ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ภัยเงียบที่คุกคามทุกช่วงวัย: ความดันโลหิตสูงอันตรายไหม

ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นหนึ่งในปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดในโลกและประเทศไทย เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ค่อยแสดงอาการในระยะแรก จนได้รับฉายาทางการแพทย์ว่า "เพชฌฆาตเงียบ (The Silent Killer)" ผู้ป่วยจำนวนมากดำเนินชีวิตตามปกติโดยไม่ทราบว่าระบบหลอดเลือดและหัวใจกำลังถูกทำลายอย่างช้าๆ จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงแก่ชีวิต เช่น โรคหลอดเลือดสมองอุดตันหรือแตก (Stroke) และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Myocardial Infarction)

คำถามที่ว่า ความดันโลหิตสูงอันตรายไหม: สังเกตอาการเตือนและทำความเข้าใจความรุนแรงของโรคอย่างไร เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องรู้ ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทาง สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ โรคความดันโลหิตสูงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ในปัจจุบันพบอุบัติการณ์ของโรคนี้ในเด็กและวัยรุ่น (Pediatric Hypertension) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมักมีสาเหตุแฝงที่อันตรายและต้องการการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทันท่วงที การปล่อยให้ความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษา จะส่งผลเสียต่ออวัยวะเป้าหมาย (End-organ Damage) ได้แก่ สมอง หัวใจ ไต ตา และหลอดเลือดแดงใหญ่ทั่วร่างกาย

ข้อมูลทางการแพทย์น่ารู้: สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association - AHA) และวิทยาลัยอายุรแพทย์โรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American College of Cardiology - ACC) ได้กำหนดให้ผู้ที่มีความดันโลหิตตั้งแต่ 130/80 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ขึ้นไป ถือว่าเป็นผู้มีภาวะความดันโลหิตสูงขั้นที่ 1 (Stage 1 Hypertension) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทันทีเพื่อป้องกันการดำเนินโรคไปสู่ขั้นที่รุนแรงขึ้น

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคความดันโลหิตสูง (Causes & Pathophysiology)

กลไกการควบคุมความดันโลหิตในร่างกายมนุษย์มีความซับซ้อน โดยขึ้นอยู่กับแรงบีบตัวของหัวใจ (Cardiac Output) และแรงต้านทานของหลอดเลือดส่วนปลาย (Systemic Vascular Resistance) เมื่อใดก็ตามที่ปัจจัยเหล่านี้เสียสมดุล จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ทางการแพทย์แบ่งสาเหตุของโรคออกเป็น 2 ประเภทหลักดังนี้

1. ความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ (Primary or Essential Hypertension)

เป็นชนิดที่พบมากที่สุดในผู้ใหญ่ (ประมาณร้อยละ 90-95 ของผู้ป่วยทั้งหมด) โดยไม่มีสาเหตุทางกายวิภาคหรือโรคอื่นซ่อนอยู่อย่างชัดเจน แต่เกิดจากปัจจัยร่วมหลายประการ ได้แก่:

  • พันธุกรรม (Genetics): ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจน
  • อายุและเพศ (Age and Gender): ผนังหลอดเลือดจะสูญเสียความยืดหยุ่นและแข็งตัวขึ้น (Arteriosclerosis) ตามอายุที่เพิ่มขึ้น
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต (Lifestyle Factors): การบริโภคโซเดียม (เกลือ) สูงเกินไป, ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน, การขาดการออกกำลังกาย, การสูบบุหรี่, และการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
  • ความเครียดเรื้อรัง (Chronic Stress): กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) ให้ทำงานมากเกินไป ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัวและหัวใจเต้นเร็วขึ้น

2. ความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ (Secondary Hypertension)

เป็นภาวะความดันโลหิตสูงที่มีสาเหตุมาจากโรคหรือความผิดปกติของอวัยวะอื่นในร่างกาย พบได้ประมาณร้อยละ 5-10 ในผู้ใหญ่ แต่เป็นสาเหตุหลักที่พบมากที่สุดในผู้ป่วยเด็กและทารก ซึ่งกลไกการเกิดโรคมีดังนี้:

