ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความเข้าใจภาวะความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ: ภัยเงียบทางโลหิตวิทยาที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension) ในผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลกและระดับประเทศ จากสถิติทางการแพทย์พบว่าประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีอัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูงสูงถึงร้อยละ 50-60 และจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น โรคนี้มักถูกขนานนามว่าเป็น "เพชฌฆาตเงียบ" (Silent Killer) เนื่องจากในระยะแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงใดๆ ทว่าตัวโรคจะดำเนินต่อไปอย่างช้าๆ ทำลายหลอดเลือดและอวัยวะสำคัญต่างๆ จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Myocardial Infarction) และภาวะไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease)

ในผู้สูงอายุ ลักษณะทางคลินิกของโรคความดันโลหิตสูงมีความแตกต่างและซับซ้อนกว่าในกลุ่มวัยทำงาน เนื่องจากความเสื่อมของระบบหัวใจและหลอดเลือดตามอายุขัย การวินิจฉัย การรักษา และการดูแลจึงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา โดยเฉพาะภาวะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่าทาง (Orthostatic Hypotension) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอาการวูบ หมดสติ และนำไปสู่อุบัติเหตุการพลัดตกหกล้มที่มีอันตรายถึงชีวิต

กลไกทางสรีรวิทยาและสาเหตุการเกิดโรคในวัยชรา

การเพิ่มขึ้นของความดันโลหิตในผู้สูงอายุมีกลไกพยาธิสรีรวิทยา (Pathophysiology) เฉพาะตัว โดยมีสาเหตุหลักและปัจจัยกระตุ้นดังต่อไปนี้

1. ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัวและสูญเสียความยืดหยุ่น (Arterial Stiffness)

เมื่ออายุมากขึ้น โครงสร้างของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ โดยเฉพาะหลอดเลือดแดงเอออร์ตา (Aorta) จะเกิดการเปลี่ยนแปลง มีการสะสมของคอลลาเจน (Collagen) และการเสื่อมสลายของเส้นใยอีลาสติน (Elastin) ร่วมกับการเกาะของแคลเซียม ทำให้ผนังหลอดเลือดแดงสูญเสียความยืดหยุ่นและแข็งตัวขึ้น ส่งผลให้ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (Systolic Blood Pressure - SBP) สูงขึ้นอย่างชัดเจน ในขณะที่ความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว (Diastolic Blood Pressure - DBP) อาจคงเดิมหรือลดต่ำลง ก่อให้เกิดภาวะที่เรียกว่า "ภาวะความดันโลหิตสูงเฉพาะซิสโตลิก" (Isolated Systolic Hypertension - ISH)

2. ความไวของตัวรับการเปลี่ยนแปลงความดันลดลง (Impaired Baroreflex Sensitivity)

บารอรีเซปเตอร์ (Baroreceptor) ซึ่งเป็นตัวรับสัญญาณแรงดันบริเวณอาร์ชของหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aortic Arch) และหลอดเลือดแดงแคโรติด (Carotid Sinus) จะมีความไวลดลงตามอายุขัย ทำให้การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตผิดปกติไป เมื่อผู้สูงอายุเปลี่ยนจากท่านอนหรือท่านั่งเป็นท่ายืน ร่างกายจะไม่สามารถปรับหดหลอดเลือดและเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจได้อย่างรวดเร็วพอ ส่งผลให้เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า (Orthostatic Hypotension) และเกิดอาการวูบได้ง่าย

3. การทำงานของไตและการขับโซเดียมที่ลดลง (Decreased Renal Function and Sodium Excretion)

