ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความสำคัญทางการแพทย์และภาพรวมของภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของสตรีมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาอย่างมหาศาลเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดยเฉพาะกลุ่มโรคความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (Hypertensive Disorders of Pregnancy) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตและทุพพลภาพของทั้งมารดาและทารกทั่วโลก จากสถิติทางการแพทย์พบว่าภาวะนี้เกิดขึ้นในสตรีตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 5 ถึง 10 ทั่วโลก และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามปัจจัยทางอายุของมารดาที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุมากและการเพิ่มขึ้นของภาวะอ้วนในประชากร

ในมุมมองของกุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางด้านทารกแรกเกิด ภาวะนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อมารดาเพียงอย่างเดียว แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทารกในครรภ์ ทำให้เกิดภาวะทารกโตช้าในครรภ์ (Intrauterine Growth Restriction หรือ IUGR) การคลอดก่อนกำหนด (Preterm Birth) ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (Placental Abruptio) ไปจนถึงการเสียชีวิตของทารกในครรภ์หรือแรกเกิด ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์: ภาวะครรภ์เป็นพิษ จึงเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนที่สตรีตั้งครรภ์และครอบครัวต้องรู้เท่าทันเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ข้อมูลทางการแพทย์น่ารู้: กลุ่มโรคความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์สามารถจำแนกออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามเกณฑ์ของสมาคมสูตินรีแพทย์อเมริกัน (ACOG) ได้แก่ ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง (Chronic Hypertension), ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (Gestational Hypertension), ภาวะครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia และ Eclampsia) และภาวะครรภ์เป็นพิษแทรกซ้อนบนความดันโลหิตสูงเรื้อรัง (Superimposed Preeclampsia on Chronic Hypertension)

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคในระดับสรีรวิทยา

กลไกการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะภาวะครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและยังคงเป็นหัวข้อวิจัยที่สำคัญในปัจจุบัน แต่ต้นตอหลักที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์คือ ความผิดปกติในการฝังตัวของรก (Abnormal Placentation) ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์

ในภาวะการตั้งครรภ์ปกติ เซลล์เนื้อเยื่อรก (Trophoblasts) จะแทรกซึมเข้าไปในผนังมดลูกเพื่อปรับสภาพหลอดเลือดแดงของแม่ (Spiral Arteries) ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีแรงต้านทานต่ำ เพื่อส่งผ่านเลือด ออกซิเจน และสารอาหารไปยังทารกได้อย่างสะดวก แต่ในสตรีที่เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ กระบวนการนี้จะเกิดความบกพร่อง หลอดเลือดแดงไม่ขยายตัวและมีขนาดเล็ก ส่งผลให้เกิดภาวะรกขาดเลือดและออกซิเจน (Placental Ischemia)

เมื่อรกขาดเลือด จะเกิดการหลั่งสารชีวเคมีและโปรตีนบางชนิดเข้าสู่กระแสเลือดของแม่ เช่น Soluble fms-like tyrosine kinase-1 (sFlt-1) และ Soluble Endoglin (sEng) สารเหล่านี้จะเข้าไปทำลายและทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์บุผนังหลอดเลือดทั่วร่างกายของแม่ (Systemic Endothelial Dysfunction) ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัวทั่วร่างกาย แรงต้านทานในหลอดเลือดสูงขึ้น เกิดภาวะความดันโลหิตสูง และเพิ่มการรั่วไหลของโปรตีนออกนอกหลอดเลือด นำไปสู่การทำงานของอวัยวะสำคัญล้มเหลว เช่น ไต ตับ สมอง และระบบโลหิตวิทยา

ปัจจัยเสี่ยงทางการแพทย์ที่เพิ่มโอกาสเกิดโรค

  • ประวัติทางการแพทย์: เคยมีประวัติครรภ์เป็นพิษในครรภ์ก่อน หรือมีประวัติคนในครอบครัวสายตรง (มารดาหรือพี่สาวน้องสาว) เป็นภาวะนี้
  • โรคประจำตัวก่อนตั้งครรภ์: โรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง, โรคเบาหวาน, โรคไต, หรือกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคพุ่มพวง (Systemic Lupus Erythematosus หรือ SLE) และกลุ่มอาการต้านฟอสโฟลิปิด (Antiphospholipid Syndrome)
  • ปัจจัยด้านมารดา: สตรีที่ตั้งครรภ์ครั้งแรก (Nulliparity), มารดาที่มีอายุมากกว่า 35 ปี หรือน้อยกว่า 18 ปี, มารดาที่มีภาวะอ้วน (Body Mass Index หรือ BMI มากกว่า 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรก่อนตั้งครรภ์)
  • ลักษณะของการตั้งครรภ์: การตั้งครรภ์แฝด (Multiple Gestation) หรือการตั้งครรภ์ที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (In Vitro Fertilization หรือ IVF)