  • โรคไต (Renal Diseases): เช่น โรคไตอักเสบเรื้อรัง (Glomerulonephritis), ภาวะหลอดเลือดแดงที่ไตตีบ (Renal Artery Stenosis) ซึ่งจะไปกระตุ้นระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน-อัลโดสเตอโรน (Renin-Angiotensin-Aldosterone System - RAAS) ทำให้ร่างกายกักน้ำและโซเดียม ส่งผลให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
  • โรคของระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine Disorders): เช่น โรคคุชชิง (Cushing's Syndrome), เนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมา (Pheochromocytoma) ซึ่งหลั่งสารแคทีโคลามีน (Catecholamines) ออกมาปริมาณมาก กระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวอย่างรุนแรง
  • ความผิดปกติของหลอดเลือดแต่กำเนิด (Congenital Vascular Anomalies): เช่น โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบแคบ (Coarctation of the Aorta) ซึ่งมักพบในเด็กและวัยรุ่น
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea - OSA): ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนเป็นระยะในช่วงกลางคืน กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกให้ทำงานหนัก ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงและควบคุมได้ยาก

ระยะของโรคและการแบ่งเกณฑ์ความรุนแรงทางการแพทย์

การจัดระดับความรุนแรงของความดันโลหิตในผู้ใหญ่ตามเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์สากล มีการแบ่งออกเป็นระดับเพื่อกำหนดแนวทางการรักษาดังนี้:

  • ความดันโลหิตปกติ (Normal Blood Pressure): ตัวบน (Systolic) น้อยกว่า 120 mmHg และ ตัวล่าง (Diastolic) น้อยกว่า 80 mmHg
  • ความดันโลหิตเริ่มสูง (Elevated Blood Pressure): ตัวบน 120-129 mmHg และ ตัวล่างน้อยกว่า 80 mmHg (ระยะนี้ยังไม่จัดเป็นโรค แต่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม)
  • ความดันโลหิตสูงขั้นที่ 1 (Stage 1 Hypertension): ตัวบน 130-139 mmHg หรือ ตัวล่าง 80-89 mmHg
  • ความดันโลหิตสูงขั้นที่ 2 (Stage 2 Hypertension): ตัวบนตั้งแต่ 140 mmHg ขึ้นไป หรือ ตัวล่างตั้งแต่ 90 mmHg ขึ้นไป
  • ภาวะความดันโลหิตสูงวิกฤต (Hypertensive Crisis): ตัวบนสูงเกิน 180 mmHg หรือ ตัวล่างสูงเกิน 120 mmHg ซึ่งเป็นภาวะอันตรายสูงสุด
ข้อควรระวังทางการแพทย์สำหรับกุมารเวชศาสตร์: ในเด็กและทารก การวินิจฉัยความดันโลหิตสูงจะไม่ใช้เกณฑ์ตัวเลขคงที่แบบผู้ใหญ่ แต่แพทย์จะเทียบกับค่าเปอร์เซ็นไทล์ (Percentile) ตามอายุ เพศ และส่วนสูงของเด็ก หากค่าความดันโลหิตสูงกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95 (95th Percentile) จากการวัดอย่างน้อย 3 ครั้ง จะถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงในเด็ก ซึ่งต้องรีบหาสาเหตุทุติยภูมิทันที

สัญญาณเตือนอันตรายและอาการ Red Flags ที่ต้องไปโรงพยาบาลด่วนที่สุด

แม้ว่าโรคนี้จะไม่มีอาการในระยะแรก แต่เมื่อใดก็ตามที่ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนเข้าสู่ภาวะวิกฤต (Hypertensive Crisis) ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนภัยอันตรายที่แสดงถึงการบาดเจ็บของอวัยวะสำคัญ หากพบอาการเหล่านี้แม้เพียงอาการเดียว ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีโดยไม่ควรรอช้า:

1. อาการทางสมองและระบบประสาท (Neurological Emergency)