อัตราการกรองของไต (Glomerular Filtration Rate - GFR) ในผู้สูงอายุจะลดลงตามธรรมชาติ ทำให้ความสามารถในการขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกายลดลง ร่างกายจึงเกิดภาวะคั่งน้ำและเกลือ (Volume Overload) ส่งผลให้ปริมาตรเลือดในระบบไหลเวียนโลหิตเพิ่มขึ้นและดันให้ความดันโลหิตสูงขึ้น นอกจากนี้ผู้สูงอายุยังมีความไวต่อเกลือโซเดียมในอาหาร (Salt Sensitivity) เพิ่มขึ้นอีกด้วย

4. สาเหตุทุติยภูมิ (Secondary Hypertension)

แม้ว่าผู้สูงส่วนใหญ่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงชนิดปฐมภูมิ (Essential Hypertension) แต่ก็ต้องระวังสาเหตุทุติยภูมิที่อาจพบร่วมด้วย เช่น ภาวะหลอดเลือดแดงไตตีบ (Renovascular Hypertension) ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea - OSA) หรือการใช้ยาบางประเภทที่ส่งผลเสียต่อระดับความดันโลหิต

อาการสำคัญและลักษณะจำเพาะของโรคในผู้สูงอายุ

โดยทั่วไป โรคความดันโลหิตสูงมักไม่มีอาการเตือนจนกว่าจะเกิดความเสียหายต่ออวัยวะปลายทาง (Target Organ Damage) อย่างไรก็ตาม ในผู้สูงอายุอาจมีอาการแสดงและรูปแบบความดันโลหิตที่จำเพาะ ดังนี้

  • อาการมึนงงและปวดศีรษะ: มักมีอาการปวดตื้อบริเวณท้ายทอยในช่วงเช้าหลังตื่นนอน และอาการจะค่อยๆ บรรเทาลงในตอนสาย
  • ภาวะความดันโลหิตสูงเฉพาะซิสโตลิก (Isolated Systolic Hypertension): ค่าตัวบน (Systolic) สูงกว่าหรือเท่ากับ 140 มิลลิเมตรปรอท ในขณะที่ค่าตัวล่าง (Diastolic) ต่ำกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุดในผู้สูงอายุและสัมพันธ์อย่างมากกับความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ
  • ภาวะความดันโลหิตแปรปรวน (Blood Pressure Variability): ผู้สูงอายุจะมีความดันโลหิตที่ขึ้นลงอย่างรวดเร็วและไม่คงที่ตลอดทั้งวัน ขึ้นอยู่กับสิ่งเร้า สภาพจิตใจ สภาพอากาศ และระดับกิจกรรม
  • ภาวะความดันโลหิตต่ำหลังมื้ออาหาร (Postprandial Hypotension): หลังจากรับประทานอาหาร (โดยเฉพาะอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง) เลือดจะไหลเวียนไปยังระบบทางเดินอาหารมากขึ้น ทำให้ความดันโลหิตในระบบไหลเวียนส่วนกลางลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีอาการเวียนศีรษะ ง่วงนอน หรือวูบหลังจากรับประทานอาหารประมาณ 1-2 ชั่วโมง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการเวียนศีรษะหรือวูบในผู้สูงอายุที่มีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูง ไม่ควรได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเพราะความดันโลหิตสูงขึ้นเสมอไป ในหลายกรณี อาการดังกล่าวเกิดจากภาวะความดันโลหิตต่ำเกินไป (Overtreatment) จากยาลดความดัน หรือเกิดจากภาวะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่าทาง การรีบซื้อยาทานเองหรือเพิ่มขนาดยาโดยไม่ตรวจวัดความดันโลหิตก่อนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

สัญญาณเตือนอันตรายวิกฤตที่ต้องส่งโรงพยาบาลทันที (Red Flag Symptoms)

เมื่อผู้สูงอายุมีระดับความดันโลหิตสูงมาก ร่วมกับอาการแสดงทางระบบประสาท หัวใจ หรือไต จะถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ (Hypertensive Emergency หรือ Hypertensive Crisis) ซึ่งต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลโดยด่วน เพื่อป้องกันความพิการหรือเสียชีวิต สัญญาณอันตรายที่ผู้ดูแลต้องสังเกตอย่างใกล้ชิดมีดังนี้

