ภัยเงียบจากนิสัยติดการบิดคอ
หลายคนมักมีพฤติกรรมติดการบิดคอหรือหักคอตัวเองเวลาที่รู้สึกเมื่อยล้าจากการทำงานหรือการนั่งท่าเดิมนานๆ เสียงลั่นหรือเสียงกระดูกดังกร๊อบในขณะที่บิดคอนั้นสำหรับหลายคนอาจให้ความรู้สึกผ่อนคลายและลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อได้ในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ในฐานะแพทย์ผมขอเตือนว่าพฤติกรรมเหล่านี้ซ่อนความเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตเอาไว้มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอฉีกขาด (Vertebral Artery Dissection) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่รุนแรงและอาจนำไปสู่ภาวะอัมพาตหรือเสียชีวิตได้ในฉับพลัน
กลไกอันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อเราหักคอ
หลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอ (Vertebral Artery) มีหน้าที่สำคัญในการลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหลังและสมองน้อย หลอดเลือดนี้จะทอดผ่านแนวกระดูกสันหลังส่วนคอ หากมีการกระชากหรือการบิดคออย่างรุนแรงหรือผิดจังหวะ แรงเหวี่ยงดังกล่าวอาจส่งผลให้ผนังหลอดเลือดชั้นในเกิดการฉีกขาด (Intimal Tear) ส่งผลให้เลือดไหลแทรกเข้าไปในชั้นของผนังหลอดเลือด (Intramural Hematoma) ทำให้ช่องทางเดินเลือดตีบแคบลงหรือเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
เมื่อลิ่มเลือดดังกล่าวหลุดลอยไปตามกระแสเลือดสู่สมอง จะทำให้เกิดภาวะสมองขาดเลือดเฉียบพลัน (Ischemic Stroke) ซึ่งในกลุ่มผู้ที่มีพฤติกรรมบิดคอเป็นประจำ การฉีกขาดอาจไม่เกิดขึ้นในครั้งเดียว แต่เป็นการสะสมของบาดแผลเล็กๆ จนเกิดความอ่อนแอของผนังหลอดเลือดในระยะยาว
สัญญาณเตือนที่ร่างกายกำลังร้องขอความช่วยเหลือ
บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยไม่ทราบว่าตนเองเกิดภาวะหลอดเลือดฉีกขาดจนกระทั่งเริ่มมีอาการทางระบบประสาทที่ชัดเจน หากท่านหรือคนใกล้ชิดมีพฤติกรรมชอบบิดคอแล้วเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที:
- อาการปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลันที่เกิดขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
- มีอาการปวดร้าวที่บริเวณคอหรือท้ายทอยอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
- อาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน (Vertigo) อย่างรุนแรงจนยืนไม่อยู่
- มองเห็นภาพซ้อน หรือการมองเห็นผิดปกติ
- อาการเดินเซ เสียการทรงตัว หรือแขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง
- กลืนลำบาก หรือพูดไม่ชัด
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่กระบวนการรักษา แพทย์จะทำการประเมินอย่างละเอียดผ่านขั้นตอนดังนี้:
- การซักประวัติพฤติกรรมและความถี่ในการบิดคอ
- การตรวจร่างกายระบบประสาท (Neurological Examination) เพื่อประเมินการทำงานของสมองส่วนหลัง
- การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดสมองและคอ (CTA - CT Angiography) เพื่อดูลักษณะการฉีกขาดของผนังหลอดเลือด
- การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI/MRA) เพื่อประเมินความเสียหายของเนื้อสมองและตำแหน่งของหลอดเลือดที่มีปัญหา
วิธีปรับพฤติกรรมและการดูแลรักษาที่ถูกต้อง
สำหรับการบรรเทาอาการเมื่อยล้าที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ ผมแนะนำให้เปลี่ยนจากพฤติกรรมการบิดคอมาเป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างนุ่มนวล (Gentle Stretching) แทน:
- หมั่นเปลี่ยนอิริยาบถทุก 30-60 นาที โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์
- ใช้วิธีการประคบอุ่นบริเวณต้นคอเพื่อช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ แทนการหักคอ
- บริหารกล้ามเนื้อคอด้วยการก้มเงยและเอียงคอช้าๆ ในขอบเขตที่ไม่รู้สึกเจ็บ
- หากมีอาการปวดเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูหรือนักกายภาพบำบัด เพื่อรับการรักษาด้วยการดัดจัดกระดูกที่ถูกวิธีโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ห้ามให้บุคคลที่ไม่ใช่แพทย์เฉพาะทางดัดคอโดยเด็ดขาด
สรุปสิ่งที่ควรปฏิบัติ
การดูแลสุขภาพคอเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเพราะเป็นทางผ่านของหลอดเลือดและเส้นประสาทที่สำคัญที่สุดของร่างกาย หากท่านมีความเคยชินในการหักคอ ขอให้หยุดพฤติกรรมนี้ทันที และหันมาให้ความสำคัญกับการยศาสตร์ (Ergonomics) ในการทำงานแทน หากท่านมีอาการปวดคอผิดปกติที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย โปรดอย่าลังเลที่จะเข้ารับการวินิจฉัยจากแพทย์ทันที เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์