  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรงเฉียบพลัน (Severe Acute Headache): มักปวดบริเวณท้ายทอย ปวดตุบๆ และไม่ทุเลาลงหลังรับประทานยาแก้ปวดทั่วไป
  • อาการทางสายตา (Visual Disturbances): ตามัวลงเฉียบพลัน มองเห็นภาพซ้อน (Diplopia) หรือตาบอดชั่วขณะ เนื่องจากมีความดันสูงในจอประสาทตา (Hypertensive Retinopathy) หรือสมองส่วนการรับภาพบวมน้ำ
  • อาการของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Symptoms): สังเกตตามหลัก FAST คือ หน้าเบี้ยว มุมปากตก (Face drooping), แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ยกไม่ขึ้น (Arm weakness), พูดไม่ชัด พูดไม่ออก หรือสับสน (Speech difficulty), และต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที (Time to call emergency)
  • อาการชักหรือหมดสติ (Seizures or Altered Mental Status): เกิดจากภาวะสมองบวมจากความดันโลหิตที่สูงเกินขีดจำกัดการควบคุมของหลอดเลือดสมอง (Hypertensive Encephalopathy)

2. อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Emergency)

  • เจ็บแน่นหน้าอก (Chest Pain): ปวดเหมือนมีอะไรมาทับหนักๆ อาจร้าวไปที่กราม ไหล่ หรือแขนซ้าย แสดงถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือปวดเจ็บแปล๊บทะลุไปที่หลัง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด (Aortic Dissection) ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก
  • หายใจหอบเหนื่อยเฉียบพลัน (Severe Dyspnea): ไม่สามารถนอนราบได้ ต้องนั่งชันเข่าหรือลุกขึ้นมาหอบกลางดึก เนื่องจากหัวใจห้องล่างซ้ายล้มเหลวเฉียบพลัน ส่งผลให้มีน้ำท่วมปอด (Acute Pulmonary Edema)

3. สัญญาณเตือนอันตรายในผู้ป่วยเด็กและทารก (Pediatric Red Flags)

เด็กมักไม่สามารถอธิบายอาการปวดศีรษะหรือเจ็บหน้าอกได้ชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่ พ่อแม่และผู้ดูแลจึงต้องสังเกตอาการแสดงดังต่อไปนี้อย่างใกล้ชิด:

  • ในทารก: มีอาการร้องกวนงอแงผิดปกติโดยหาสาเหตุไม่ได้, ซึมลง, ไม่ยอมดูดนม, หายใจเร็วกว่าปกติ, ตัวเขียว หรือมีอาการเกร็งชัก
  • ในเด็กโต: บ่นเวียนศีรษะ ปวดศีรษะบ่อยๆ, เลือดกำเดาไหลโดยไม่มีการกระทบกระเทือน, อาเจียนโดยไม่มีสาเหตุ, เหนื่อยง่ายขณะออกกำลังกาย หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis & Investigation)

เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะดำเนินการประเมินและตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อยืนยันภาวะความดันโลหิตสูง ประเมินความเสียหายของอวัยวะปลายทาง และค้นหาสาเหตุแฝง โดยมีขั้นตอนดังนี้:

1. การวัดความดันโลหิตอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน (Accurate Blood Pressure Measurement)

การวัดความดันต้องทำในขณะที่ผู้ป่วยนั่งพักอย่างน้อย 5 นาที เท้าทั้งสองข้างวางราบกับพื้น ต้นแขนอยู่ในระดับเดียวกับหัวใจ และต้องใช้ขนาดของผ้าพันแขน (Cuff) ที่เหมาะสมกับขนาดแขนของผู้ป่วย โดยเฉพาะในเด็ก หากใช้ขนาดที่เล็กเกินไปจะทำให้ค่าที่ได้สูงกว่าความเป็นจริง (Overestimation) หรือหากจำเป็น แพทย์อาจส่งตรวจวัดความดันโลหิตต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (Ambulatory Blood Pressure Monitoring - ABPM) เพื่อคัดกรองภาวะตื่นเต้นเมื่อเจอแพทย์ (White-coat Hypertension)