  1. อาการทางระบบประสาทและสมอง (Acute Cerebrovascular Event): มีอาการแขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ปากเบี้ยว หน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด พูดไม่ออก สับสนเฉียบพลัน เดินเซ ทรงตัวไม่ได้ หรือมีอาการหมดสติ วูบ ชัก ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก
  2. อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular System): มีอาการแน่นหน้าอกเฉียบพลัน เหมือนมีอะไรมาทับ เจ็บร้าวไปที่กราม คอ ไหล่ หรือหลัง ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาด (Aortic Dissection) ร่วมกับอาการหายใจหอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ นอนแล้วอึดอัดต้องลุกขึ้นมาหอบเหนื่อยกลางดึก ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันและน้ำท่วมปอด (Acute Pulmonary Edema)
  3. อาการทางระบบสายตา (Ophthalmic Symptoms): ตามัวลงเฉียบพลัน มองเห็นภาพซ้อน หรือตาบอดชั่วขณะ ซึ่งอาจเกิดจากภาวะความดันโลหิตสูงจนส่งผลกระทบต่อจอประสาทตา (Hypertensive Retinopathy)
  4. อาการทางระบบไต (Renal Impairment): มีปัสสาวะออกน้อยลงมาก ปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีอาการบวมทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว
  5. ระดับความดันโลหิตวิกฤต: เมื่อวัดความดันโลหิตได้ค่าตัวบน (Systolic) มากกว่าหรือเท่ากับ 180 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือค่าตัวล่าง (Diastolic) มากกว่าหรือเท่ากับ 120 มิลลิเมตรปรอท ร่วมกับอาการข้างต้น

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

การวินิจฉัยโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุอย่างถูกต้องและครอบคลุมประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้

1. การซักประวัติอย่างละเอียด (Comprehensive History Taking)

แพทย์จะซักประวัติเกี่ยวกับอาการแสดง ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต โรคประจำตัว ยาที่กำลังรับประทานอยู่ทั้งหมด (รวมถึงยาสมุนไพร ยาต้ม และยาซื้อเอง) ประวัติครอบครัว พฤติกรรมการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย และการนอนหลับ

2. การตรวจร่างกายและการวัดความดันโลหิตอย่างเป็นระบบ (Physical Exam and BP Measurement)

นอกเหนือจากการตรวจร่างกายทั่วไป แพทย์จะทำการวัดความดันโลหิตทั้งในท่านอน ท่านั่ง และท่ายืน เพื่อประเมินภาวะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า (Orthostatic Blood Pressure Measurement) โดยจะทำการวัดความดันโลหิตในท่ายืนหลังจากการเปลี่ยนท่าจากท่านอนหรือนั่งภายในเวลา 1 และ 3 นาที หากพบว่าความดันโลหิตตัวบนลดลงตั้งแต่ 20 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป หรือความดันตัวล่างลดลงตั้งแต่ 10 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป จะถือว่าผลการตรวจเป็นบวก (Positive for Orthostatic Hypotension)

3. การตรวจวัดความดันโลหิตต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (Ambulatory Blood Pressure Monitoring - ABPM)

ในผู้สูงอายุที่มีความดันโลหิตแปรปรวนสูง หรือสงสัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูงเทียมเมื่อพบแพทย์ (White-coat Hypertension) หรือความดันโลหิตปกติเมื่อพบแพทย์แต่สูงที่บ้าน (Masked Hypertension) แพทย์อาจแนะนำให้ติดเครื่องวัดความดันโลหิตอัตโนมัติชนิดพกพาติดตัวตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ค่าความดันที่สะท้อนความเป็นจริงในชีวิตประจำวันมากที่สุด

4. การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ (Laboratory and Diagnostic Tests)

