ภัยเงียบที่คุกคามทุกช่วงวัย: ความดันโลหิตสูงอันตรายไหม
ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นหนึ่งในปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดในโลกและประเทศไทย เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่ค่อยแสดงอาการในระยะแรก จนได้รับฉายาทางการแพทย์ว่า "เพชฌฆาตเงียบ (The Silent Killer)" ผู้ป่วยจำนวนมากดำเนินชีวิตตามปกติโดยไม่ทราบว่าระบบหลอดเลือดและหัวใจกำลังถูกทำลายอย่างช้าๆ จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงแก่ชีวิต เช่น โรคหลอดเลือดสมองอุดตันหรือแตก (Stroke) และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Myocardial Infarction)
คำถามที่ว่า ความดันโลหิตสูงอันตรายไหม: สังเกตอาการเตือนและทำความเข้าใจความรุนแรงของโรคอย่างไร เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องรู้ ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทาง สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ โรคความดันโลหิตสูงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ในปัจจุบันพบอุบัติการณ์ของโรคนี้ในเด็กและวัยรุ่น (Pediatric Hypertension) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมักมีสาเหตุแฝงที่อันตรายและต้องการการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทันท่วงที การปล่อยให้ความดันโลหิตสูงเป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้รับการรักษา จะส่งผลเสียต่ออวัยวะเป้าหมาย (End-organ Damage) ได้แก่ สมอง หัวใจ ไต ตา และหลอดเลือดแดงใหญ่ทั่วร่างกาย
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคความดันโลหิตสูง (Causes & Pathophysiology)
กลไกการควบคุมความดันโลหิตในร่างกายมนุษย์มีความซับซ้อน โดยขึ้นอยู่กับแรงบีบตัวของหัวใจ (Cardiac Output) และแรงต้านทานของหลอดเลือดส่วนปลาย (Systemic Vascular Resistance) เมื่อใดก็ตามที่ปัจจัยเหล่านี้เสียสมดุล จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ทางการแพทย์แบ่งสาเหตุของโรคออกเป็น 2 ประเภทหลักดังนี้
1. ความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ (Primary or Essential Hypertension)
เป็นชนิดที่พบมากที่สุดในผู้ใหญ่ (ประมาณร้อยละ 90-95 ของผู้ป่วยทั้งหมด) โดยไม่มีสาเหตุทางกายวิภาคหรือโรคอื่นซ่อนอยู่อย่างชัดเจน แต่เกิดจากปัจจัยร่วมหลายประการ ได้แก่:
- พันธุกรรม (Genetics): ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปอย่างชัดเจน
- อายุและเพศ (Age and Gender): ผนังหลอดเลือดจะสูญเสียความยืดหยุ่นและแข็งตัวขึ้น (Arteriosclerosis) ตามอายุที่เพิ่มขึ้น
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต (Lifestyle Factors): การบริโภคโซเดียม (เกลือ) สูงเกินไป, ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน, การขาดการออกกำลังกาย, การสูบบุหรี่, และการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
- ความเครียดเรื้อรัง (Chronic Stress): กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) ให้ทำงานมากเกินไป ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัวและหัวใจเต้นเร็วขึ้น
2. ความดันโลหิตสูงชนิดทุติยภูมิ (Secondary Hypertension)
เป็นภาวะความดันโลหิตสูงที่มีสาเหตุมาจากโรคหรือความผิดปกติของอวัยวะอื่นในร่างกาย พบได้ประมาณร้อยละ 5-10 ในผู้ใหญ่ แต่เป็นสาเหตุหลักที่พบมากที่สุดในผู้ป่วยเด็กและทารก ซึ่งกลไกการเกิดโรคมีดังนี้:
- โรคไต (Renal Diseases): เช่น โรคไตอักเสบเรื้อรัง (Glomerulonephritis), ภาวะหลอดเลือดแดงที่ไตตีบ (Renal Artery Stenosis) ซึ่งจะไปกระตุ้นระบบเรนิน-แองจิโอเทนซิน-อัลโดสเตอโรน (Renin-Angiotensin-Aldosterone System - RAAS) ทำให้ร่างกายกักน้ำและโซเดียม ส่งผลให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
- โรคของระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine Disorders): เช่น โรคคุชชิง (Cushing's Syndrome), เนื้องอกต่อมหมวกไตชนิดฟีโอโครโมไซโตมา (Pheochromocytoma) ซึ่งหลั่งสารแคทีโคลามีน (Catecholamines) ออกมาปริมาณมาก กระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวอย่างรุนแรง
- ความผิดปกติของหลอดเลือดแต่กำเนิด (Congenital Vascular Anomalies): เช่น โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบแคบ (Coarctation of the Aorta) ซึ่งมักพบในเด็กและวัยรุ่น