2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ (Laboratory & Diagnostic Tests)

  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เพื่อหาภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ (Proteinuria) หรือเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของโรคไตอักเสบหรือไตเสื่อมจากความดันโลหิตสูง
  • การตรวจเลือด (Blood Chemistry): ตรวจวัดค่าครีอะตินีน (Creatinine) และอัตราการกรองของไต (eGFR), ตรวจระดับเกลือแร่ในเลือด (Electrolytes) เช่น โพแทสเซียม ซึ่งหากต่ำอาจบ่งชี้ถึงโรคต่อมหมวกไตโต, และตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจรวม
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram - ECG): เพื่อค้นหาภาวะหัวใจห้องล่างซ้ายโต (Left Ventricular Hypertrophy - LVH) หรือภาวะหัวใจขาดเลือด
  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography): ช่วยประเมินโครงสร้างและการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างละเอียด โดยเฉพาะในเด็กเพื่อตรวจหาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบแคบ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Evidence-Based Medical Treatment)

การรักษาโรคความดันโลหิตสูงมีเป้าหมายสูงสุดคือการลดอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนและการเสียชีวิต โดยแผนการรักษาจะผสมผสานระหว่างการใช้ยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตอย่างเคร่งครัด

1. การรักษาด้วยยาควบคุมความดันโลหิต (Pharmacotherapy)

แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ยาตามข้อบ่งชี้เฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงอายุ โรคร่วม และผลข้างเคียงของยา กลุ่มยาหลักที่ใช้บ่อยได้แก่:

  • ยากลุ่มต้านแองจิโอเทนซิน (ACE Inhibitors / ARBs): เช่น Enalapril, Losartan มีประสิทธิภาพดีในการปกป้องไตและหัวใจ มักเลือกใช้เป็นตัวแรกในผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวานหรือโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย
  • ยากลุ่มปิดกั้นช่องแคลเซียม (Calcium Channel Blockers - CCBs): เช่น Amlodipine ทำหน้าที่ขยายหลอดเลือดแดงส่วนปลาย ช่วยลดความดันโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ยาขับปัสสาวะ (Diuretics): เช่น Hydrochlorothiazide ช่วยขับน้ำและโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย
  • ยากลุ่มปิดกั้นเบต้า (Beta-blockers): เช่น Atenolol, Metoprolol ใช้ในกรณีที่มีโรคหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะร่วมด้วย

2. แนวทางการดูแลและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่บ้าน (Lifestyle Modifications)

การดูแลตัวเองที่บ้านเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้การรักษาประสบความสำเร็จสูงสุด และในผู้ป่วยบางรายที่มีความดันโลหิตสูงระยะเริ่มต้น อาจควบคุมความดันได้โดยไม่ต้องใช้ยา:

  • การควบคุมอาหารแบบ DASH Diet (Dietary Approaches to Stop Hypertension): เน้นการรับประทานใยอาหารสูงจากผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง และจำกัดการบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (ประมาณเกลือแกง 1 ช้อนชา)
  • การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardiovascular Exercise) เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ หรือว่ายน้ำ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
  • การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน: รักษารูดัชนีมวลกาย (BMI) ให้อยู่ระหว่าง 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และควบคุมเส้นรอบเอวไม่ให้เกินเกณฑ์
  • งดการสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: สารนิโคตินในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดตัวทันทีและทำลายผนังหลอดเลือดในระยะยาว

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แพทย์จึงขอเตือนข้อควรระวังและสิ่งต้องห้ามดังต่อไปนี้:

ข้อควรระวังและสิ่งต้องห้ามทางการแพทย์:
  • ห้ามหยุดยาหรือปรับขนาดยาเองเด็ดขาด: ผู้ป่วยหลายคนเมื่อวัดความดันที่บ้านแล้วพบว่าปกติ มักเข้าใจผิดว่าโรคหายแล้วและหยุดยาเอง การหยุดยาทันทีอาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเฉียบพลัน (Rebound Hypertension) จนเกิดเส้นเลือดในสมองแตกได้
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ทานเอง: ยาแก้ปวดข้อและกล้ามเนื้ออักเสบ เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac มีฤทธิ์ทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำและเกลือ และทำให้หลอดเลือดหดตัว ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและลดประสิทธิภาพของยาลดความดัน
  • ระวังยาลดน้ำมูกบางชนิด: ยาแก้แพ้ลดน้ำมูกที่มีส่วนผสมของสารหดหลอดเลือด เช่น Pseudoephedrine หรือ Phenylephrine มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก ทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
  • หลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรหรืออาหารเสริมที่ไม่มีการรับรอง: สมุนไพรบางชนิดอาจเกิดปฏิกิริยากับยาลดความดันโลหิต ส่งผลให้ยาไม่ได้ผลหรือออกฤทธิ์มากเกินไปจนความดันตกขั้นวิกฤต

การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพหลอดเลือดในระยะยาว

การป้องกันโรคความดันโลหิตสูงเป็นกระบวนการที่ต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้:

  • การตรวจคัดกรองความดันโลหิตประจำปี: แนะนำให้ผู้ใหญ่ทุกคนตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และสำหรับเด็กทั่วไป แนะนำให้เริ่มตรวจวัดความดันโลหิตตั้งแต่อายุ 3 ปีขึ้นไปเมื่อไปตรวจสุขภาพประจำปี
  • การฝึกทักษะการจัดการความเครียด: เช่น การทำสมาธิ ฝึกโยคะ หรือการบำบัดทางจิตวิทยา เพื่อลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่คอยกระตุ้นหลอดเลือด
  • การส่งเสริมโภชนาการที่ดีในครอบครัว: ฝึกให้เด็กรับประทานอาหารรสจืด ไม่ติดเค็ม หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และขนมขบเคี้ยวที่มีโซเดียมสูง เพื่อป้องกันไม่ให้ต่อมรับรสของเด็กติดรสเค็มตั้งแต่เยาว์วัย

กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติฉุกเฉินสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

แนวทางรับมือเมื่อพบความดันโลหิตพุ่งสูงเฉียบพลันที่บ้าน

หากทำการวัดความดันโลหิตที่บ้านแล้วพบว่ามีค่าสูงเกิน 180/120 mmHg ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้อย่างมีสติ:

  1. นั่งพักในบรรยากาศที่เงียบสงบ: หยุดทำกิจกรรมทุกอย่าง เอนหลังพิงเก้าอี้ หายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ เป็นเวลา 5-10 นาที ห้ามตื่นตระหนกเพราะความวิตกกังวลจะยิ่งทำให้ความดันสูงขึ้น
  2. ทำการวัดซ้ำอีกครั้ง: หากวัดซ้ำแล้วค่ายังคงสูงเกิน 180/120 mmHg ให้สังเกตอาการร่วมอย่างละเอียด
  3. ประเมินอาการร่วม (Red Flags): มีอาการปวดศีรษะรุนแรง แน่นหน้าอก หายใจเหนื่อย ตาพร่ามัว หรือแขนขาอ่อนแรงร่วมด้วยหรือไม่
  4. ขั้นตอนการปฏิบัติตัว:
    • กรณีไม่มีอาการผิดปกติร่วมด้วย (Hypertensive Urgency): ให้โทรศัพท์ปรึกษาแพทย์ประจำตัวหรือพยาบาลส่วนงานที่ดูแล เพื่อปรับเปลี่ยนขนาดยาตามคำแนะนำ และนัดหมายพบแพทย์โดยเร็ว
    • กรณีมีอาการผิดปกติร่วมด้วยแม้เพียงอย่างเดียว (Hypertensive Emergency): ห้ามรับประทานยาลดความดันเพิ่มเองเด็ดขาด ให้โทรศัพท์เรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน (สายด่วน 1669) หรือนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีเพื่อรับยาลดความดันชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำในห้องไอซียู
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down