อาการสำคัญและการดำเนินโรค

การดำเนินโรคของภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์มักเริ่มปรากฏเด่นชัดหลังจากอายุครรภ์ได้ 20 สัปดาห์ขึ้นไป โดยสามารถแบ่งระยะและความรุนแรงของอาการออกได้ดังนี้

1. ระยะเริ่มแรก (Early Stage หรือ Gestational Hypertension)

ในระยะเริ่มต้น มารดาอาจไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แสดงออกมาภายนอกเลย สุขภาพร่างกายทั่วไปยังดูแข็งแรงดี แต่เมื่อมาตรวจครรภ์ตามนัดจะพบว่ามีค่าความดันโลหิตตัวบน (Systolic Blood Pressure) ตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป หรือความดันโลหิตตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure) ตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป โดยวัดห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ซึ่งในระยะนี้ยังตรวจไม่พบสารไข่ขาวหรือโปรตีนในปัสสาวะ (Proteinuria)

2. ระยะครรภ์เป็นพิษระดับไม่รุนแรง (Preeclampsia without Severe Features)

เป็นระยะที่ความดันโลหิตสูงร่วมกับการตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะปริมาณมากกว่าหรือเท่ากับ 300 มิลลิกรัมจากการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง หรือตรวจพบระดับโปรตีนจากแถบตรวจปัสสาวะ (Urine Dipstick) ตั้งแต่ 1+ ขึ้นไป มารดาอาจเริ่มมีอาการบวมตามร่างกาย โดยเฉพาะที่บริเวณหน้าแข้ง หลังเท้า และมือ ซึ่งอาการบวมนี้จะไม่ยุบหายไปแม้หลังการนอนพักผ่อน

3. ระยะครรภ์เป็นพิษระดับรุนแรง (Preeclampsia with Severe Features)

เป็นระยะวิกฤตที่อวัยวะต่างๆ ของร่างกายเริ่มได้รับความเสียหายจากภาวะหลอดเลือดหดตัวและขาดเลือด มารดาจะมีอาการความดันโลหิตสูงจัด โดยตัวบนตั้งแต่ 160 มิลลิเมตรปรอท หรือตัวล่างตั้งแต่ 110 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป และเริ่มแสดงอาการทางระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร และระบบไหลเวียนโลหิตอย่างชัดเจน

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ภาวะครรภ์เป็นพิษสามารถพัฒนาไปสู่ภาวะชัก (Eclampsia) ซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้โดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้าเด่นชัด ดังนั้น การเฝ้าระวังและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤตที่ต้องส่งโรงพยาบาลทันที (Red Flag Symptoms)

หากสตรีตั้งครรภ์มีอาการดังต่อไปนี้ แม้เพียงอาการเดียวและแม้ว่าจะยังไม่ถึงวันนัดตรวจครรภ์ ต้องรีบเดินทางไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ฝากครรภ์ทันทีโดยไม่มีข้อละเว้น เนื่องจากเป็นสัญญาณของการดำเนินโรคเข้าสู่ระยะวิกฤตที่พร้อมจะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น สมองตกเลือด รกลอกตัวก่อนกำหนด หรือหัวใจล้มเหลว

  • อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง (Severe Headache): ปวดบริเวณหน้าผากหรือท้ายทอยอย่างต่อเนื่อง ทานยาแก้ปวดพาราเซตามอลแล้วอาการไม่ทุเลา หรือมีอาการปวดตุบๆ ตลอดเวลา
  • ตาพร่ามัวหรือมองเห็นภาพซ้อน (Visual Disturbances): เห็นแสงวับๆ แสงวาบคล้ายไฟแฟลช ตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัดเจน หรือสูญเสียการมองเห็นชั่วขณะ ซึ่งเกิดจากภาวะสมองบวมและจอประสาทตาบวมน้ำ
  • อาการจุกแน่นลิ้นปี่หรือปวดใต้ชายโครงขวา (Epigastric or Right Upper Quadrant Pain): ปวดตื้อๆ หรือปวดแสบปวดร้อนใต้ลิ้นปี่หรือบริเวณตับ ซึ่งเกิดจากการที่ตับขยายตัวอย่างรวดเร็วและขาดเลือด มีความเสี่ยงตับแตก (Hepatic Rupture)
  • อาการบวมฉับพลัน (Sudden Onset of Edema): ใบหน้าบวม ตาปิด นิ้วมือบวมจนสวมแหวนไม่ได้ หรือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ (มากกว่า 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์) ซึ่งเกิดจากการคั่งของน้ำในร่างกาย
  • หายใจหอบเหนื่อย นั่งราบไม่ได้ (Dyspnea or Orthopnea): เป็นสัญญาณของภาวะน้ำท่วมปอด (Pulmonary Edema) ซึ่งเกิดจากการรั่วของน้ำออกจากหลอดเลือดเข้าสู่ถุงลมปอด
  • ทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลง (Decreased Fetal Movement): อัตราการดิ้นของทารกลดลงอย่างเห็นได้ชัด หรือไม่ดิ้นเลยภายในเวลา 2-3 ชั่วโมง ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะทารกขาดออกซิเจนขั้นรุนแรงในครรภ์