  • การตรวจเลือด: เพื่อประเมินระดับเกลือแร่ในเลือด (Electrolytes) การทำงานของไต (BUN, Creatinine, eGFR) ระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar, HbA1c) และระดับไขมันในเลือด (Lipid Profile)
  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เพื่อหาโปรตีนหรือสารไข่ขาวในปัสสาวะ (Microalbuminuria) ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของภาวะไตเสื่อมจากความดันโลหิตสูง
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram - ECG/EKG): เพื่อตรวจหาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวจากการทำงานหนัก (Left Ventricular Hypertrophy - LVH) หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น หัวใจเต้นพลิ้ว (Atrial Fibrillation - AF) ซึ่งพบบ่อยในผู้สูงอายุ
  • การตรวจอัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram): ในกรณีที่ต้องการประเมินโครงสร้างและการทำงานของหัวใจอย่างละเอียดเพิ่มเติม

วิธีรักษาและการดูแลรักษาที่บ้านอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและทุพพลภาพจากโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจ โดยตั้งเป้าหมายระดับความดันโลหิตโดยทั่วไปให้อยู่ที่ต่ำกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท หากผู้ป่วยสามารถทนต่อยาลดความดันได้ดีและไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 80 ปีขึ้นไป หรือมีสภาพร่างกายที่อ่อนแอ (Frailty) แพทย์อาจปรับเป้าหมายให้อยู่ในช่วง 130-139 / 70-79 มิลลิเมตรปรอท เพื่อความปลอดภัย

1. การรักษาด้วยยาและการใช้ยาอย่างปลอดภัย (Pharmacological Treatment)

ยาลดความดันโลหิตที่นิยมใช้เป็นอันดับแรก (First-line Antihypertensive Drugs) ในผู้สูงอายุ ได้แก่

  • ยาในกลุ่มขับปัสสาวะขนาดต่ำ (Thiazide-type Diuretics): เช่น Hydrochlorothiazide (HCTZ) ช่วยลดปริมาตรน้ำในร่างกาย เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะคั่งของน้ำ แต่ต้องระวังภาวะเกลือแร่ในเลือดต่ำ เช่น โซเดียมต่ำ (Hyponatremia) และโพแทสเซียมต่ำ (Hypokalemia)
  • ยาในกลุ่มต้านแคลเซียม (Calcium Channel Blockers - CCBs): เช่น Amlodipine, Lercanidipine ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดง ทำให้อาจมีผลข้างเคียงเรื่องอาการข้อเท้าบวม (Ankle Edema) หรือใจสั่น
  • ยาในกลุ่มยับยั้งแอนจิโอเทนซิน (ACEIs / ARBs): เช่น Enalapril, Losartan, Valsartan มีประสิทธิภาพสูงในการปกป้องไตและหัวใจ เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีโรคเบาหวานหรือโรคไตเสื่อมร่วมด้วย แต่ต้องติดตามระดับการทำงานของไตและระดับโพแทสเซียมในเลือดอย่างสม่ำเสมอ
คำแนะนำจากคุณหมอเกี่ยวกับการทานยาไม่ให้วูบ: เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุจากการวูบและล้ม ควรแนะนำให้ผู้สูงอายุรับประทานยาลดความดันโลหิตในเวลาเดิมของทุกวันอย่างสม่ำเสมอ หากมียาที่ทานแล้วทำให้ปัสสาวะบ่อยหรือเวียนศีรษะ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับเวลาการทานยา ไม่ปรับเพิ่มหรือลดขนาดยาด้วยตนเองโดยเด็ดขาด และหลังจากรับประทานยาแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการลุกยืนอย่างรวดเร็ว

2. คู่มือการวัดความดันโลหิตด้วยตนเองที่บ้านอย่างถูกต้อง (Home Blood Pressure Monitoring - HBPM)

