ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำและภาพรวมของภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์

ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (Hypertension in Pregnancy) และภาวะครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) เป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนทางสูติกรรมที่รุนแรงและเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและทุพพลภาพของทั้งมารดาและทารกทั่วโลก จากสถิติทางการแพทย์พบว่าภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ส่งผลกระทบต่อสตรีตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 5 ถึง 10 ทั่วโลก โดยภาวะครรภ์เป็นพิษเพียงอย่างเดียวพบได้สูงถึงร้อยละ 2 ถึง 8 ของการตั้งครรภ์ทั้งหมด

ความน่ากลัวของโรคนี้คือการดำเนินโรคที่รวดเร็วและสามารถส่งผลกระทบต่อระบบอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายของมารดา ไม่ว่าจะเป็นสมอง ตับ ไต และระบบไหลเวียนโลหิต ในขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทารกในครรภ์ ทำให้เกิดภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ (Fetal Growth Restriction - FGR) การคลอดก่อนกำหนด (Preterm Birth) หรืออาจรุนแรงถึงขั้นทารกเสียชีวิตในครรภ์ (Intrauterine Fetal Demise)

ข้อมูลทางระบาดวิทยาและกลุ่มเสี่ยงสูงทางการแพทย์:

สตรีตั้งครรภ์ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะนี้ แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ (High-risk groups) ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากสูติแพทย์ ได้แก่:

  • สตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป หรืออายุน้อยกว่า 20 ปี
  • การตั้งครรภ์แรก (Primigravida) หรือการเปลี่ยนคู่สมรสใหม่ในการตั้งครรภ์นี้
  • ผู้ที่มีประวัติเคยเป็นภาวะครรภ์เป็นพิษในครรภ์ก่อน
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง (Chronic Hypertension) โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus) โรคไต (Renal Disease) หรือโรคภูมิแพ้ตนเอง เช่น โรคพุ่มพวง (Systemic Lupus Erythematosus - SLE) และกลุ่มอาการต้านฟอสโฟลิปิด (Antiphospholipid Syndrome - APS)
  • การตั้งครรภ์แฝด (Multiple Gestations) ไม่ว่าจะเป็นแฝดสองหรือแฝดสาม
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือมีดัชนีมวลกาย (Body Mass Index - BMI) ก่อนตั้งครรภ์มากกว่า 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเชิงลึก (Pathophysiology)

แม้ว่าการวิจัยทางการแพทย์จะยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ทั้งหมด แต่กลไกหลักของการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกของการตั้งครรภ์ โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญที่ "รก" (Placenta)

ในสภาวะการตั้งครรภ์ปกติ เซลล์ตัวอ่อนของรก (Trophoblasts) จะแทรกซึมเข้าไปในผนังมดลูกเพื่อปรับสภาพและขยายหลอดเลือดแดงของแม่ที่ไปเลี้ยงมดลูก (Spiral Arteries) ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงทารกได้สะดวกและมีแรงต้านทานต่ำ แต่ในผู้ป่วยภาวะครรภ์เป็นพิษ กระบวนการนี้จะล้มเหลว (Defective Placentation) หลอดเลือดแดงสไปรัลไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่ ส่งผลให้เกิดภาวะรกขาดเลือด (Placental Ischemia or Hypoxia)

เมื่อรกขาดออกซิเจน รกจะหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบและสารต้านการสร้างหลอดเลือดหลายชนิด เช่น Soluble fms-like tyrosine kinase-1 (sFlt-1) และ Soluble Endoglin (sEng) เข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตของแม่ สารเหล่านี้จะเข้าไปทำลายและทำให้เซลล์บุผนังหลอดเลือดทั่วร่างกายของมารดาทำงานผิดปกติ (Maternal Endothelial Dysfunction) ส่งผลให้เกิดอาการแสดงทางคลินิกตามมา ได้แก่:

