรง กล้ามเนื้อบริเวณซี่โครงและคอ บุ๋มลงขณะพยายามหายใจ และในกรณีที่ขาดออกซิเจนนานเกินไป เด็กจะหมดสติและหัวใจหยุดเต้นในที่สุด
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อลูกสำลักสิ่งแปลกปลอมปิดทางเดินหายใจ
ขั้นตอนการช่วยเหลือเด็กที่สำลักอาหารและมีภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นอย่างรุนแรง จะมีความแตกต่างกันตามช่วงอายุของเด็ก ซึ่งผู้ปกครองทุกคนควรได้รับการฝึกฝนและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อสามารถปฏิบัติได้อย่างรวดเร็วในนาทีชีวิต
การช่วยเหลือทารก (อายุต่ำกว่า 1 ปี)
- ให้คว่ำหน้าทารกพาดไว้บนต้นแขนของผู้ช่วยเหลือ โดยให้ศีรษะอยู่ต่ำกว่าลำตัว ใช้มือประคองคอและกรามของทารกไว้ ระวังอย่าปิดบริเวณทางเดินหายใจ
- ใช้ส้นมืออีกข้างกระแทกบริเวณกลางหลังระหว่างสะบักของทารกแรงๆ จำนวน 5 ครั้ง (Back Blows)
- พลิกตัวทารกหงายขึ้นโดยให้ศีรษะอยู่ต่ำกว่าลำตัวเช่นเดิม ประคองไว้บนตักหรือต้นแขน
- ใช้นิ้วกลางและนิ้วนาง 2 นิ้วกดลงไปที่กึ่งกลางหน้าอกของทารก บริเวณใต้ราวนมเล็กน้อย จำนวน 5 ครั้ง (Chest Thrusts) ในลักษณะความลึกประมาณหนึ่งในสามของความหนาหน้าอก
- สลับทำกระบวนการกระแทกหลังและกดหน้าอก 5 ครั้งสลับกันไปเรื่อยๆ จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา หรือเด็กส่งเสียงร้อง ไอ หรือเริ่มหายใจได้ หรือจนกว่าทีมแพทย์ฉุกเฉินจะมาถึง
การช่วยเหลือเด็กโต (อายุ 1 ปีขึ้นไป)
- ยืนหรือคุกเข่าอยู่ด้านหลังของเด็ก โอบรอบเอวของเด็ก
- กำมือข้างหนึ่งแล้ววางตำแหน่งของกำมือไว้ที่บริเวณหน้าท้องของเด็ก เหนือสะดือเล็กน้อยแต่ต้องอยู่ใต้ซี่โครง
- ใช้มืออีกข้างกุมทับกำมือแรกไว้
- ออกแรงดึงกระแทกเข้าด้านในและขึ้นด้านบนอย่างรวดเร็วและรุนแรงพอประมาณ จำนวน 5 ครั้ง (Abdominal Thrusts หรือ Heimlich Maneuver) เพื่อสร้างแรงดันลมในปอดให้ดันสิ่งแปลกปลอมหลุดออกมา
- ทำซ้ำจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออก หรือเด็กหมดสติ หากเด็กหมดสติให้รีบวางเด็กราบลงกับพื้นและเริ่มทำการกู้ชีพพื้นฐาน (CPR) ทันทีกร้อมโทรเรียกสายด่วนฉุกเฉิน
สัญญาณอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที
แม้ว่าเด็กจะสามารถไอหรือขับสิ่งแปลกปลอมออกมาได้เองแล้ว แต่ยังมีสถานการณ์ที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ได้แก่
- เด็กมีอาการหายใจลำบาก หายใจมีเสียงดัง หรือหายใจหอบเหนื่อยอย่างต่อเนื่อง
- มีอาการไอเรื้อรัง สำลักซ้ำ หรือเจ็บหน้าอกหลังเกิดเหตุการณ์
- ริมฝีปากหรือผิวหนังมีสีเขียวคล้ำแม้เพียงชั่วขณะ
- เด็กมีความรู้สึกตัวลดลง ซึมลง หรือหมดสติไปช่วงหนึ่ง
- สงสัยว่ายังมีเศษอาหารชิ้นเล็กๆ ค้างอยู่ในหลอดลมหรือปอด ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบตามมาในภายหลัง
วิธีป้องกันอุบัติเหตุการสำลักอาหารในเด็กระยะยาว
การป้องกันเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางเดินหายใจอุดกั้น พ่อแม่และผู้ดูแลควรปฏิบัติตามแนวทางดังนี้
- การเตรียมอาหารให้เหมาะสมกับวัย: หั่นอาหารชิ้นเล็กๆ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีลักษณะกลม ลื่น เหนียว หรือแข็ง เช่น ลูกอม ถั่ว เยลลี่ องุ่นทั้งลูก ไส้กรอก และผลไม้ที่มีเมล็ดแข็ง หากจำเป็นต้องให้เด็กทานควรหั่นเป็นชิ้นยาวตามยาวหรือบดให้ละเอียด
- สร้างวินัยในการรับประทานอาหาร: ฝึกให้เด็กนั่งรับประทานอาหารบนเก้าอี้ให้เรียบร้อย ห้ามให้เด็กเดิน วิ่ง กระโดด หรือหัวเราะขณะที่มีอาหารอยู่ในปาก
- การดูแลอย่างใกล้ชิด: ผู้ใหญ่ต้องคอยดูแลเด็กตลอดเวลาขณะที่เด็กกำลังทานอาหารหรือขนม ห้ามปล่อยให้เด็กทานอาหารตามลำพังโดยไม่มีผู้ดูแล
- การเก็บสิ่งของชิ้นเล็กให้พ้นมือ: ระมัดระวังของเล่นชิ้นเล็ก เหรียญ กระดุม หรือฝาขวดน้ำ ที่เด็กอาจหยิบเข้าปากและเผลอกลืนลงไปได้