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea - OSA): ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนเป็นระยะในช่วงกลางคืน กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกให้ทำงานหนัก ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงและควบคุมได้ยาก
ระยะของโรคและการแบ่งเกณฑ์ความรุนแรงทางการแพทย์
การจัดระดับความรุนแรงของความดันโลหิตในผู้ใหญ่ตามเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์สากล มีการแบ่งออกเป็นระดับเพื่อกำหนดแนวทางการรักษาดังนี้:
- ความดันโลหิตปกติ (Normal Blood Pressure): ตัวบน (Systolic) น้อยกว่า 120 mmHg และ ตัวล่าง (Diastolic) น้อยกว่า 80 mmHg
- ความดันโลหิตเริ่มสูง (Elevated Blood Pressure): ตัวบน 120-129 mmHg และ ตัวล่างน้อยกว่า 80 mmHg (ระยะนี้ยังไม่จัดเป็นโรค แต่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม)
- ความดันโลหิตสูงขั้นที่ 1 (Stage 1 Hypertension): ตัวบน 130-139 mmHg หรือ ตัวล่าง 80-89 mmHg
- ความดันโลหิตสูงขั้นที่ 2 (Stage 2 Hypertension): ตัวบนตั้งแต่ 140 mmHg ขึ้นไป หรือ ตัวล่างตั้งแต่ 90 mmHg ขึ้นไป
- ภาวะความดันโลหิตสูงวิกฤต (Hypertensive Crisis): ตัวบนสูงเกิน 180 mmHg หรือ ตัวล่างสูงเกิน 120 mmHg ซึ่งเป็นภาวะอันตรายสูงสุด
สัญญาณเตือนอันตรายและอาการ Red Flags ที่ต้องไปโรงพยาบาลด่วนที่สุด
แม้ว่าโรคนี้จะไม่มีอาการในระยะแรก แต่เมื่อใดก็ตามที่ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนเข้าสู่ภาวะวิกฤต (Hypertensive Crisis) ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนภัยอันตรายที่แสดงถึงการบาดเจ็บของอวัยวะสำคัญ หากพบอาการเหล่านี้แม้เพียงอาการเดียว ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีโดยไม่ควรรอช้า:
1. อาการทางสมองและระบบประสาท (Neurological Emergency)
- ปวดศีรษะอย่างรุนแรงเฉียบพลัน (Severe Acute Headache): มักปวดบริเวณท้ายทอย ปวดตุบๆ และไม่ทุเลาลงหลังรับประทานยาแก้ปวดทั่วไป
- อาการทางสายตา (Visual Disturbances): ตามัวลงเฉียบพลัน มองเห็นภาพซ้อน (Diplopia) หรือตาบอดชั่วขณะ เนื่องจากมีความดันสูงในจอประสาทตา (Hypertensive Retinopathy) หรือสมองส่วนการรับภาพบวมน้ำ
- อาการของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Symptoms): สังเกตตามหลัก FAST คือ หน้าเบี้ยว มุมปากตก (Face drooping), แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ยกไม่ขึ้น (Arm weakness), พูดไม่ชัด พูดไม่ออก หรือสับสน (Speech difficulty), และต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที (Time to call emergency)
- อาการชักหรือหมดสติ (Seizures or Altered Mental Status): เกิดจากภาวะสมองบวมจากความดันโลหิตที่สูงเกินขีดจำกัดการควบคุมของหลอดเลือดสมอง (Hypertensive Encephalopathy)
2. อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Emergency)
- เจ็บแน่นหน้าอก (Chest Pain): ปวดเหมือนมีอะไรมาทับหนักๆ อาจร้าวไปที่กราม ไหล่ หรือแขนซ้าย แสดงถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือปวดเจ็บแปล๊บทะลุไปที่หลัง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด (Aortic Dissection) ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก
- หายใจหอบเหนื่อยเฉียบพลัน (Severe Dyspnea): ไม่สามารถนอนราบได้ ต้องนั่งชันเข่าหรือลุกขึ้นมาหอบกลางดึก เนื่องจากหัวใจห้องล่างซ้ายล้มเหลวเฉียบพลัน ส่งผลให้มีน้ำท่วมปอด (Acute Pulmonary Edema)
3. สัญญาณเตือนอันตรายในผู้ป่วยเด็กและทารก (Pediatric Red Flags)
เด็กมักไม่สามารถอธิบายอาการปวดศีรษะหรือเจ็บหน้าอกได้ชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่ พ่อแม่และผู้ดูแลจึงต้องสังเกตอาการแสดงดังต่อไปนี้อย่างใกล้ชิด:
- ในทารก: มีอาการร้องกวนงอแงผิดปกติโดยหาสาเหตุไม่ได้, ซึมลง, ไม่ยอมดูดนม, หายใจเร็วกว่าปกติ, ตัวเขียว หรือมีอาการเกร็งชัก
- ในเด็กโต: บ่นเวียนศีรษะ ปวดศีรษะบ่อยๆ, เลือดกำเดาไหลโดยไม่มีการกระทบกระเทือน, อาเจียนโดยไม่มีสาเหตุ, เหนื่อยง่ายขณะออกกำลังกาย หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างชัดเจน
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis & Investigation)