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อสตรีตั้งครรภ์เดินทางมาโรงพยาบาลด้วยความสงสัยในภาวะ ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์: ภาวะครรภ์เป็นพิษ ทีมแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบและรวดเร็วดังนี้

1. การวัดความดันโลหิตที่ถูกต้องตามมาตรฐาน

แพทย์หรือพยาบาลจะให้ผู้ป่วยนั่งพักอย่างน้อย 5 ถึง 10 นาทีในท่าที่ผ่อนคลาย ไม่พูดคุย ใช้ผ้าพันแขน (Cuff) ที่มีขนาดเหมาะสมกับต้นแขน โดยวัดในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนเพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำที่สุด หากพบค่าสูงจะมีการวัดซ้ำอีกครั้งห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมงเพื่อยืนยันการวินิจฉัย

2. การตรวจปัสสาวะเพื่อหาโปรตีนรั่ว (Urinalysis)

  • Urine Dipstick: เป็นการคัดกรองเบื้องต้น หากพบผลบวกตั้งแต่ 1+ ขึ้นไป จะต้องทำการตรวจยืนยันเพิ่มเติม
  • Protein-to-Creatinine Ratio (UPCR): การส่งตรวจหาอัตราส่วนของโปรตีนต่อครีอะตินินในปัสสาวะแบบสุ่มครั้งเดียว หากมีค่าตั้งแต่ 0.3 ขึ้นไป ถือว่าผิดปกติ
  • การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง (24-Hour Urine Protein): เป็นเกณฑ์มาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) โดยหากพบโปรตีนรวมมากกว่า 300 มิลลิกรัม ถือว่าผ่านเกณฑ์วินิจฉัยภาวะครรภ์เป็นพิษ

3. การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินความเสียหายของอวัยวะ

  • ความเข้มข้นของเลือดและเกล็ดเลือด (Complete Blood Count): เพื่อดูภาวะเลือดข้นจากการรั่วของน้ำ และดูระดับเกล็ดเลือด หากเกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 ตัวต่อไมโครลิตร บ่งชี้ถึงความรุนแรงของโรค
  • การทำงานของตับ (Liver Function Test): ตรวจวัดระดับเอนไซม์ AST และ ALT หากมีค่าสูงเกิน 2 เท่าของค่าปกติ แสดงว่าตับเริ่มเสียหาย
  • การทำงานของไต (Renal Function Test): ตรวจวัดระดับ Creatinine ในเลือด หากมีค่ามากกว่า 1.1 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แสดงว่าไตเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพ
  • การสลายตัวของเม็ดเลือดแดง (LDH และ Uric Acid): เพื่อประเมินภาวะเม็ดเลือดแดงแตกและความรุนแรงของการขาดเลือดในเนื้อเยื่อ

4. การประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ (Fetal Assessment)

  • Non-Stress Test (NST): การตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจทารกเพื่อประเมินความสมบูรณ์และปริมาณออกซิเจนที่ทารกได้รับ
  • Ultrasonography: การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อประเมินน้ำหนักทารก ปริมาณน้ำคร่ำ และตรวจวัดการไหลเวียนโลหิตในสายสะดือด้วยคลื่นดอปเปลอร์ (Doppler Velocimetry)

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์และครรภ์เป็นพิษที่ดีที่สุดและเป็นการรักษาที่ต้นเหตุที่แท้จริงคือ การสิ้นสุดการตั้งครรภ์หรือการทำคลอด (Delivery) เนื่องจากต้นตอของโรคอยู่ที่เนื้อเยื่อรก อย่างไรก็ตาม แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบระหว่างอายุครรภ์ของทารกและความปลอดภัยของมารดา

1. การรักษาเมื่ออายุครรภ์ครบกำหนด (ตั้งแต่ 37 สัปดาห์ขึ้นไป)

