เข้าใจภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลันและภัยเงียบใกล้ตัว
ภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน (Acute Hypertensive Episode) หรือที่หลายคนเรียกว่าวิกฤตความดันโลหิต เป็นภาวะทางการแพทย์ที่ระดับความดันโลหิตในหลอดเลือดแดงสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งแตกต่างจากโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังทั่วไป ภาวะนี้อาจเกิดขึ้นได้กับทั้งผู้ที่มีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว และผู้ที่ไม่เคยมีประวัติมาก่อนแต่มีปัจจัยกระตุ้นฉับพลัน ความรุนแรงของภาวะนี้อยู่ที่ความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายต่ออวัยวะเป้าหมาย (Target Organ Damage) เช่น สมอง หัวใจ ไต และหลอดเลือดขนาดใหญ่ ซึ่งหากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลและการรักษาที่ถูกต้องทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต หัวใจวายเฉียบพลัน หรือเสียชีวิตได้
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน
กลไกหลักของภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลันเกิดจากการหดตัวอย่างรุนแรงและรวดเร็วของหลอดเลือดปลายทาง (Vasoconstriction) ร่วมกับการทำงานที่เพิ่มขึ้นของระบบประสาทอัตโนมัติซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) ซึ่งทำให้หัวใจบีบตัวแรงและเร็วขึ้น ปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อยในทางการแพทย์มีดังนี้
- ความเครียดทางจิตใจอย่างรุนแรง ตื่นตระหนกตกใจ หรือความวิตกกังวลขั้นวิกฤต
- การลืมรับประทานยาความดันโลหิตสูงตามแพทย์สั่ง หรือการหยุดยาเองอย่างกะทันหัน (Rebound Hypertension)
- การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูงจัดในปริมาณมากทันทีทันใด
- การใช้สารกระตุ้น ยาบางชนิด หรือสารเสพติด เช่น ยาลดน้ำมูกที่มีส่วนผสมของสารกระตุ้นหลอดเลือด คาเฟอีนปริมาณสูง หรือโคเคน
- โรคประจำตัวบางชนิดกำเริบ เช่น ภาวะโรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง หรือเนื้องอกต่อมหมวกไต (Pheochromocytoma)
อาการสำคัญและสัญญาณอันตรายที่ต้องสังเกต
ในภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนผ่านความผิดปกติของระบบประสาทและระบบไหลเวียนโลหิต อาการเริ่มแรกที่มักพบ ได้แก่ อาการปวดศีรษะรุนแรงโดยเฉพาะบริเวณท้ายทอย มึนงง วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย ใจสั่น แนหน้าอก และหายใจถี่ หากปล่อยทิ้งไว้ อาการจะลุกลามเข้าสู่ระยะวิกฤตที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ฉุกเฉินทันที
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้อง
เมื่อพบผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน ผู้ดูแลหรือคนรอบข้างต้องตั้งสติและดำเนินการปฐมพยาบาลตามขั้นตอนทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อลดภาระการทำงานของหัวใจและป้องกันความเสียหายต่ออวัยวะภายใน
- ให้ผู้ป่วยหยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ทันที และพานั่งพักในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงความอึดอัด
- จัดท่าให้ผู้ป่วยนั่งพิงพนักเก๋งหรือเตียงโดยยกศีรษะสูงเล็กน้อย เพื่อลดแรงดันเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ห้ามให้ผู้ป่วยนอนราบเด็ดขาดเพราะอาจทำให้ความดันในสมองสูงขึ้น
- คลายเสื้อผ้าให้หลวม ไม่1สวมใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป เพื่อให้ระบบหายใจทำงานได้อย่างราบรื่น
- ทำการวัดความดันโลหิตซ้ำหากมีเครื่องวัดความดันที่บ้าน เพื่อบันทึกค่าตัวบน (Systolic) และตัวล่าง (Diastolic) ไว้แจ้งแพทย์
- สอบถามประวัติการใช้ยาและการลืมกินยาประจำตัว พร้อมทั้งประคับประคองจิตใจผู้ป่วยให้สงบลง ลดความตื่นตระหนก
สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการปฐมพยาบาลความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน
ในสถานการณ์ฉุกเฉิน การกระทำบางอย่างด้วยความหวังดีแต่อาจส่งผลร้ายแรงต่อผู้ป่วยได้ ผู้ดูแลควรหลีกเลี่ยงสิ่งต่อไปนี้อย่างเด็ดขาด
- ห้ามให้ผู้ป่วยอม เคี้ยว หรือกลืนยาลดความดันโลหิตชนิดออกฤทธิ์เร็วใต้ลิ้นเองโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์ เพราะการลดความดันโลหิตลงอย่างรวดเร็วและมากจนเกินไปจะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจไม่พอ เกิดภาวะขาดเลือดเฉียบพลันตามมาได้
- ห้ามให้ผู้ป่วยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเด็ดขาด
- ห้ามใช้วิธีการบีบนวด รัด หรือเจาะเลือดบริเวณปลายนิ้วหรือติ่งหูตามความเชื่อโบราณ เพราะไม่มีผลในการลดความดันโลหิตและอาจทำให้ผู้ป่วยตื่นตระหนกมากขึ้น
- ห้ามละเลยอาการผิดปกติ แม้ว่าวัดความดันแล้วค่าจะลดลงเล็กน้อยแต่ยังมีอาการปวดหัวรุนแรงหรือชาตามตัว
วิธีรักษาทางการแพทย์ในสถานโรงพยาบาล
เมื่อผู้ป่วยเดินทางมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการประเมินอาการอย่างละเอียดโดยแบ่งเป็นสองกลุ่มหลัก คือ ภาวะวิกฤตความดันโลหิตสูงแบบไม่มีอาการแทรกซ้อนทางอวัยวะ (Hypertensive Urgency) และแบบมีอาการแทรกซ้อนทางอวัยวะเป้าหมาย (Hypertensive Emergency)
ในกรณีที่เป็นฉุกเฉินรุนแรง แพทย์จะให้ยาลดความดันโลหิตชนิดฉีดทางหลอดเลือดดำ เพื่อควบคุมระดับความดันให้ลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในอัตราที่ปลอดภัย (โดยทั่วไปลดลงไม่เกินร้อยละยี่สิบห้าในชั่วโมงแรก) พร้อมทั้งตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยการตรวจเลือด เอกซเรย์ปอด คลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง เพื่อค้นหาความเสียหายที่เกิดขึ้นและให้การรักษาจำเพาะตามโรค
การป้องกันและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมระยะยาว
การป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลันที่ดีที่สุดคือการควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงต้องรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด ควบคุมการบริโภคอาหารรสเค็มและอาหารที่มีโซเดียมสูง หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ จัดการความเครียดด้วยวิธีที่เหมาะสม งดสูบบุหรี่และจำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งตรวจวัดความดันโลหิตด้วยตนเองที่บ้านเป็นประจำทุกวัน