ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน: ภัยเงียบอันตรายที่ต้องรู้เท่าทัน

ภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน (Acute Hypertensive Crisis) ถือเป็นภาวะวิกฤตทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการประเมินและดูแลรักษาอย่างรวดเร็วและถูกต้อง ความดันโลหิตปกติในผู้ใหญ่โดยทั่วไปควรอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท แต่เมื่อใดก็ตามที่ค่าความดันพุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหัน โดยมักมีค่าตัวบน (Systolic) มากกว่า 180 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือค่าตัวล่าง (Diastolic) มากกว่า 120 มิลลิเมตรปรอท ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณความผิดปกติ และหากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการปฐมพยาบาลและการรักษาที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงชีวิต เช่น ภาวะหลอดเลือดสมองแตกหรือตีบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

ในกลุ่มผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไตและโรคเบาหวาน จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะนี้ได้ง่ายกว่าคนทั่วไป การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการเตือน และวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้อง จึงเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยชีวิตและลดความรุนแรงของโรคก่อนที่ผู้ป่วยจะเดินทางไปถึงโรงพยาบาล

สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน

ภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลันเกิดขึ้นเมื่อหลอดเลือดแดงทั่วร่างกายเกิดการหดตัวอย่างรุนแรงและฉับพลัน ทำให้หัวใจต้องบีบตัวด้วยแรงที่มากขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ส่งผลให้แรงดันภายในหลอดเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สาเหตุและปัจจัยกระตุ้นที่พบบ่อยทางการแพทย์มีดังนี้

  • การขาดยาหรือหยุดรับประทานยาลดความดันโลหิตกะทันหัน ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่พบได้ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง
  • ภาวะความเครียดทางจิตใจอย่างรุนแรง อาการวิตกกังวล หรืออาการตื่นตระหนก (Panic Attack)
  • การรับประทานอาหารที่มีโซปริเดียมหรือเกลือสูงในปริมาณมากเกินไปในระยะเวลาสั้น
  • การใช้ยาบางประเภทหรือสารกระตุ้น เช่น ยาลดน้ำที่มีส่วนผสมของสารกระตุ้น ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเซด (NSAIDs) หรือสารเสพติดบางชนิด
  • โรคแทรกซ้อนทางไต เช่น โรคหลอดเลือดไตตีบ หรือภาวะไตอักเสบเฉียบพลัน
  • เนื้องอกของต่อมหมวกไตที่ทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นความดันโลหิตออกมาปริมาณมาก

อาการและสัญญาณเตือนของภาวะวิกฤตความดันโลหิต

อาการของผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลันจะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับระดับความดันและอวัยวะเป้าหมายที่เริ่มได้รับผลกระทบ อาการที่สังเกตได้มักประกอบด้วย

  • อาการปวดศีรษะรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอย ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวดทั่วไป
  • อาการวิงเวียนศีรษะ บ้านหมุน หน้ามืด หรือรู้สึกโคลงเคลงคล้ายจะเป็นลม
  • อาการตาพร่ามัว มองเห็นภาพไม่ชัดเจน หรือมีจุดดำลอยไปมา
  • อาการแน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือรู้สึกอึดอัดบริเวณทรวงอก
  • อาการคลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น หรือรู้สึกกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงร่วมกับอาการทางระบบประสาท เช่น แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หน้าเบี้ยว หรือหมดสติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีเพราะนี่คือสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

สัญญาณอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

ในกรณีที่ภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลันลุกลามจนกลายเป็นภาวะฉุกเฉินทางความดันโลหิต (Hypertensive Emergency) ซึ่งหมายถึงการที่ความดันสูงมากร่วมกับมีความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญ ผู้ป่วยจะมีอาการและสัญญาณอันตรายที่ต้องได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์โดยด่วนดังนี้

  • อาการปวดศีรษะรุนแรงที่สุดในชีวิตแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
  • อาการเจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปที่กราม คอ หรือแขนซ้าย
  • อาการหายใจลำบาก หายใจหอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ หรือมีเสมหะปนเลือด
  • อาการสับสน ซึมลง หรือหมดสติ
  • อาการชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้า แขน หรือขาอย่างฉับพลัน

