ความสำคัญทางการแพทย์และภาพรวมของภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์
การตั้งครรภ์เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายของสตรีมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาอย่างมหาศาลเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ โดยเฉพาะกลุ่มโรคความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ (Hypertensive Disorders of Pregnancy) ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตและทุพพลภาพของทั้งมารดาและทารกทั่วโลก จากสถิติทางการแพทย์พบว่าภาวะนี้เกิดขึ้นในสตรีตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 5 ถึง 10 ทั่วโลก และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามปัจจัยทางอายุของมารดาที่ตั้งครรภ์เมื่ออายุมากและการเพิ่มขึ้นของภาวะอ้วนในประชากร
ในมุมมองของกุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางด้านทารกแรกเกิด ภาวะนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อมารดาเพียงอย่างเดียว แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทารกในครรภ์ ทำให้เกิดภาวะทารกโตช้าในครรภ์ (Intrauterine Growth Restriction หรือ IUGR) การคลอดก่อนกำหนด (Preterm Birth) ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด (Placental Abruptio) ไปจนถึงการเสียชีวิตของทารกในครรภ์หรือแรกเกิด ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์: ภาวะครรภ์เป็นพิษ จึงเป็นสิ่งสำคัญเร่งด่วนที่สตรีตั้งครรภ์และครอบครัวต้องรู้เท่าทันเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคในระดับสรีรวิทยา
กลไกการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะภาวะครรภ์เป็นพิษ (Preeclampsia) เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและยังคงเป็นหัวข้อวิจัยที่สำคัญในปัจจุบัน แต่ต้นตอหลักที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์คือ ความผิดปกติในการฝังตัวของรก (Abnormal Placentation) ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
ในภาวะการตั้งครรภ์ปกติ เซลล์เนื้อเยื่อรก (Trophoblasts) จะแทรกซึมเข้าไปในผนังมดลูกเพื่อปรับสภาพหลอดเลือดแดงของแม่ (Spiral Arteries) ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีแรงต้านทานต่ำ เพื่อส่งผ่านเลือด ออกซิเจน และสารอาหารไปยังทารกได้อย่างสะดวก แต่ในสตรีที่เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ กระบวนการนี้จะเกิดความบกพร่อง หลอดเลือดแดงไม่ขยายตัวและมีขนาดเล็ก ส่งผลให้เกิดภาวะรกขาดเลือดและออกซิเจน (Placental Ischemia)
เมื่อรกขาดเลือด จะเกิดการหลั่งสารชีวเคมีและโปรตีนบางชนิดเข้าสู่กระแสเลือดของแม่ เช่น Soluble fms-like tyrosine kinase-1 (sFlt-1) และ Soluble Endoglin (sEng) สารเหล่านี้จะเข้าไปทำลายและทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของเซลล์บุผนังหลอดเลือดทั่วร่างกายของแม่ (Systemic Endothelial Dysfunction) ส่งผลให้หลอดเลือดหดตัวทั่วร่างกาย แรงต้านทานในหลอดเลือดสูงขึ้น เกิดภาวะความดันโลหิตสูง และเพิ่มการรั่วไหลของโปรตีนออกนอกหลอดเลือด นำไปสู่การทำงานของอวัยวะสำคัญล้มเหลว เช่น ไต ตับ สมอง และระบบโลหิตวิทยา
ปัจจัยเสี่ยงทางการแพทย์ที่เพิ่มโอกาสเกิดโรค
- ประวัติทางการแพทย์: เคยมีประวัติครรภ์เป็นพิษในครรภ์ก่อน หรือมีประวัติคนในครอบครัวสายตรง (มารดาหรือพี่สาวน้องสาว) เป็นภาวะนี้
- โรคประจำตัวก่อนตั้งครรภ์: โรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง, โรคเบาหวาน, โรคไต, หรือกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคพุ่มพวง (Systemic Lupus Erythematosus หรือ SLE) และกลุ่มอาการต้านฟอสโฟลิปิด (Antiphospholipid Syndrome)