  • หลอดเลือดหดตัวทั่วร่างกาย (Systemic Vasoconstriction): ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • การรั่วของสารน้ำออกจากหลอดเลือด (Increased Vascular Permeability): ทำให้เกิดอาการบวมน้ำตามร่างกายและสารโปรตีนรั่วออกทางปัสสาวะ
  • การกระตุ้นระบบแข็งตัวของเลือด (Coagulation Activation): ทำให้เกิดลิ่มเลือดขนาดเล็กอุดตันในอวัยวะต่างๆ และเกล็ดเลือดต่ำลง

การจำแนกประเภทและระยะการดำเนินโรค

ทางการแพทย์แบ่งกลุ่มอาการความดันโลหิตสูงในสตรีตั้งครรภ์ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก เพื่อแนวทางการรักษาที่จำเพาะเจาะจง ดังนี้:

1. ความดันโลหิตสูงชั่วคราวขณะตั้งครรภ์ (Gestational Hypertension)

คือภาวะที่ตรวจพบความดันโลหิตซิสโตลิก (Systolic Blood Pressure) ตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป หรือความดันโลหิตไดแอสโตลิก (Diastolic Blood Pressure) ตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป เป็นครั้งแรกเมื่ออายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ โดยไม่มีภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ (Proteinuria) และไม่มีความผิดปกติของอวัยวะส่วนปลายอื่นๆ ซึ่งความดันโลหิตจะกลับคืนสู่ปกติภายใน 12 สัปดาห์หลังคลอด

2. ภาวะครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia)

คือภาวะความดันโลหิตสูงที่เกิดขึ้นหลังอายุครรภ์ 20 สัปดาห์ ร่วมกับมีภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ หรือในกรณีที่ไม่มีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ แต่มีการตรวจพบความเสียหายของระบบอวัยวะภายในร่างกายอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เกล็ดเลือดต่ำ ค่าการทำงานของไตบกพร่อง ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้น มีภาวะน้ำท่วมปอด หรือมีอาการทางระบบประสาท

ภาวะครรภ์เป็นพิษยังแบ่งย่อยออกเป็นสองระดับตามความรุนแรง:

  • ภาวะครรภ์เป็นพิษชนิดไม่รุนแรง (Preeclampsia without severe features)
  • ภาวะครรภ์เป็นพิษชนิดรุนแรง (Preeclampsia with severe features): ตรวจพบความดันโลหิตซิสโตลิกตั้งแต่ 160 มิลลิเมตรปรอท หรือไดแอสโตลิกตั้งแต่ 110 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไปอย่างน้อย 2 ครั้งห่างกัน 4 ชั่วโมง ขณะนอนพัก หรือตรวจพบสัญญาณของอวัยวะล้มเหลวเฉียบพลัน

3. ภาวะชักจากครรภ์เป็นพิษ (Eclampsia)

ถือเป็นภาวะฉุกเฉินวิกฤตทางการแพทย์ขั้นรุนแรงที่สุด โดยผู้ป่วยที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษจะมีอาการชักเกร็งกระตุกทั่วทั้งตัว (Generalized Tonic-Clonic Seizures) ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคทางสมองอื่นๆ ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งในระยะก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอดภายใน 48 ชั่วโมงแรก

4. กลุ่มอาการเฮลล์ป (HELLP Syndrome)

เป็นภาวะแทรกซ้อนขั้นรุนแรงของครรภ์เป็นพิษที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ประกอบด้วยอาการสำคัญสามประการทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่:

  • H (Hemolysis): การทำลายของเม็ดเลือดแดงในหลอดเลือด
  • EL (Elevated Liver enzymes): ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้นเนื่องจากเซลล์ตับถูกทำลาย
  • LP (Low Platelets): ภาวะเกล็ดเลือดต่ำจากการถูกใช้งานมากเกินไป ทำให้เสี่ยงต่อภาวะเลือดออกไม่หยุด
สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที:

หากคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการดังต่อไปนี้ แม้เพียงอาการเดียวและแม้ว่าจะยังไม่ถึงวันนัดตรวจครรภ์ ต้องรีบเดินทางไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินทันทีโดยไม่รีรอ:

  • อาการปวดศีรษะรุนแรง: ปวดบริเวณหน้าผากหรือท้ายทอยอย่างต่อเนื่อง ทานยาพาราเซตามอลแล้วอาการไม่ทุเลา หรือปวดมากขึ้นเรื่อยๆ
  • อาการตาพร่ามัว: มองเห็นภาพเบลอ เห็นแสงระยิบระยับ แสงแวบคล้ายฟ้าแลบ หรือเห็นจุดดำบังสายตา (Visual Disturbances)
  • อาการจุกแน่นใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงขวา: รสชาติเจ็บเสียวลึกๆ หรือจุกเสียดแน่นคล้ายโรคกระเพาะอาหาร ซึ่งเกิดจากตับบวมโต
  • มีอาการบวมอย่างรวดเร็ว: ใบหน้าบวมเปล่ง เปลือกตาบวม นิ้วมือบวมจนไม่สามารถถอดแหวนได้ หรือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่า 1-2 กิโลกรัมต่อสัปดาห์
  • หายใจหอบเหนื่อย: แน่นหน้าอก นอนราบไม่ได้เนื่องจากมีน้ำสะสมในปอด
  • ทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลง: หรือไม่ดิ้นเลยตามเกณฑ์ปกติ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์จำเป็นต้องอาศัยการประเมินอย่างเป็นระบบโดยบุคลากรทางการแพทย์ผ่านขั้นตอนดังต่อไปนี้:

1. การวัดความดันโลหิตอย่างถูกต้อง

การวัดความดันโลหิตต้องทำในขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์อยู่ในท่าพัก นั่งพิงหลังพิงเก้าอี้และงดการพูดคุยอย่างน้อย 5 นาที แขนอยู่ในระดับเดียวกับหัวใจ หากตรวจพบความดันโลหิตสูง แพทย์จะทำการวัดซ้ำอีกครั้งในระยะเวลาห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมงเพื่อยืนยันผลการวินิจฉัย

2. การตรวจหาโปรตีนในปัสสาวะ (Urinalysis)

  • การตรวจด้วยแถบสีจุ่ม (Urine Dipstick Test): หากได้ผลตั้งแต่ 1+ ขึ้นไป ถือว่ามีแนวโน้มผิดปกติ
  • การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง (24-hour Urine Protein): ถือเป็นมาตรฐานการวินิจฉัยสูงสุด (Gold Standard) หากพบปริมาณโปรตีนมากกว่าหรือเท่ากับ 300 มิลลิกรัม ถือว่าผิดปกติ
  • การหาค่าอัตราส่วนโปรตีนต่อครีเอตินินในปัสสาวะ (Urine Protein-to-Creatinine Ratio - UPCR): ค่าที่มากกว่าหรือเท่ากับ 0.3 มิลลิกรัมต่อมิลลิกรัม บ่งชี้ภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ

3. การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ

เพื่อประเมินความรุนแรงและการทำลายอวัยวะภายใน ได้แก่ การตรวจความเข้มข้นของเลือดและระดับเกล็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC), การตรวจการทำงานของไต (Creatinine, BUN), การตรวจการทำงานของตับ (AST, ALT) และการตรวจหาภาวะเม็ดเลือดแดงแตก (LDH)

4. การประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ (Fetal Surveillance)

แพทย์จะทำการตรวจคลื่นหัวใจทารกในครรภ์ (Non-Stress Test - NST) ร่วมกับการตรวจอัลตราซาวนด์ประเมินปริมาณน้ำคร่ำและการเจริญเติบโตของทารก รวมถึงการตรวจวัดการไหลเวียนของกระแสเลือดในสายสะดือด้วยคลื่นความถี่สูง (Doppler Ultrasonography)

วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะครรภ์เป็นพิษและภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ที่ได้ผลดีที่สุดและเป็นการรักษาที่ต้นเหตุคือ "การคลอดทารกและรก" (Delivery of the Fetus and Placenta) เนื่องจากรกที่เป็นตัวปัญหาได้รับการนำออกจากร่างกายของแม่ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ต้องขึ้นอยู่กับอายุครรภ์และความรุนแรงของโรคเป็นสำคัญ

1. การดูแลรักษาตามอายุครรภ์และความรุนแรง

  • อายุครรภ์ตั้งแต่ 37 สัปดาห์ขึ้นไป: ไม่ว่าอาการจะรุนแรงหรือไม่ แพทย์จะแนะนำให้ดำเนินการคลอดทันทีเพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และลูก
  • อายุครรภ์น้อยกว่า 34 สัปดาห์ และไม่มีอาการรุนแรง: แพทย์อาจเลือกแนวทางการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาล (Expectant Management) ร่วมกับการให้ยาฉีดสเตียรอยด์ (เช่น Dexamethasone หรือ Betamethasone) เพื่อกระตุ้นการทำงานของปอดทารกในครรภ์ ป้องกันภาวะหายใจลำบากหลังคลอด
  • กรณีมีภาวะครรภ์เป็นพิษชนิดรุนแรง หรือมีกลุ่มอาการเฮลล์ป: ไม่ว่าจะอยู่ที่อายุครรภ์เท่าใด แพทย์มักตัดสินใจให้คลอดทันทีหลังจากควบคุมอาการของแม่ให้อยู่ในสภาวะคงที่ เพื่อป้องกันอันตรายถึงชีวิตของมารดา

2. การใช้ยาลดความดันโลหิต (Antihypertensive Drugs)

การให้ยาลดความดันโลหิตมีเป้าหมายเพื่อป้องกันเส้นเลือดในสมองแตกในแม่ โดยยาที่ปลอดภัยและนิยมใช้ในการตั้งครรภ์ ได้แก่ เมทิลโดปา (Methyldopa), ลาเบทาลอล (Labetalol) และ ไนเฟดิปีนชนิดออกฤทธิ์นาน (Nifedipine Long-acting)

3. การป้องกันอาการชักด้วยยาแมกนีเซียมซัลเฟต (Magnesium Sulfate)

สำหรับคุณแม่ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษชนิดรุนแรง แพทย์จะทำการให้ยาแมกนีเซียมซัลเฟตทางหลอดเลือดดำ เพื่อควบคุมและป้องกันอาการชัก (Seizure Prophylaxis) ตลอดช่วงเวลาระหว่างการคลอดและต่อเนื่องไปอีก 24 ชั่วโมงหลังคลอด โดยการใช้ยานี้ต้องได้รับการดูแลและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดจากพยาบาลเพื่อป้องกันภาวะพิษจากแมกนีเซียม (Magnesium Toxicity) ซึ่งสังเกตได้จากอาการสะท้อนกลับกระดูกสะบ้าลดลง (Loss of Deep Tendon Reflexes) อัตราการหายใจช้าลง หรือปัสสาวะออกน้อยลง

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด:
  • ห้ามซื้อยาลดความดันโลหิตมารับประทานเองเด็ดขาด: ยาลดความดันโลหิตบางกลุ่ม เช่น ยาในกลุ่ม ACE Inhibitors (เช่น Enalapril) และกลุ่ม ARBs (เช่น Losartan) เป็นยาต้องห้ามในสตรีตั้งครรภ์ เนื่องจากส่งผลเสียต่อการพัฒนาไตของทารกและทำให้ทารกพิการหรือเสียชีวิตได้
  • ห้ามทานยาลดไข้หรือแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์: เช่น ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เนื่องจากส่งผลต่อหลอดเลือดหัวใจของทารกในครรภ์และส่งผลเสียต่อการทำงานของไตของมารดา
  • การใช้ยาแอสไพรินเพื่อป้องกัน: สตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงควรได้รับยาแอสไพรินขนาดต่ำ (Low-dose Aspirin 81-150 มิลลิกรัมต่อวัน) โดยเริ่มทานตั้งแต่อายุครรภ์ 12 สัปดาห์ จนถึง 36 สัปดาห์ ภายใต้การสั่งยาและควบคุมโดยสูติแพทย์เท่านั้น ห้ามหาซื้อมาทานเองเด็ดขาด

วิธีป้องกันและการดูแลตนเองในระยะยาว

แม้ว่าภาวะนี้จะไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้จะช่วยลดโอกาสเกิดและความรุนแรงของโรคได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ:

  • การเข้ารับการตรวจครรภ์อย่างสม่ำเสมอตามนัด (Early and Regular Antenatal Care): เพื่อให้แพทย์สามารถตรวจวัดความดันโลหิตและคัดกรองโปรตีนในปัสสาวะได้อย่างทันท่วงทีตั้งแต่เนิ่นๆ
  • การเสริมแคลเซียม (Calcium Supplementation): ในกรณีที่คุณแม่ตั้งครรภ์ได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่เพียงพอ การรับประทานแคลเซียมเสริมขนาด 1.5 ถึง 2.0 กรัมต่อวัน มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • การควบคุมอาหารและน้ำหนักตัว: รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูงและรสจัดเพื่อไม่ให้เกิดการคั่งของน้ำในร่างกาย และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์
  • การพักผ่อนอย่างเพียงพอ: ลดความเครียดและหลีกเลี่ยงการทำงานหนักหรือการออกแรงมากเกินไป
ข้อแนะนำเพิ่มเติมหลังคลอดที่คุณแม่ควรรู้:

ภาวะความดันโลหิตสูงและครรภ์เป็นพิษไม่ได้สิ้นสุดลงทันทีหลังคลอด ทว่าสามารถเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษหลังคลอด (Postpartum Preeclampsia) ได้ภายใน 6 สัปดาห์แรกหลังคลอด ดังนั้น คุณแม่ยังต้องทำการวัดความดันโลหิตสม่ำเสมอที่บ้าน และควรติดตามการรักษาและตรวจสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ที่มีประวัติครรภ์เป็นพิษจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคไตเรื้อรังเพิ่มขึ้นในอนาคต

กล่องสรุปคำแนะนำและแนวทางปฏิบัติสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ (Actionable Checklist)

ตารางการเช็กอาการและดูแลตนเองในแต่ละวัน

  • ตรวจวัดความดันโลหิตที่บ้านวันละ 2 ครั้ง: ในตอนเช้าหลังตื่นนอน และตอนเย็นก่อนนอน จดบันทึกค่าไว้ทุกครั้งเพื่อนำไปแสดงให้แพทย์ดู
  • สังเกตอาการบวมตามร่างกาย: เช็กบริเวณหน้าแข้งโดยการกดค้างไว้ 5 วินาทีหากมีรอยบุ๋มลึกและไม่คืนตัว หรือมีอาการหน้าบวม มือบวมเฉียบพลัน ให้รีบพบแพทย์
  • นับและจดบันทึกการดิ้นของทารกในครรภ์ทุกวัน: โดยทั่วไปทารกควรดิ้นมากกว่า 10 ครั้งต่อวันในช่วงเวลาที่ตื่นตัว
  • สังเกตอาการทางระบบประสาทอย่างรอบคอบ: ตรวจเช็กอาการปวดศีรษะรุนแรง ตาพร่ามัว หรืออาการจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ทุกวัน
  • เตรียมกระเป๋าและเอกสารสำคัญสำหรับการคลอด: วางแผนการเดินทางไปโรงพยาบาลที่รวดเร็วที่สุดในกรณีที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down