การวัดความดันโลหิตด้วยตนเองที่บ้านเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการประเมินประสิทธิภาพของการรักษาและป้องกันภาวะความดันโลหิตต่ำเกินไป โดยมีขั้นตอนมาตรฐานดังนี้

  1. การเตรียมตัวก่อนวัด: งดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่ล่วงหน้าอย่างน้อย 30 นาที ปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนทำการวัดความดัน เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะที่ตึงตัวจะทำให้ค่าความดันโลหิตสูงกว่าความเป็นจริงได้ประมาณ 10-15 มิลลิเมตรปรอท
  2. จัดท่านั่งที่ถูกต้อง: นั่งบนเก้าอี้ที่มีพนักพิงหลัง หลังตรง เท้าทั้งสองข้างวางราบกับพื้น ไม่ไขว้ขา นั่งพักอย่างสงบเป็นเวลา 5 นาทีก่อนเริ่มวัด ไม่พูดคุยหรือเล่นโทรศัพท์มือถือขณะทำการวัด
  3. การวางตำแหน่งต้นแขนและเครื่องวัด: พันปลอกแขน (Cuff) บนแขนเปล่าเหนือข้อพับข้อศอกประมาณ 1-2 เซนติเมตร โดยให้ท่อลมอยู่ตรงกลางของข้อพับแขน วางแขนบนโต๊ะให้อยู่ในระดับเดียวกับหัวใจ
  4. หลักการวัดแบบ "กฎเลข 7" (Rule of 7):
    • วัดความดันโลหิตติดต่อกัน 7 วัน (หรืออย่างน้อย 3-4 วัน)
    • วัดวันละ 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเช้า (ภายใน 1 ชั่วโมงหลังตื่นนอน หลังปัสสาวะ และก่อนรับประทานอาหารเช้าหรือยา) และช่วงเย็น (ก่อนเข้านอน)
    • การวัดแต่ละรอบ ให้ทำการวัดอย่างน้อย 2 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1-2 นาที แล้วหาค่าเฉลี่ย

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

การดูแลรักษาผู้สูงอายุที่มีภาวะความดันโลหิตสูงมีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรง

  • ห้ามหยุดยาลดความดันโลหิตทันที (Avoid Abrupt Drug Withdrawal): การหยุดยาทันทีอาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเฉียบพลัน (Rebound Hypertension) ก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อการเกิดเส้นเลือดในสมองแตกหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ทานเอง: ยาแก้ปวดข้อเข่าและกล้ามเนื้อ เช่น Ibuprofen, Diclofenac, Meloxicam มีฤทธิ์ทำให้ร่างกายคั่งน้ำและเกลือ ส่งผลให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้นอย่างมาก และอาจทำให้เกิดไตวายเฉียบพลันได้ ควรเปลี่ยนมาใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) แทนหากจำเป็น หรือปรึกษาแพทย์
  • ระวังการซื้อยาแก้อาการคัดจมูกทานเอง: ยาลดน้ำมูกบางประเภท เช่น Pseudoephedrine, Phenylephrine มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและทำให้หลอดเลือดหดตัว ซึ่งจะส่งผลให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ห้ามปรับเปลี่ยนขนาดยาเองตามใจชอบ: การปรับยาขึ้นเองเพราะเห็นว่าความดันสูง หรือการลดขนาดยาเองเพราะความดันเป็นปกติแล้ว เป็นพฤติกรรมที่อันตรายมาก เนื่องจากระดับความดันที่ขึ้นลงอย่างรวดเร็วจะเพิ่มความเสียหายต่อหลอดเลือดและสมอง

วิธีป้องกันและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาว

การปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต (Lifestyle Modifications) เป็นพื้นฐานสำคัญที่ต้องทำควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยา เพื่อช่วยลดความดันโลหิตและเพิ่มความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด

1. การปรับปรุงโภชนาการตามแนวทาง DASH (Dietary Approaches to Stop Hypertension)