หากตรวจพบภาวะครรภ์เป็นพิษเมื่ออายุครรภ์ตั้งแต่ 37 สัปดาห์ขึ้นไป แพทย์จะแนะนำให้สิ้นสุดการตั้งครรภ์ทันทีโดยไม่คำนึงถึงความรุนแรงของโรค เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยอาจพิจารณาชักนำการคลอดทางช่องคลอด หรือการผ่าตัดคลอดตามข้อบ่งชี้ทางสูติศาสตร์

2. การรักษาเมื่ออายุครรภ์ยังไม่ครบกำหนด (น้อยกว่า 37 สัปดาห์)

หากเป็นครรภ์เป็นพิษชนิดไม่รุนแรง แพทย์จะรับตัวเข้าไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ประเมินอาการแม่และทารกทุกวันเพื่อยื้ออายุครรภ์ให้ทารกเจริญเติบโตเต็มที่ที่สุดในครรภ์ แต่หากเป็นชนิดรุนแรง (Severe Features) แพทย์มักพิจารณาให้คลอดหากอายุครรภ์เกิน 34 สัปดาห์ หรือแม้ว่าอายุครรภ์จะน้อยกว่า 34 สัปดาห์ แต่สัญญาณชีพของแม่หรือลูกเริ่มวิกฤต แพทย์ก็จำเป็นต้องทำการคลอดฉุกเฉินทันทีเพื่อรักษาชีวิตของทั้งสองคน

3. แนวทางการรักษาด้วยยาและหัตถการทางการแพทย์

  • ยาลดความดันโลหิต (Antihypertensive Drugs): จะใช้เมื่อความดันโลหิตสูงถึงระดับอันตราย (มากกว่าหรือเท่ากับ 160/110 มิลลิเมตรปรอท) เพื่อป้องกันเส้นเลือดในสมองแตก ยาที่ปลอดภัยและนิยมใช้ในสตรีตั้งครรภ์ ได้แก่ Methyldopa, Labetalol และ Nifedipine
  • ยาป้องกันการชัก (Seizure Prophylaxis): ยามาตรฐานที่ใช้คือ แมกนีเซียมซัลเฟต (Magnesium Sulfate) โดยจะให้ทางน้ำเกลือในสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษรุนแรง ทั้งในช่วงก่อนคลอด ระหว่างคลอด และต่อเนื่องไปจนถึง 24 ชั่วโมงหลังคลอด โดยแพทย์และพยาบาลจะเฝ้าติดตามผลข้างเคียงของยาอย่างใกล้ชิด เช่น ตรวจการสะท้อนกลับของเอ็นสะบ้า (Patellar Reflex) อัตราการหายใจ และปริมาณปัสสาวะออก
  • ยาช่วยเร่งการเจริญเติบโตของปอดทารก (Corticosteroids): หากจำเป็นต้องคลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ แพทย์จะฉีดยากลุ่มสเตียรอยด์ เช่น Dexamethasone หรือ Betamethasone ให้มารดาเพื่อกระตุ้นการสร้างสารลดแรงตึงผิวในปอดของทารก ป้องกันภาวะระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันหลังคลอด (Respiratory Distress Syndrome หรือ RDS)

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งอันตรายที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในการดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง มีข้อควรระวังและแนวทางปฏิบัติที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตต่อทารกในครรภ์และตัวมารดาเองได้

ข้อควรระวังทางการแพทย์และข้อห้ามเด็ดขาด:
  • ห้ามซื้อยาลดความดันโลหิตมารับประทานเองเด็ดขาด: ยาลดความดันโลหิตบางกลุ่ม เช่น ยาในกลุ่ม ACE inhibitors (เช่น Enalapril) และกลุ่ม ARBs (เช่น Losartan) มีฤทธิ์ทำให้ทารกในครรภ์พิการ ไตฝ่อ น้ำคร่ำน้อย และเสียชีวิตในครรภ์ได้ การใช้ยาทุกชนิดต้องอยู่ภายใต้การสั่งยาของสูตินรีแพทย์ผู้ดูแลเท่านั้น
  • ห้ามงดอาหารเค็มหรือจำกัดโซเดียมอย่างสุดโต่งด้วยตัวเอง: แม้ว่าโซเดียมจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูงในคนทั่วไป แต่ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ ปริมาตรพลาสมาในหลอดเลือดจะต่ำกว่าปกติอยู่แล้ว การจำกัดโซเดียมอย่างรุนแรงอาจส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงรกและทารกน้อยลงไปอีก
  • ห้ามใช้ยากลุ่มขับปัสสาวะ (Diuretics): ยาในกลุ่มนี้จะยิ่งซ้ำเติมทำให้ปริมาตรเลือดของแม่ลดต่ำลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงมดลูกและทารกลดลงอย่างรุนแรง เว้นแต่ในกรณีที่มีภาวะน้ำท่วมปอดแทรกซ้อน
  • ห้ามมองข้ามอาการบวม: แม้อาการบวมที่เท้าจะพบได้ปกติในคนท้องทั่วไป แต่หากมีอาการบวมที่มือ ใบหน้า ร่วมกับน้ำหนักตัวพุ่งพรวดพราด ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด

วิธีป้องกันและการปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยง

แม้ว่าภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์และครรภ์เป็นพิษจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% เนื่องจากกลไกทางสรีรวิทยาของรกที่ผิดปกติ แต่จากการศึกษาทางการแพทย์และงานวิจัยระดับสากลพบว่า มีมาตรการและแนวทางปฏิบัติที่สามารถลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคได้อย่างมีนัยสำคัญดังนี้

1. การรับประทานยาแอสไพรินขนาดต่ำ (Low-Dose Aspirin)

สำหรับสตรีตั้งครรภ์ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง (High Risk) หรือปัจจัยเสี่ยงปานกลางมากกว่าสองข้อขึ้นไป สูตินรีแพทย์จะแนะนำให้เริ่มรับประทานยาแอสไพรินขนาดต่ำ (81 ถึง 150 มิลลิกรัมต่อวัน) ตั้งแต่อายุครรภ์ 12 สัปดาห์จนถึง 16 สัปดาห์ และรับประทานต่อเนื่องไปจนกระทั่งคลอด ยาแอสไพรินจะช่วยปรับสมดุลสารในหลอดเลือด ป้องกันการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด และส่งเสริมการขยายตัวของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงรก

2. การเสริมแคลเซียม (Calcium Supplementation)

ในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่มีปริมาณการได้รับแคลเซียมจากอาหารประจำวันต่ำ การรับประทานแคลเซียมเสริมขนาด 1.5 ถึง 2.0 กรัมต่อวัน สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงและครรภ์เป็นพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและโภชนาการ

  • การฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ (Early Prenatal Care): การเข้าพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก ช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและเริ่มมาตรการป้องกันได้ทันท่วงที
  • การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม: สตรีที่มีภาวะอ้วนควรได้รับการดูแลเรื่องการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่แนะนำในแต่ละไตรมาส
  • โภชนาการที่สมดุล: เน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง ผัก ผลไม้ และหลีกเลี่ยงอาหารที่แปรรูปสูง อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง
  • การพักผ่อนอย่างเพียงพอ: การนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงความเครียดที่กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว

กล่องสรุปคำแนะนำและรายการตรวจสอบสตรีตั้งครรภ์ (Pregnancy Safety Checklist)

แนวทางปฏิบัติประจำวันสำหรับแม่ท้องเพื่อรับมือกับภาวะความดันโลหิตสูง

  • ตรวจวัดความดันโลหิตที่บ้านเป็นประจำ: ซื้อเครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิตอลมาตรฐานสากล วัดวันละ 2 ครั้ง (เช้าหลังตื่นนอน และเย็นก่อนนอน) จดบันทึกค่าไว้ทุกครั้งเพื่อนำไปแสดงต่อแพทย์
  • ชั่งน้ำหนักสัปดาห์ละ 1 ครั้ง: ในเวลาเช้าหลังขับถ่ายและก่อนรับประทานอาหาร สังเกตหากน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 กิโลกรัมใน 1 สัปดาห์ ให้รีบไปพบแพทย์
  • นับและจดบันทึกการดิ้นของทารกทุกวัน: เริ่มนับหลังอายุครรภ์ 28 สัปดาห์เป็นต้นไป โดยนับหลังมื้ออาหาร เช้า กลางวัน เย็น ครั้งละ 1 ชั่วโมง หากทารกดิ้นน้อยกว่า 3 ครั้งต่อชั่วโมง หรือน้อยกว่า 10 ครั้งต่อวัน ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที
  • สังเกตอาการผิดปกติทางร่างกาย: ตรวจเช็กอาการปวดหัว ตาพร่า จุกแน่นลิ้นปี่ และอาการบวมที่มือหรือใบหน้าทุกเช้าหลังจากตื่นนอน
  • ไปตรวจครรภ์ตามแพทย์นัดอย่างเคร่งครัด: ห้ามเลื่อนนัดตรวจครรภ์โดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเด็ดขาด เนื่องจากครรภ์เป็นพิษบางรายดำเนินโรคอย่างรวดเร็วโดยไม่มีอาการแสดงให้ทราบล่วงหน้า
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down