- ปัจจัยด้านมารดา: สตรีที่ตั้งครรภ์ครั้งแรก (Nulliparity), มารดาที่มีอายุมากกว่า 35 ปี หรือน้อยกว่า 18 ปี, มารดาที่มีภาวะอ้วน (Body Mass Index หรือ BMI มากกว่า 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตรก่อนตั้งครรภ์)
- ลักษณะของการตั้งครรภ์: การตั้งครรภ์แฝด (Multiple Gestation) หรือการตั้งครรภ์ที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (In Vitro Fertilization หรือ IVF)
อาการสำคัญและการดำเนินโรค
การดำเนินโรคของภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์มักเริ่มปรากฏเด่นชัดหลังจากอายุครรภ์ได้ 20 สัปดาห์ขึ้นไป โดยสามารถแบ่งระยะและความรุนแรงของอาการออกได้ดังนี้
1. ระยะเริ่มแรก (Early Stage หรือ Gestational Hypertension)
ในระยะเริ่มต้น มารดาอาจไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แสดงออกมาภายนอกเลย สุขภาพร่างกายทั่วไปยังดูแข็งแรงดี แต่เมื่อมาตรวจครรภ์ตามนัดจะพบว่ามีค่าความดันโลหิตตัวบน (Systolic Blood Pressure) ตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป หรือความดันโลหิตตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure) ตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป โดยวัดห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ซึ่งในระยะนี้ยังตรวจไม่พบสารไข่ขาวหรือโปรตีนในปัสสาวะ (Proteinuria)
2. ระยะครรภ์เป็นพิษระดับไม่รุนแรง (Preeclampsia without Severe Features)
เป็นระยะที่ความดันโลหิตสูงร่วมกับการตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะปริมาณมากกว่าหรือเท่ากับ 300 มิลลิกรัมจากการเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง หรือตรวจพบระดับโปรตีนจากแถบตรวจปัสสาวะ (Urine Dipstick) ตั้งแต่ 1+ ขึ้นไป มารดาอาจเริ่มมีอาการบวมตามร่างกาย โดยเฉพาะที่บริเวณหน้าแข้ง หลังเท้า และมือ ซึ่งอาการบวมนี้จะไม่ยุบหายไปแม้หลังการนอนพักผ่อน
3. ระยะครรภ์เป็นพิษระดับรุนแรง (Preeclampsia with Severe Features)
เป็นระยะวิกฤตที่อวัยวะต่างๆ ของร่างกายเริ่มได้รับความเสียหายจากภาวะหลอดเลือดหดตัวและขาดเลือด มารดาจะมีอาการความดันโลหิตสูงจัด โดยตัวบนตั้งแต่ 160 มิลลิเมตรปรอท หรือตัวล่างตั้งแต่ 110 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป และเริ่มแสดงอาการทางระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร และระบบไหลเวียนโลหิตอย่างชัดเจน
สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤตที่ต้องส่งโรงพยาบาลทันที (Red Flag Symptoms)
หากสตรีตั้งครรภ์มีอาการดังต่อไปนี้ แม้เพียงอาการเดียวและแม้ว่าจะยังไม่ถึงวันนัดตรวจครรภ์ ต้องรีบเดินทางไปพบแพทย์ที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ฝากครรภ์ทันทีโดยไม่มีข้อละเว้น เนื่องจากเป็นสัญญาณของการดำเนินโรคเข้าสู่ระยะวิกฤตที่พร้อมจะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น สมองตกเลือด รกลอกตัวก่อนกำหนด หรือหัวใจล้มเหลว
- อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง (Severe Headache): ปวดบริเวณหน้าผากหรือท้ายทอยอย่างต่อเนื่อง ทานยาแก้ปวดพาราเซตามอลแล้วอาการไม่ทุเลา หรือมีอาการปวดตุบๆ ตลอดเวลา
- ตาพร่ามัวหรือมองเห็นภาพซ้อน (Visual Disturbances): เห็นแสงวับๆ แสงวาบคล้ายไฟแฟลช ตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัดเจน หรือสูญเสียการมองเห็นชั่วขณะ ซึ่งเกิดจากภาวะสมองบวมและจอประสาทตาบวมน้ำ
- อาการจุกแน่นลิ้นปี่หรือปวดใต้ชายโครงขวา (Epigastric or Right Upper Quadrant Pain): ปวดตื้อๆ หรือปวดแสบปวดร้อนใต้ลิ้นปี่หรือบริเวณตับ ซึ่งเกิดจากการที่ตับขยายตัวอย่างรวดเร็วและขาดเลือด มีความเสี่ยงตับแตก (Hepatic Rupture)