เน้นการบริโภคอาหารที่มีกากใยสูง ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี นมไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง และจำกัดการบริโภคโซเดียมให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน (เทียบเท่าเกลือป่นประมาณ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา/ซีอิ๊วไม่เกิน 3-4 ช้อนชาต่อวัน) หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง อาหารหมักดอง และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

2. การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ

ผู้สูงอายุควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่มีแรงกระแทกต่ำ เช่น การเดินเร็ว การแกว่งแขน การปั่นจักรยานอยู่กับที่ หรือการบริหารร่างกายในน้ำ อย่างน้อยวันละ 30 นาที เป็นเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ (รวมอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์) หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ต้องกลั้นหายใจหรือออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อต้านแรงต้านหนักๆ เช่น การยกน้ำหนักที่หนักเกินไป

3. การจัดการความเครียดและการนอนหลับ

ความเครียดเรื้อรังส่งผลกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) ทำให้หัวใจเต้นเร็วและหลอดเลือดหดตัว ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ควรส่งเสริมกิจกรรมสันทนาการ การทำสมาธิ และดูแลให้ผู้สูงอายุนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 7-8 ชั่วโมง

4. การงดสูบบุหรี่และการจำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

สารนิโคตินในบุหรี่ทำลายผนังหลอดเลือดโดยตรงและทำให้หลอดเลือดแข็งตัวอย่างรวดเร็ว การงดสูบบุหรี่จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจได้อย่างเห็นผลชัดเจน ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ควรจำกัดให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยหรือไม่ดื่มเลย

ตารางสรุปแนวทางการปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลเพื่อความปลอดภัย

เพื่อนำคู่มือการดูแลนี้ไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้ดูแลและผู้ป่วยควรยึดถือแนวทางปฏิบัติประจำวันและประจำสัปดาห์ดังต่อไปนี้

หัวข้อปฏิบัติ สิ่งที่ต้องทำ (Do) สิ่งที่ไม่ควรทำ (Don't)
การกินยาลดความดัน กินยาตรงเวลาตามแพทย์สั่งทุกวัน จัดใส่กล่องแบ่งยาเพื่อป้องกันการลืมกินยา หยุดยาเองเมื่อความดันปกติ หรือเพิ่มยาเองเมื่อวัดแล้วความดันสูงชั่วคราว
การวัดความดันโลหิต วัดในท่านั่ง นิ่งๆ ไม่พูดคุย จดบันทึกค่าและอัตราการเต้นของหัวใจทุกครั้ง วัดความดันทันทีหลังจากเดินเหนื่อยๆ หรือหลังจากดื่มกาแฟ
การเปลี่ยนท่าทาง เปลี่ยนท่าทางอย่างช้าๆ เสมอ เช่น ท่านอนเปลี่ยนเป็นนั่งพัก 1-2 นาทีก่อน แล้วจึงลุกยืน ลุกยืนพรวดพราดจากที่นอนหรือเก้าอี้ทันที
การดูแลเรื่องอาหาร เน้นอาหารรสจืด ผัก ผลไม้ ลดปริมาณโซเดียม ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ ทานอาหารแปรรูป อาหารรสจัด หรือปรุงน้ำปลา ซีอิ๊วเพิ่มในมื้ออาหาร
การซื้อยาทานเอง ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง แจ้งรายชื่อยาความดันที่ทานอยู่เสมอ ซื้อยาแก้ปวดเมื่อย ยาลดน้ำมูก หรือยาสมุนไพรมาทานเองโดยไม่มีข้อมูลทางการแพทย์

การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของผู้ดูแลและการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในผู้สูงอายุ จะช่วยให้การควบคุมความดันโลหิตเป็นไปตามเป้าหมาย รักษาเสถียรภาพของระบบไหลเวียนโลหิต ป้องกันภาวะวูบหมดสติ และลดอุบัติการณ์การเกิดโรคร้ายแรงได้อย่างยั่งยืน

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down