อันตรายจากการหักคอ นวดคอ และการสะบัดคออย่างรุนแรง
พฤติกรรมการหักคอ บิดคอ หรือการใช้บริการนวดแผนโบราณที่ลงน้ำหนักบริเวณต้นคออย่างรุนแรง มักเป็นสิ่งที่หลายคนทำเพื่อคลายความเมื่อล้า หรือแก้occipital neuralgia (อาการปวดศีรษะจากเส้นประสาทท้ายทอย) แต่แท้จริงแล้วพฤติกรรมเหล่านี้ซ่อนภัยเงียบระดับวิกฤตเอาไว้ โดยเฉพาะอาการที่เกิดขึ้นฉับพลันหลังจากการหักคอ เช่น อาการเวียนหัว บ้านหมุน เดินเซ ชาตามมือ หรือใบหน้าชาครึ่งซีก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนสำคัญของความผิดปกติของหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงสมองส่วนหลัง (Vertebrobasilar system)
กลไกอันตราย: ทำไมการหักคอจึงทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง
ในทางการแพทย์ หลอดเลือดแดงที่ทอดตัวผ่านกระดูกต้นคอทั้งสองข้าง เรียกว่า หลอดเลือดแดงเวอร์เทบรอล (Vertebral artery) ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองส่วนหลัง ก้านสมอง และสมองน้อย (Cerebellum) เมื่อมีการหัก บิด หรือสะบัดคออย่างรุนแรงและรวดเร็ว จะทำให้หลอดเลือดแดงนี้เกิดการยืดตัวอย่างฉับพลัน (Stretching) หรือเกิดการเสียดสีกับกระดูกต้นคอ ส่งผลให้เกิดภาวะสำคัญดังต่อไปนี้
- การฉีกขาดของผนังหลอดเลือดด้านใน (Vertebral Artery Dissection): เกิดแผลฉีกขาดที่ชั้นเยื่อบุภายในหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเข้าไปแทรกตามผนังหลอดเลือดและขัดขวางการไหลเวียนของเลือดไปสู่สมอง
- การก่อตัวของลิ่มเลือด (Thrombus Formation): บริเวณที่มีการฉีกขาดของผนังหลอดเลือด ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมโดยการสร้างลิ่มเลือดขึ้นมา ซึ่งลิ่มเลือดนี้อาจหลุดลอยไปอุดตันหลอดเลือดขนาดเล็กในสมองส่วนหลัง ทำให้เกิดภาวะขาดเลือดไปเลี้ยงสมองเฉียบพลัน
- การตีบตัวของหลอดเลือดจากภาวะหดเกร็ง (Vasospasm): ผนังหลอดเลือดตอบสนองต่อความรุนแรงด้วยการหดเกร็งตัวอย่างรุนแรง ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลงทันที
อาการและสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ห้ามมองข้าม
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีประวัติการหักคอ นวดคอ หรืออุบัติเหตุบริเวณลำคอ ร่วมกับมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มอาการหลอดเลือดสมองขาดเลือด (Stroke) ในระบบการไหลเวียนโลหิตส่วนหลัง:
- อาการเวียนหัวและบ้านหมุนรุนแรง: รู้สึกเหมือนสิ่งรอบตัวหมุน ทรงตัวไม่ได้ เดินเซ หรือรู้สึกโคลงเคลงเหมือนคนเมาสุรา
- อาการชาและอ่อนแรง: มีอาการชาตามมือ ตามเท้า หรือใบหน้าชาครึ่งซีก โดยมักเกิดขึ้นในซีกเดียวกันหรือสลับข้างกัน (Crossed signs)
- ความผิดปกติของการมองเห็น: ตาพร่ามัว มองเห็นภาพซ้อน (Diplopia) หรือสูญเสียการมองเห็นชั่วคราวในตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
- การพูดและความเข้าใจผิดปกติ: พูดไม่ชัด พูดอ้อแอ ลิ้นแข็ง หรือไม่เข้าใจคำพูดของผู้อื่น
- อาการปวดศีรษะและปวดคอรุนแรงเฉียบพลัน: มีอาการปวดศีรษะรุนแรงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ร่วมกับอาการปวดแปลบที่บริเวณต้นคอหรือท้ายทอย
- อาการกลืนลำบากและสำลัก: รู้สึกติดคอ กลืนน้ำลายหรืออาหารลำบาก มีอาการสำลักน้ำบ่อยครั้ง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์อย่างละเอียด
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการเวียนหัว บ้านหมุน และชาตามมือหลังจากการหักคอ แพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาท (Neurologist) หรือแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินจะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ดังนี้
- การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามประวัติการทำหัตถการบริเวณลำคอ เช่น การดัดคอ หักคอ นวดแผนโบราณ หรืออุบัติเหตุที่กระแทกบริเวณคอ รวมถึงระยะเวลาเริ่มแสดงอาการ
- การตรวจร่างกายทางระบบประสาท (Neurological Examination): ประเมินการทำงานของเส้นประสาทสมอง การทรงตัว กำลังกล้ามเนื้อ และการรับความรู้สึก
- การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพถ่ายรังสีขั้นสูง (Advanced Neuroimaging):
- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดสมองและลำคอ (CTA - Computed Tomography Angiography): เพื่อดูความผิดปกติของหลอดเลือดแดงบริเวณคอและการตีบตัน
- คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมองและหลอดเลือด (MRI / MRA - Magnetic Resonance Imaging / Angiography): เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงมากในการตรวจหาเนื้อสมองที่ขาดเลือดและประเมินสภาพผนังหลอดเลือด
วิธีรักษาทางการแพทย์และการฟื้นฟู
การรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดแดงที่คอฉีกขาดจากการหักคอ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการ ดังนี้
- การใช้ยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือด (Antiplatelet or Anticoagulant Therapy): ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีการฉีกขาดของผนังหลอดเลือดและมีความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน หรือยาละลายลิ่มเลือด เพื่อป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดขยายตัวใหญ่ขึ้น
- การรักษาประคับประคองตามอาการ (Symptomatic Treatment): การให้ยาแก้วิงเวียนศีรษะ ยาลดอาการคลื่นไส้ และการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำในกรณีที่ผู้ป่วยอาเจียนมากจนขาดน้ำ
- การผ่าตัดหรือการใส่ขดลวดค้ำจุนหลอดเลือด (Endovascular Intervention): ในกรณีที่หลอดเลือดตีบตันอย่างรุนแรงและยาไม่สามารถควบคุมอาการได้ แพทย์เฉพาะทางด้านรังสีร่วมรักษาจะพิจารณาใส่ขดลวด (Stent) เพื่อขยายหลอดเลือดที่ตีบและคืนการไหลเวียนของเลือด
- การทำกายภาพบำบัดฟื้นฟู (Rehabilitation): สำหรับผู้ที่มีอาการทรงตัวผิดปกติหรือมีอาการชาอ่อนหลงเหลืออยู่ การทำกายภาพบำบัดระบบประสาทและการทรงตัวจะช่วยฟื้นฟูการทำงานของร่างกายให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
การป้องกันและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
การป้องกันภาวะหลอดเลือดสมองฉีกขาดจากการหักคอที่ดีที่สุด คือการหยุดพฤติกรรมเสี่ยงและดูแลสุขภาพหลอดเลือดอย่างถูกวิธี
- งดการหักคอ ดัดคอ หรือสะบัดคอด้วยตนเอง: หลีกเลี่ยงการพยายามดึงคอหรือหมุนคอให้มีเสียงดังกรอบแกรบ เนื่องจากอาจสร้างความเสียหายแก่เส้นประสาทและหลอดเลือดได้
- เลือกใช้บริการนวดที่มีมาตรฐานความปลอดภัย: หากต้องการนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อคอและบ่า ควรเลือกนักกายภาพบำบัดหรือหมอนวดที่ได้รับใบอนุญาตและมีความรู้ความเข้าใจเรื่องกายวิภาคศาสตร์อย่างแท้จริง แจ้งเตือนผู้ให้บริการล่วงหน้าว่าห้ามหักหรือดัดคอเด็ดขาด
- การบริหารกล้ามเนื้อคออย่างถูกวิธี: แทนการหักคอ ให้ใช้วิธีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอเบาๆ (Stretching) ด้วยการเอียงคอค้างไว้ข้างละสิบวินาที เพื่อคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อโดยไม่ส่งผลกระทบต่อกระดูกและหลอดเลือด
- ควบคุมปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง: ควบคุมความดันโลหิต ไขมันในเลือด และระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน งดการสูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม