อันตรายจากการให้คนที่ไม่ใช่แพทย์หักคอหรือจัดกระดูก: มหันตภัยใกล้ตัวที่เสี่ยงอัมพาตและเสียชีวิต
ในยุคปัจจุบันที่กระแสการดูแลสุขภาพและการบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้รับความนิยมสูงขึ้น หลายคนที่มีอาการปวดคอ บ่า ไหล่ หรือตึงเครียดจากการทำงาน มักหันไปพึ่งพาวิธีการนวดแผนไทย การจัดกระดูก หรือการดัดคอโดยบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญแต่มิใช่แพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ไม่มีมาตรฐานทางการแพทย์รองรับเท่านั้น แต่ยังซ่อนเร้นอันตรายถึงชีวิตเอาไว้ โดยเฉพาะการทำหัตถการบริเวณกระดูกสันหลังส่วนคอ ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของเส้นประสาทไขสันหลังและเส้นเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงสมอง บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงอันตรายจากการให้คนที่ไม่ใช่แพทย์หักคอหรือจัดกระดูก พร้อมกลไกการเกิดโรค อาการเตือนภัย และแนวทางการรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
โครงสร้างกายวิภาคบริเวณคอและความเสี่ยงระดับวิกฤต
กระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical Spine) ประกอบด้วยกระดูกทั้งหมดเจ็ดชิ้นที่มีความซับซ้อนและบอบบางมากที่สุดในร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่พยุงศีรษะที่มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณสี่ถึงห้ากิโลกรัม และเป็นทางผ่านที่สำคัญอย่างยิ่งของโครงสร้างทางระบบประสาทและหลอดเลือด ได้แก่ ไขสันหลัง (Spinal Cord) เส้นประสาทไขสันหลัง (Spinal Nerves) และหลอดเลือดแดงเวอร์ทีบรัล (Vertebral Arteries) ซึ่งทอดตัวผ่านช่องกระดูกสันหลังส่วนคอเพื่อนำเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหลัง หากผู้ทำหัตถการไม่มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในด้านกายวิภาคศาสตร์และพยาธิสภาพของโรค แรงกระชากหรือการบิดหมุนคออย่างรุนแรงและผิดทิศทางเพียงครั้งเดียว อาจก่อให้เกิดความเสียหายถาวรต่อโครงสร้างเหล่านี้ได้อย่างคาดไม่ถึง
สาเหตุและกลไกการเกิดอันตรายจากการจัดกระดูกคอโดยผู้ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ
การจัดกระดูกคอ (Cervical Spinal Manipulation) หรือที่นิยมเรียกว่าการหักคอ เป็นหัตถการที่ต้องอาศัยความแม่นยำสูงและผ่านการวินิจฉัยโรคอย่างละเอียดโดยแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ หรือแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูเท่านั้น สาเหตุหลักที่ทำให้การกระทำโดยบุคคลทั่วไปหรือผู้มิใช่แพทย์ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรง มีกลไกสำคัญดังต่อไปนี้
- การฉีกขาดของหลอดเลือดแดง (Vertebral Artery Dissection): แรงกระชากหรือการบิดคออย่างรวดเร็วทำให้ผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองเกิดการฉีกขาดชั้นใน ส่งผลให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันหรือเลือดออกในสมองเฉียบพลัน
- การเคลื่อนหลุดของกระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical Subluxation or Dislocation): แรงกดหรือแรงดึงที่มากเกินไปทำให้ข้อต่อกระดูกสันหลังเคลื่อนหลุดจากตำแหน่งปกติ ส่งผลให้ไปกดทับไขสันหลังโดยตรง
- หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท (Cervical Disc Herniation): แรงกระแทกจากการจัดกระดูกอาจทำให้หมอนรองกระดูกที่เสื่อมอยู่แล้วทะลออกมาทับรากประสาท ทำให้เกิดอาการปวดร้าวชาลงแขนอย่างรุนแรง
- ความเสียหายต่อเส้นประสาทไขสันหลัง (Spinal Cord Injury): การบาดเจ็บรุนแรงที่ไขสันหลังส่วนคออาจส่งผลให้เกิดภาวะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตครึ่งท่อน หรืออัมพาตทั่วร่างกาย (Quadriplegia) ทันที
อาการและสัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
หากท่านหรือคนใกล้ชิดเคยรับการจัดกระดูกคอโดยผู้ไม่ใช่แพทย์ และปรากฏอาการผิดปกติดังต่อไปนี้ ห้ามรอสังเกตอาการเด็ดขาด ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที
- มีอาการปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
- เวียนศีรษะ บ้านหมุน คลื่นไส้ อาเจียนทรงตัวไม่ได้
- ตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นชั่วขณะ
- มีอาการชา อ่อนแรง บริเวณใบหน้า แขน หรือขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง
- พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง กลืนลำบาก
- สูญเสียการควบคุมการขับถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ
- มีอาการคอแข็งเกร็ง ขยับคอไม่ได้เลยและเจ็บปวดอย่างรุนแรง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อผู้ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยอาการบาดเจ็บจากการถูกหักคอหรือจัดกระดูกผิดวิธี แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อประเมินความรุนแรงของความเสียหาย โดยมีขั้นตอนมาตรฐานดังนี้
- การซักประวัติและตรวจร่างกายทางระบบประสาท (Neurological Examination): แพทย์จะตรวจสอบกำลังกล้ามเนื้อ การรับความรู้สึก รีเฟล็กซ์ และการทำงานของเส้นประสาทสมอง
- การถ่ายภาพรังสีส่วนเพิ่ม (X-ray): เพื่อตรวจสอบโครงสร้างกระดูกสันหลังส่วนคอว่ามีการแตกหัก หรือเคลื่อนหลุดหรือไม่
- การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan): เพื่อดูรายละเอียดของกระดูกในมิติที่ละเอียดขึ้น
- การตรวจด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการประเมินความเสียหายของหมอนรองกระดูก เส้นประสาท ไขสันหลัง และเนื้อเยื่ออ่อนรอบข้าง
- การตรวจหลอดเลือดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRA หรือ CTA): เพื่อค้นหาภาวะการฉีกขาดหรืออุดตันของหลอดเลือดแดงบริเวณคอและสมอง
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาอาการบาดเจ็บจากการจัดกระดูกผิดวิธี ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของการบาดเจ็บ ตั้งแต่การรักษาประคับประคองไปจนถึงการผ่าตัดเร่งด่วน
- การพักการใช้งานและการใส่ปลอกคอพยุง (Cervical Collar): เพื่อลดการเคลื่อนไหวของกระดูกคอและให้เนื้อเยื่อที่บาดเจ็บได้ฟื้นตัว
- การใช้ยาตามคำสั่งแพทย์: ได้แก่ ยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ และยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยา ให้นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลกรณีมีอาการทางระบบประสาท
- กายภาพบำบัดโดยนักกายภาพบำบัดวิชาชีพ: เมื่อผ่านพ้นระยะเฉียบพลัน จะมีการฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วยวิธีที่ปลอดภัย เช่น การดึงคอด้วยเครื่องมือมาตรฐาน การใช้ความร้อนหรือความเย็น และการบริหารกล้ามเนื้อคอที่ถูกวิธี
- การรักษาด้วยการผ่าตัด: ในกรณีที่มีกระดูกหักกดทับไขสันหลัง หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทอย่างรุนแรง หรือมีหลอดเลือดฉีกขาด แพทย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อหรือศัลยกรรมระบบประสาทจะต้องทำการผ่าตัดเพื่อแก้ไขโครงสร้างโดยเร็วที่สุด
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
- ห้ามให้บุคคลทั่วไป หมอนวดแผนไทย หรือผู้ที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมทำการดัด บิด หรือหักกระดูกคอโดยเด็ดขาด
- ห้ามฝืนนวดหรือกดจุดในบริเวณที่มีอาการปวดร้าวลงแขนร่วมกับอาการชา เพราะอาจทำให้หมอนรองกระดูกที่เคลื่อนอยู่แล้วทะลักออกมามากขึ้น
- ห้ามซื้อยาคลายกล้ามเนื้อหรือยาแก้ปวดแรงสูงมารับประทานเองติดต่อกันเป็นเวลานานหากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับและไต
วิธีป้องกันและการดูแลสุขภาพคอในระยะยาว
การป้องกันอาการปวดคอและการบาดเจ็บที่รุนแรงสามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนี้ครับ
- ปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน: จัดวางหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา เพื่อหลีกเลี่ยงการก้มหรือเงยหน้าเป็นเวลานาน
- พักเบรกระหว่างวัน: ทุกๆ หนึ่งชั่วโมงควรลุกขึ้นยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอและบ่า เพื่อลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบคอและสะบักด้วยท่าบริหารที่ถูกต้อง
- นอนหมอนที่เหมาะสม: เลือกใช้หมอนรองคอที่สามารถรักษาส่วนโค้งตามธรรมชาติของกระดูกสันหลังส่วนคอได้ดี ไม่นิ่มหรือแข็งจนเกินไป
สรุปคำแนะนำสำหรับผู้ดูแลและผู้ป่วย
อาการปวดคอเป็นเรื่องที่พบได้บ่อย แต่การรักษาอาการปวดด้วยวิธีที่ผิดโดยการให้คนที่ไม่ใช่แพทย์ทำการหักคอหรือจัดกระดูกนั้น มีความเสี่ยงสูงมากที่จะนำไปสู่ความพิการถาวรหรือการเสียชีวิต หากท่านมีอาการปวดคอเรื้อรังควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้ชำนาญการเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องตามหลักวิชาชีพการแพทย์ ความปลอดภัยของร่างกายและระบบประสาทของท่านคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ไม่ควรนำไปเสี่ยงกับวิธีการที่ไม่มีมาตรฐานรองรับ