ความสำคัญและภาพรวมของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease หรือ CHD) เป็นความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจและหลอดเลือดใหญ่ในทรวงอกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์มารดา ความผิดปกตินี้สามารถเกิดขึ้นได้กับห้องหัวใจ ลิ้นหัวใจ หรือผนังั้นกั้นห้องหัวใจ ทำให้การไหลเวียนของเลือดภายในหัวใจและร่างกายผิดเพี้ยนไป จากสถิติทางการแพทย์พบว่าโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดนี้พบได้ประมาณแปดถึงสิบรายต่อทารกแรกเกิดหนึ่งพันราย นับเป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่พบได้บ่อยและมีความรุนแรงแตกต่างกันตั้งแต่ระดับน้อยจนถึงขั้นวิกฤตที่ต้องการการผ่าตัดเร่งด่วนตั้งแต่วันแรกหลังคลอด
ทารกกลุ่มเสี่ยงที่แพทย์ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ทารกที่มีประวัติบุคคลในครอบครัวสายตรงเคยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดมารดาที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ มารดาที่ได้รับสารเคมี ยาบางชนิด หรือติดเชื้อไวรัสบางชนิดในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ รวมถึงทารกที่มีความผิดปกติทางโครโมโซมหรือกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome) การตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ ผ่านการอัลตราซาวด์หัวใจทารกในครรภ์ (Fetal Echocardiography) หรือการตรวจร่างกายอย่างละเอียดหลังคลอด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของทารก
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
กระบวนการสร้างหัวใจของทารกในครรภ์เกิดขึ้นและพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงสัปดาห์ที่สามถึงสัปดาห์ที่สิบของการตั้งครรภ์ หากมีปัจจัยใดๆ มาขัดขวางกระบวนการนี้ จะทำให้โครงสร้างหัวใจเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ สาเหตุหลักร้อยละแปดสิบถึงเก้าสิบยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากปัจจัยร่วมระหว่างพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญประกอบด้วยพันธุกรรมที่มีการกลายพันธุ์ของยีน การติดเชื้อไวรัสของมารดาในช่วงตั้งครรภ์ เช่น โรคหัดเยอรมัน (Rubella) การที่มารดาสอบสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้สารเสพติด รวมถึงการได้รับยาต้านการชักหรือยารักษาสิวบางกลุ่มที่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์
ในส่วนของกลไกการเกิดโรค ความผิดปกติหลักแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือกลุ่มที่มีภาวะตัวเขียว (Cyanotic Congenital Heart Disease) เกิดจากความผิดปกติที่ทำให้เลือดดำจากร่างกายปะปนกับเลือดแดงที่จะไปเลี้ยงร่างกาย ทำให้ปริมาณออกซิเจนในเลือดต่ำ ทารกจะมีอาการตัวเขียว ปลายมือปลายเท้าเขียว กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่ไม่มีภาวะตัวเขียว (Acyanotic Congenital Heart Disease) เช่น มีรูรั่วที่ผนังหัวใจ ทำให้เลือดเกินไหลไปที่ปอด ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักและเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวตามมาในเวลาต่อมา
อาการสำคัญและระยะพัฒนาการของโรค
อาการแสดงของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในทารกมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและชนิดของความผิดปกติ ในช่วงแรกเกิดทารกบางรายที่มีรอยรั่วขนาดเล็กอาจไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แพทย์อาจบังเอิญได้ยินเสียงฟู่ของหัวใจ (Heart Murmur) จากการใช้หูฟังตรวจร่างกาย ต่อมาเมื่อทารกโตขึ้นหรือมีความผิดปกติมากขึ้น อาการจะเริ่มแสดงออกอย่างชัดเจน
อาการเริ่มแรกที่สังเกตได้ง่ายคือ ทารกดูเหนื่อยง่ายเวลากดดูดนม ต้องหยุดพักดูดนมบ่อยครั้ง เหงื่อออกมากผิดปกติบริเวณหน้าผากและศีรษะขณะดูดนม ซึ่งใช้พลังงานมากเทียบเท่ากับการวิ่งมาราธอนสำหรับผู้ใหญ่ น้ำหนักตัวไม่เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ เติบโตช้า ตัวเล็กกว่าวัย ในระยะต่อมาหากอาการรุนแรงขึ้น จะเริ่มมีอาการหายใจเร็ว หายใจแรง และมีอาการเขียวบริเวณริมฝีปาก เล็บมือ และเล็บเท้า เมื่อร้องไห้หรือออกแรง
สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags ที่ต้องพบแพทย์ทันที
หากทารกมีอาการในกลุ่มสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flags) ต่อไปนี้ พ่อแม่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด เนื่องจากเป็นภาวะวิกฤตที่หัวใจและปอดไม่สามารถทำงานชดเชยได้อีกต่อไป
- ภาวะตัวเขียวจัด (Cyanosis) ริมฝีปาก ลิ้น และเล็บเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำอย่างเห็นได้ชัด
- หายใจหอบเหนื่อยรุนแรง อกบุ๋ม ไหปลาร้าบุ๋ม หรือปีกจมูกบานขณะหายใจ
- ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่ยอมดูดนมเลย หรืออาเจียนพุ่ง
- มีอาการบวมที่บริเวณเปลือกตา หน้าเท้า หรือขาทั้งสองข้าง
- ชีพจรเต้นเร็วมากหรือเบาจนแทบคลำไม่พบ ตัวเย็นชื้น ปลายมือปลายเท้าเย็น