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้องก่อนถึงมือแพทย์

เมื่อพบผู้ป่วยที่มีอาการของความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการตั้งสติและดำเนินการปฐมพยาบาลตามขั้นตอนทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้น

  • ให้ผู้ป่วยหยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ทันที และจัดให้นั่งหรือนอนพักใน ท่าที่สบายที่สุด (มักเป็นท่านั่งพิงศีรษะสูงเล็กน้อย เพื่อลดแรงดันเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง) ห้ามให้ผู้ป่วยยืนหรือเดินไปมาเด็ดขาด
  • คลายเสื้อผ้าให้หลวม เพื่อให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกขึ้นและลดความอึดอัด
  • จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบ หลีกเลี่ยงความวุ่นวาย เสียงดัง หรือสถานการณ์ที่อาจกระตุ้นให้ผู้ป่วยเกิดความเครียดเพิ่มขึ้น
  • สอบถามประวัติการใช้ยาของผู้ป่วย ว่าลืมทานยาลดความดันโลหิตหรือไม่
  • วัดความดันโลหิตซ้ำหากมีเครื่องวัดที่บ้าน เพื่อบันทึกค่าและเวลาไว้แจ้งแพทย์
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามบังคับให้ผู้ป่วยลดความดันโลหิตลงอย่างรวดเร็วด้วยการให้เคี้ยวยาลดความดันออกฤทธิ์เร็วทันทีด้วยตนเอง เว้นแต่จะเป็นคำสั่งของแพทย์ประจำตัว เพราะการที่ความดันลดลงเร็วเกินไปอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจไม่พอ จนเกิดภาวะขาดเลือดและอันตรายถึงชีวิตได้

สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการปฐมพยาบาลผู้ป่วยความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน

การปฐมพยาบาลที่ผิดวิธีอาจทำให้อาการของผู้ป่วยแย่ลงอย่างรวดเร็ว ข้อควรปฏิบัติที่ต้องหลีกเลี่ยงมีดังนี้

  • ห้ามให้ผู้ป่วยรับประทานยาเม็ดใต้ลิ้นเพื่อลดความดันโลหิตเองโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์
  • ห้ามตื่นตระหนกโวยวายรอบตัวผู้ป่วย เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้นไปอีก
  • ห้ามปล่อยให้ผู้ป่วยขับรถเดินทางไปโรงพยาบาลด้วยตนเองเด็ดขาด
  • ห้ามให้ผู้ป่วยดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มชูกำลัง

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยเดินทางมาถึงโรงพยาบาล ทีมแพทย์และพยาบาลจะดำเนินการประเมินอาการอย่างเร่งด่วน โดยมีขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยและการรักษาดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับโรคประจำตัว ประวัติการใช้ยา และพฤติกรรมการใช้ชีวิต
  • การตรวจร่างกายทั่วไปและการตรวจระบบประสาทอย่างละเอียด
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram - ECG) เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจและภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการเพื่อดูการทำงานของไต อิเล็กโทรไลต์ และเอนไซม์หัวใจ
  • การให้ยาควบคุมความดันโลหิตชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำหรือชนิดรับประทานภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อค่อยๆ ลดความดันโลหิตลงอย่างปลอดภัยในอัตราที่เหมาะสม

การป้องกันและการดูแลตนเองในระยะยาว

การป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลันทำได้โดยการควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

  • รับประทานยาลดความดันโลหิตตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาหรือปรับลดขนาดยาเองโดยเด็ดขาด
  • วัดความดันโลหิตด้วยตนเองที่บ้านเป็นประจำทุกวันและจดบันทึกค่าไว้
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยลดการรับประทานอาหารรสเค็ม อาหารที่มีโซเดียมสูง และควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่
  • จัดการความเครียดด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่น การนั่งสมาธิ การฝึกหายใจลึกๆ และการออกกำลังกายเบาๆ ตามคำแนะนำของแพทย์
คำแนะนำจากคุณหมอ: การพบแพทย์ตามนัดหมายอย่างสม่ำเสมอและการมีวินัยในการรับประทานยา คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงเฉียบพลันและภาวะแทรกซ้อนอันตรายในอนาคต
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down