- อาการบวมฉับพลัน (Sudden Onset of Edema): ใบหน้าบวม ตาปิด นิ้วมือบวมจนสวมแหวนไม่ได้ หรือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วผิดปกติ (มากกว่า 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์) ซึ่งเกิดจากการคั่งของน้ำในร่างกาย
- หายใจหอบเหนื่อย นั่งราบไม่ได้ (Dyspnea or Orthopnea): เป็นสัญญาณของภาวะน้ำท่วมปอด (Pulmonary Edema) ซึ่งเกิดจากการรั่วของน้ำออกจากหลอดเลือดเข้าสู่ถุงลมปอด
- ทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลง (Decreased Fetal Movement): อัตราการดิ้นของทารกลดลงอย่างเห็นได้ชัด หรือไม่ดิ้นเลยภายในเวลา 2-3 ชั่วโมง ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะทารกขาดออกซิเจนขั้นรุนแรงในครรภ์
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อสตรีตั้งครรภ์เดินทางมาโรงพยาบาลด้วยความสงสัยในภาวะ ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์: ภาวะครรภ์เป็นพิษ ทีมแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบและรวดเร็วดังนี้
1. การวัดความดันโลหิตที่ถูกต้องตามมาตรฐาน
แพทย์หรือพยาบาลจะให้ผู้ป่วยนั่งพักอย่างน้อย 5 ถึง 10 นาทีในท่าที่ผ่อนคลาย ไม่พูดคุย ใช้ผ้าพันแขน (Cuff) ที่มีขนาดเหมาะสมกับต้นแขน โดยวัดในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนเพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำที่สุด หากพบค่าสูงจะมีการวัดซ้ำอีกครั้งห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมงเพื่อยืนยันการวินิจฉัย
2. การตรวจปัสสาวะเพื่อหาโปรตีนรั่ว (Urinalysis)
- Urine Dipstick: เป็นการคัดกรองเบื้องต้น หากพบผลบวกตั้งแต่ 1+ ขึ้นไป จะต้องทำการตรวจยืนยันเพิ่มเติม
- Protein-to-Creatinine Ratio (UPCR): การส่งตรวจหาอัตราส่วนของโปรตีนต่อครีอะตินินในปัสสาวะแบบสุ่มครั้งเดียว หากมีค่าตั้งแต่ 0.3 ขึ้นไป ถือว่าผิดปกติ
- การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง (24-Hour Urine Protein): เป็นเกณฑ์มาตรฐานสูงสุด (Gold Standard) โดยหากพบโปรตีนรวมมากกว่า 300 มิลลิกรัม ถือว่าผ่านเกณฑ์วินิจฉัยภาวะครรภ์เป็นพิษ
3. การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินความเสียหายของอวัยวะ
- ความเข้มข้นของเลือดและเกล็ดเลือด (Complete Blood Count): เพื่อดูภาวะเลือดข้นจากการรั่วของน้ำ และดูระดับเกล็ดเลือด หากเกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 ตัวต่อไมโครลิตร บ่งชี้ถึงความรุนแรงของโรค
- การทำงานของตับ (Liver Function Test): ตรวจวัดระดับเอนไซม์ AST และ ALT หากมีค่าสูงเกิน 2 เท่าของค่าปกติ แสดงว่าตับเริ่มเสียหาย
- การทำงานของไต (Renal Function Test): ตรวจวัดระดับ Creatinine ในเลือด หากมีค่ามากกว่า 1.1 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แสดงว่าไตเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพ
- การสลายตัวของเม็ดเลือดแดง (LDH และ Uric Acid): เพื่อประเมินภาวะเม็ดเลือดแดงแตกและความรุนแรงของการขาดเลือดในเนื้อเยื่อ
4. การประเมินสุขภาพทารกในครรภ์ (Fetal Assessment)
- Non-Stress Test (NST): การตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจทารกเพื่อประเมินความสมบูรณ์และปริมาณออกซิเจนที่ทารกได้รับ
- Ultrasonography: การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อประเมินน้ำหนักทารก ปริมาณน้ำคร่ำ และตรวจวัดการไหลเวียนโลหิตในสายสะดือด้วยคลื่นดอปเปลอร์ (Doppler Velocimetry)
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์และครรภ์เป็นพิษที่ดีที่สุดและเป็นการรักษาที่ต้นเหตุที่แท้จริงคือ การสิ้นสุดการตั้งครรภ์หรือการทำคลอด (Delivery) เนื่องจากต้นตอของโรคอยู่ที่เนื้อเยื่อรก อย่างไรก็ตาม แพทย์จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบระหว่างอายุครรภ์ของทารกและความปลอดภัยของมารดา