เมื่อผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะดำเนินการประเมินและตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อยืนยันภาวะความดันโลหิตสูง ประเมินความเสียหายของอวัยวะปลายทาง และค้นหาสาเหตุแฝง โดยมีขั้นตอนดังนี้:
1. การวัดความดันโลหิตอย่างถูกต้องตามมาตรฐาน (Accurate Blood Pressure Measurement)
การวัดความดันต้องทำในขณะที่ผู้ป่วยนั่งพักอย่างน้อย 5 นาที เท้าทั้งสองข้างวางราบกับพื้น ต้นแขนอยู่ในระดับเดียวกับหัวใจ และต้องใช้ขนาดของผ้าพันแขน (Cuff) ที่เหมาะสมกับขนาดแขนของผู้ป่วย โดยเฉพาะในเด็ก หากใช้ขนาดที่เล็กเกินไปจะทำให้ค่าที่ได้สูงกว่าความเป็นจริง (Overestimation) หรือหากจำเป็น แพทย์อาจส่งตรวจวัดความดันโลหิตต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (Ambulatory Blood Pressure Monitoring - ABPM) เพื่อคัดกรองภาวะตื่นเต้นเมื่อเจอแพทย์ (White-coat Hypertension)
2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ (Laboratory & Diagnostic Tests)
- การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เพื่อหาภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ (Proteinuria) หรือเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของโรคไตอักเสบหรือไตเสื่อมจากความดันโลหิตสูง
- การตรวจเลือด (Blood Chemistry): ตรวจวัดค่าครีอะตินีน (Creatinine) และอัตราการกรองของไต (eGFR), ตรวจระดับเกลือแร่ในเลือด (Electrolytes) เช่น โพแทสเซียม ซึ่งหากต่ำอาจบ่งชี้ถึงโรคต่อมหมวกไตโต, และตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจรวม
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram - ECG): เพื่อค้นหาภาวะหัวใจห้องล่างซ้ายโต (Left Ventricular Hypertrophy - LVH) หรือภาวะหัวใจขาดเลือด
- การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography): ช่วยประเมินโครงสร้างและการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างละเอียด โดยเฉพาะในเด็กเพื่อตรวจหาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบแคบ
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Evidence-Based Medical Treatment)
การรักษาโรคความดันโลหิตสูงมีเป้าหมายสูงสุดคือการลดอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนและการเสียชีวิต โดยแผนการรักษาจะผสมผสานระหว่างการใช้ยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตอย่างเคร่งครัด
1. การรักษาด้วยยาควบคุมความดันโลหิต (Pharmacotherapy)
แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ยาตามข้อบ่งชี้เฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงอายุ โรคร่วม และผลข้างเคียงของยา กลุ่มยาหลักที่ใช้บ่อยได้แก่:
- ยากลุ่มต้านแองจิโอเทนซิน (ACE Inhibitors / ARBs): เช่น Enalapril, Losartan มีประสิทธิภาพดีในการปกป้องไตและหัวใจ มักเลือกใช้เป็นตัวแรกในผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวานหรือโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย
- ยากลุ่มปิดกั้นช่องแคลเซียม (Calcium Channel Blockers - CCBs): เช่น Amlodipine ทำหน้าที่ขยายหลอดเลือดแดงส่วนปลาย ช่วยลดความดันโลหิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ยาขับปัสสาวะ (Diuretics): เช่น Hydrochlorothiazide ช่วยขับน้ำและโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย
- ยากลุ่มปิดกั้นเบต้า (Beta-blockers): เช่น Atenolol, Metoprolol ใช้ในกรณีที่มีโรคหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะร่วมด้วย
2. แนวทางการดูแลและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่บ้าน (Lifestyle Modifications)
การดูแลตัวเองที่บ้านเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้การรักษาประสบความสำเร็จสูงสุด และในผู้ป่วยบางรายที่มีความดันโลหิตสูงระยะเริ่มต้น อาจควบคุมความดันได้โดยไม่ต้องใช้ยา:
- การควบคุมอาหารแบบ DASH Diet (Dietary Approaches to Stop Hypertension): เน้นการรับประทานใยอาหารสูงจากผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง และจำกัดการบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (ประมาณเกลือแกง 1 ช้อนชา)
- การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (Cardiovascular Exercise) เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ หรือว่ายน้ำ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน: รักษารูดัชนีมวลกาย (BMI) ให้อยู่ระหว่าง 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และควบคุมเส้นรอบเอวไม่ให้เกินเกณฑ์
- งดการสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: สารนิโคตินในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดหดตัวทันทีและทำลายผนังหลอดเลือดในระยะยาว
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ แพทย์จึงขอเตือนข้อควรระวังและสิ่งต้องห้ามดังต่อไปนี้:
- ห้ามหยุดยาหรือปรับขนาดยาเองเด็ดขาด: ผู้ป่วยหลายคนเมื่อวัดความดันที่บ้านแล้วพบว่าปกติ มักเข้าใจผิดว่าโรคหายแล้วและหยุดยาเอง การหยุดยาทันทีอาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเฉียบพลัน (Rebound Hypertension) จนเกิดเส้นเลือดในสมองแตกได้
- หลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ทานเอง: ยาแก้ปวดข้อและกล้ามเนื้ออักเสบ เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac มีฤทธิ์ทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำและเกลือ และทำให้หลอดเลือดหดตัว ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและลดประสิทธิภาพของยาลดความดัน
- ระวังยาลดน้ำมูกบางชนิด: ยาแก้แพ้ลดน้ำมูกที่มีส่วนผสมของสารหดหลอดเลือด เช่น Pseudoephedrine หรือ Phenylephrine มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก ทำให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
- หลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรหรืออาหารเสริมที่ไม่มีการรับรอง: สมุนไพรบางชนิดอาจเกิดปฏิกิริยากับยาลดความดันโลหิต ส่งผลให้ยาไม่ได้ผลหรือออกฤทธิ์มากเกินไปจนความดันตกขั้นวิกฤต
การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพหลอดเลือดในระยะยาว
การป้องกันโรคความดันโลหิตสูงเป็นกระบวนการที่ต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก เพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควร โดยมีแนวทางปฏิบัติดังนี้:
- การตรวจคัดกรองความดันโลหิตประจำปี: แนะนำให้ผู้ใหญ่ทุกคนตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และสำหรับเด็กทั่วไป แนะนำให้เริ่มตรวจวัดความดันโลหิตตั้งแต่อายุ 3 ปีขึ้นไปเมื่อไปตรวจสุขภาพประจำปี
- การฝึกทักษะการจัดการความเครียด: เช่น การทำสมาธิ ฝึกโยคะ หรือการบำบัดทางจิตวิทยา เพื่อลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียดที่คอยกระตุ้นหลอดเลือด
- การส่งเสริมโภชนาการที่ดีในครอบครัว: ฝึกให้เด็กรับประทานอาหารรสจืด ไม่ติดเค็ม หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และขนมขบเคี้ยวที่มีโซเดียมสูง เพื่อป้องกันไม่ให้ต่อมรับรสของเด็กติดรสเค็มตั้งแต่เยาว์วัย
กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติฉุกเฉินสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล
แนวทางรับมือเมื่อพบความดันโลหิตพุ่งสูงเฉียบพลันที่บ้าน
หากทำการวัดความดันโลหิตที่บ้านแล้วพบว่ามีค่าสูงเกิน 180/120 mmHg ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้อย่างมีสติ:
- นั่งพักในบรรยากาศที่เงียบสงบ: หยุดทำกิจกรรมทุกอย่าง เอนหลังพิงเก้าอี้ หายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ เป็นเวลา 5-10 นาที ห้ามตื่นตระหนกเพราะความวิตกกังวลจะยิ่งทำให้ความดันสูงขึ้น
- ทำการวัดซ้ำอีกครั้ง: หากวัดซ้ำแล้วค่ายังคงสูงเกิน 180/120 mmHg ให้สังเกตอาการร่วมอย่างละเอียด
- ประเมินอาการร่วม (Red Flags): มีอาการปวดศีรษะรุนแรง แน่นหน้าอก หายใจเหนื่อย ตาพร่ามัว หรือแขนขาอ่อนแรงร่วมด้วยหรือไม่
- ขั้นตอนการปฏิบัติตัว:
- กรณีไม่มีอาการผิดปกติร่วมด้วย (Hypertensive Urgency): ให้โทรศัพท์ปรึกษาแพทย์ประจำตัวหรือพยาบาลส่วนงานที่ดูแล เพื่อปรับเปลี่ยนขนาดยาตามคำแนะนำ และนัดหมายพบแพทย์โดยเร็ว
- กรณีมีอาการผิดปกติร่วมด้วยแม้เพียงอย่างเดียว (Hypertensive Emergency): ห้ามรับประทานยาลดความดันเพิ่มเองเด็ดขาด ให้โทรศัพท์เรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน (สายด่วน 1669) หรือนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีเพื่อรับยาลดความดันชนิดฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำในห้องไอซียู