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อทารกมีอาการสงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด กุมารแพทย์โรคหัวใจเด็ก (Pediatric Cardiologist) จะทำการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือและขั้นตอนมาตรฐานทางการแพทย์ เพื่อระบุความผิดปกติได้อย่างแม่นยำ
ขั้นตอนเริ่มต้นคือการซักประวัติการตั้งครรภ์ของมารดาและตรวจร่างกายอย่างละเอียด ฟังเสียงหัวใจด้วยหูฟัง วัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดด้วยเครื่องวัดที่ปลายนิ้วหรือเท้า (Pulse Oximetry) หลังจากนั้นจะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการและรังสีวิทยาเพิ่มเติม ได้แก่ การทำภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray) เพื่อดูขนาดของเงาหัวใจและสภาพเส้นเลือดในปอด การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram หรือ EKG) เพื่อดูจังหวะการเต้นและภาระการทำงานของห้องหัวใจ และการตรวจที่ยืนยันผลได้ดีที่สุดคือ การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงหัวใจ (Echocardiography) ซึ่งสามารถมองเห็นโครงสร้างภายในหัวใจ การไหลเวียนของเลือด และรูรั่วได้อย่างชัดเจนโดยไม่ต้องเจ็บตัว
วิธีดูแลรักษาและการบำบัดรักษาตามหลักการแพทย์
แนวทางการรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค แพทย์จะวางแผนการรักษาร่วมกันระหว่างการใช้ยา การทำหัตถการผ่านสายสวนหัวใจ และการผ่าตัด
การรักษาด้วยยา ใช้เพื่อประคับประคองอาการและเตรียมความพร้อมก่อนการผ่าตัด เช่น ยาขับปัสสาวะเพื่อลดปริมาณน้ำที่คั่งในปอดและร่างกาย ยาเพิ่มการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ หรือยาขยายหลอดเลือด ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้สามารถรักษาโรคหัวใจพิการบางชนิดได้โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ด้วยการทำหัตถการผ่านสายสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization) เช่น การใช้อุปกรณ์ปิดรูรั่วที่ผนังหัวใจหรือการขยายหลอดเลือดที่ตีบด้วยบอลลูน สำหรับโรคที่มีความซับซ้อน จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิด (Open Heart Surgery) โดยศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกเด็ก เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างหัวใจให้กลับมาทำงานใกล้เคียงปกติมากที่สุด
การดูแลที่บ้านสำหรับทารกที่รอการผ่าตัดหรืออยู่ระหว่างพักฟื้น พ่อแม่ต้องดูแลเรื่องโภชนาการอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทารกต้องการพลังงานสูงแต่เหนื่อยง่าย อาจต้องใช้นมสูตรพิเศษที่มีพลังงานความเข้มข้นสูง (High Calorie Formula) หรือให้ทางสายยางตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด รวมถึงการจำกัดปริมาณน้ำดื่มในรายที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
การดูแลทารกที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดมีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามทางการแพทย์ที่เคร่งครัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิต
- ห้ามให้ทารกออกแรงมากเกินไปจนเหนื่อยหอบ หากร้องไห้งอแงนานต้องรีบปลอบโยนให้สงบ
- ห้ามซื้อยาแก้ไข้ แก้หวัด หรืออาหารเสริมใดๆ ให้ทารกรับประทานเองโดยเด็ดขาด การใช้ยาพาราเซตามอลต้องอยู่ภายใต้ขนาดที่แพทย์คำนวณตามน้ำหนักตัวเท่านั้น (สิบถึงสิบห้ามิลิกรัมต่อกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง)
- ห้ามให้เด็กขาดการรับวัคซีนตามกำหนด แต่ในเด็กบางกลุ่มอาจต้องได้รับวัคซีนเสริมพิเศษ เช่น วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้ออาร์เอสวี ตามดุลยพินิจของกุมารแพทย์
- ห้ามละเลยการนัดหมายติดตามอาการกับกุมารแพทย์โรคหัวใจ แม้ว่าเด็กจะดูปกติร่าเริงดีก็ตาม
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว
แม้ว่าโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดส่วนใหญ่จะไม่สามารถป้องกันได้โดยตรงเนื่องจากความผิดปกติทางพันธุกรรมและการพัฒนาของเซลล์ในครรภ์ แต่คุณแม่สามารถลดความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ได้ด้วยการเตรียมตัวที่ดี วางแผนการตั้งครรภ์ ฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ หลีกเลี่ยงการรับรังสี สารเคมี แอลกอฮอล์ และบุหรี่ รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมันก่อนตั้งครรภ์
สำหรับการป้องกันในระยะยาวหลังทารกคลอด การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยการรับวัคซีนพื้นฐานและวัคซีนเสริมตามแพทย์แนะนำ การรักษาสุขอนามัยที่ดีล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตามวัย จะช่วยให้เด็กเติบโตมีพัฒนาการที่ดีและมีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงเด็กปกติ
1. สังเกตอาการเหนื่อยง่าย เหงื่อออกมากขณะดูดนม และภาวะตัวเขียว
2. จดบันทึกปริมาณนมที่ลูกดื่มและน้ำหนักตัวอย่างสม่ำเสมอ
3. นำส่งโรงพยาบาลทันทีหากมีสัญญาณอันตราย เช่น หอบเหนื่อย ตัวเขียวจัด ซึมมาก
4. ปฏิบัติตามคำแนะนำของกุมารแพทย์โรคหัวใจเด็กอย่างเคร่งครัดและมาตามนัดทุกครั้ง