1. การรักษาเมื่ออายุครรภ์ครบกำหนด (ตั้งแต่ 37 สัปดาห์ขึ้นไป)
หากตรวจพบภาวะครรภ์เป็นพิษเมื่ออายุครรภ์ตั้งแต่ 37 สัปดาห์ขึ้นไป แพทย์จะแนะนำให้สิ้นสุดการตั้งครรภ์ทันทีโดยไม่คำนึงถึงความรุนแรงของโรค เพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยอาจพิจารณาชักนำการคลอดทางช่องคลอด หรือการผ่าตัดคลอดตามข้อบ่งชี้ทางสูติศาสตร์
2. การรักษาเมื่ออายุครรภ์ยังไม่ครบกำหนด (น้อยกว่า 37 สัปดาห์)
หากเป็นครรภ์เป็นพิษชนิดไม่รุนแรง แพทย์จะรับตัวเข้าไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ประเมินอาการแม่และทารกทุกวันเพื่อยื้ออายุครรภ์ให้ทารกเจริญเติบโตเต็มที่ที่สุดในครรภ์ แต่หากเป็นชนิดรุนแรง (Severe Features) แพทย์มักพิจารณาให้คลอดหากอายุครรภ์เกิน 34 สัปดาห์ หรือแม้ว่าอายุครรภ์จะน้อยกว่า 34 สัปดาห์ แต่สัญญาณชีพของแม่หรือลูกเริ่มวิกฤต แพทย์ก็จำเป็นต้องทำการคลอดฉุกเฉินทันทีเพื่อรักษาชีวิตของทั้งสองคน
3. แนวทางการรักษาด้วยยาและหัตถการทางการแพทย์
- ยาลดความดันโลหิต (Antihypertensive Drugs): จะใช้เมื่อความดันโลหิตสูงถึงระดับอันตราย (มากกว่าหรือเท่ากับ 160/110 มิลลิเมตรปรอท) เพื่อป้องกันเส้นเลือดในสมองแตก ยาที่ปลอดภัยและนิยมใช้ในสตรีตั้งครรภ์ ได้แก่ Methyldopa, Labetalol และ Nifedipine
- ยาป้องกันการชัก (Seizure Prophylaxis): ยามาตรฐานที่ใช้คือ แมกนีเซียมซัลเฟต (Magnesium Sulfate) โดยจะให้ทางน้ำเกลือในสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษรุนแรง ทั้งในช่วงก่อนคลอด ระหว่างคลอด และต่อเนื่องไปจนถึง 24 ชั่วโมงหลังคลอด โดยแพทย์และพยาบาลจะเฝ้าติดตามผลข้างเคียงของยาอย่างใกล้ชิด เช่น ตรวจการสะท้อนกลับของเอ็นสะบ้า (Patellar Reflex) อัตราการหายใจ และปริมาณปัสสาวะออก
- ยาช่วยเร่งการเจริญเติบโตของปอดทารก (Corticosteroids): หากจำเป็นต้องคลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ แพทย์จะฉีดยากลุ่มสเตียรอยด์ เช่น Dexamethasone หรือ Betamethasone ให้มารดาเพื่อกระตุ้นการสร้างสารลดแรงตึงผิวในปอดของทารก ป้องกันภาวะระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันหลังคลอด (Respiratory Distress Syndrome หรือ RDS)
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งอันตรายที่ห้ามทำเด็ดขาด
ในการดูแลสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง มีข้อควรระวังและแนวทางปฏิบัติที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตต่อทารกในครรภ์และตัวมารดาเองได้
- ห้ามซื้อยาลดความดันโลหิตมารับประทานเองเด็ดขาด: ยาลดความดันโลหิตบางกลุ่ม เช่น ยาในกลุ่ม ACE inhibitors (เช่น Enalapril) และกลุ่ม ARBs (เช่น Losartan) มีฤทธิ์ทำให้ทารกในครรภ์พิการ ไตฝ่อ น้ำคร่ำน้อย และเสียชีวิตในครรภ์ได้ การใช้ยาทุกชนิดต้องอยู่ภายใต้การสั่งยาของสูตินรีแพทย์ผู้ดูแลเท่านั้น
- ห้ามงดอาหารเค็มหรือจำกัดโซเดียมอย่างสุดโต่งด้วยตัวเอง: แม้ว่าโซเดียมจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูงในคนทั่วไป แต่ในสตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ ปริมาตรพลาสมาในหลอดเลือดจะต่ำกว่าปกติอยู่แล้ว การจำกัดโซเดียมอย่างรุนแรงอาจส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงรกและทารกน้อยลงไปอีก
- ห้ามใช้ยากลุ่มขับปัสสาวะ (Diuretics): ยาในกลุ่มนี้จะยิ่งซ้ำเติมทำให้ปริมาตรเลือดของแม่ลดต่ำลง ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงมดลูกและทารกลดลงอย่างรุนแรง เว้นแต่ในกรณีที่มีภาวะน้ำท่วมปอดแทรกซ้อน
- ห้ามมองข้ามอาการบวม: แม้อาการบวมที่เท้าจะพบได้ปกติในคนท้องทั่วไป แต่หากมีอาการบวมที่มือ ใบหน้า ร่วมกับน้ำหนักตัวพุ่งพรวดพราด ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด
วิธีป้องกันและการปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยง
แม้ว่าภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์และครรภ์เป็นพิษจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% เนื่องจากกลไกทางสรีรวิทยาของรกที่ผิดปกติ แต่จากการศึกษาทางการแพทย์และงานวิจัยระดับสากลพบว่า มีมาตรการและแนวทางปฏิบัติที่สามารถลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคได้อย่างมีนัยสำคัญดังนี้
1. การรับประทานยาแอสไพรินขนาดต่ำ (Low-Dose Aspirin)
สำหรับสตรีตั้งครรภ์ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง (High Risk) หรือปัจจัยเสี่ยงปานกลางมากกว่าสองข้อขึ้นไป สูตินรีแพทย์จะแนะนำให้เริ่มรับประทานยาแอสไพรินขนาดต่ำ (81 ถึง 150 มิลลิกรัมต่อวัน) ตั้งแต่อายุครรภ์ 12 สัปดาห์จนถึง 16 สัปดาห์ และรับประทานต่อเนื่องไปจนกระทั่งคลอด ยาแอสไพรินจะช่วยปรับสมดุลสารในหลอดเลือด ป้องกันการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด และส่งเสริมการขยายตัวของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงรก
2. การเสริมแคลเซียม (Calcium Supplementation)
ในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่มีปริมาณการได้รับแคลเซียมจากอาหารประจำวันต่ำ การรับประทานแคลเซียมเสริมขนาด 1.5 ถึง 2.0 กรัมต่อวัน สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงและครรภ์เป็นพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและโภชนาการ
- การฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ (Early Prenatal Care): การเข้าพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก ช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและเริ่มมาตรการป้องกันได้ทันท่วงที
- การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม: สตรีที่มีภาวะอ้วนควรได้รับการดูแลเรื่องการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่แนะนำในแต่ละไตรมาส
- โภชนาการที่สมดุล: เน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพสูง ผัก ผลไม้ และหลีกเลี่ยงอาหารที่แปรรูปสูง อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง
- การพักผ่อนอย่างเพียงพอ: การนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง และหลีกเลี่ยงความเครียดที่กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว
กล่องสรุปคำแนะนำและรายการตรวจสอบสตรีตั้งครรภ์ (Pregnancy Safety Checklist)
แนวทางปฏิบัติประจำวันสำหรับแม่ท้องเพื่อรับมือกับภาวะความดันโลหิตสูง
- ตรวจวัดความดันโลหิตที่บ้านเป็นประจำ: ซื้อเครื่องวัดความดันโลหิตแบบดิจิตอลมาตรฐานสากล วัดวันละ 2 ครั้ง (เช้าหลังตื่นนอน และเย็นก่อนนอน) จดบันทึกค่าไว้ทุกครั้งเพื่อนำไปแสดงต่อแพทย์
- ชั่งน้ำหนักสัปดาห์ละ 1 ครั้ง: ในเวลาเช้าหลังขับถ่ายและก่อนรับประทานอาหาร สังเกตหากน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 กิโลกรัมใน 1 สัปดาห์ ให้รีบไปพบแพทย์
- นับและจดบันทึกการดิ้นของทารกทุกวัน: เริ่มนับหลังอายุครรภ์ 28 สัปดาห์เป็นต้นไป โดยนับหลังมื้ออาหาร เช้า กลางวัน เย็น ครั้งละ 1 ชั่วโมง หากทารกดิ้นน้อยกว่า 3 ครั้งต่อชั่วโมง หรือน้อยกว่า 10 ครั้งต่อวัน ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที
- สังเกตอาการผิดปกติทางร่างกาย: ตรวจเช็กอาการปวดหัว ตาพร่า จุกแน่นลิ้นปี่ และอาการบวมที่มือหรือใบหน้าทุกเช้าหลังจากตื่นนอน
- ไปตรวจครรภ์ตามแพทย์นัดอย่างเคร่งครัด: ห้ามเลื่อนนัดตรวจครรภ์โดยไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนเด็ดขาด เนื่องจากครรภ์เป็นพิษบางรายดำเนินโรคอย่างรวดเร็วโดยไม่มีอาการแสดงให้ทราบล่วงหน้า