ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

อันตรายจากการหักคอด้วยตนเองและกลไกการเกิดอาการคอเคล็ดขยับไม่ได้

พฤติกรรมการหักคอหรือการบิดคอให้มีเสียงดังกรอบแกรบ (Neck Cracking หรือ Neck Manipulation) เป็นกิจวัตรที่หลายคนทำเพื่อคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อบริเวณคอหรือบรรเทาอาการปวดเมื่อยชั่วคราว หลายคนอาจรู้สึกโล่งสบายทันทีหลังจากได้ยินเสียงลั่นบริเวณข้อต่อกระดูกคอ อย่างไรก็ตาม ในทางการแพทย์พฤติกรรมนี้แฝงไปด้วยความเสี่ยงที่รุนแรงกว่าที่คิด เนื่องจากบริเวณลำคอเป็นจุดศูนย์รวมของเส้นประสาทไขสันหลัง (Spinal Cord) หลอดเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงสมอง (Vertebral Arteries) รวมถึงโครงสร้างของข้อต่อ หมอนรองกระดูก และมัดกล้ามเนื้อจำนวนมากที่ยึดโยงกันอย่างซับซ้อน

เมื่อมีการบิดหรือหักคออย่างรุนแรงหรือผิดทิศทาง แรงเหวี่ยงดังกล่าวจะส่งผลให้กล้ามเนื้อคอหดเกร็งตัวอย่างฉับพลัน (Acute Muscle Spasm) เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อต่อเคลื่อนหลุด ซึ่งเป็นกลไกการป้องกันตามธรรมชาติของร่างกาย ส่งผลให้เกิดอาการคอเคล็ดขยับไม่ได้ (Acute Torticollis) นอกจากนี้ แรงกระแทกจากการหักคอยังอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่ออ่อนรอบข้อต่อ (Ligament Sprain) หรือในกรณีที่รุนแรงที่สุดอาจส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอ ทำให้เกิดการฉีกขาดของผนังหลอดเลือดด้านใน (Vertebral Artery Dissection) ซึ่งนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดสมองอุดตันหรือตีบตันได้

สาเหตุและกลไกการบาดเจ็บของโครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อคอ

อาการคอเคล็ดที่เกิดขึ้นทันทีหลังจากการหักคอไม่ได้เกิดจากปัญหาของกระดูกสันหลังเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับองค์ประกอบหลายส่วนพร้อมๆกัน ได้แก่

  • การหดเกร็งของกล้ามเนื้อ (Muscle Spasm): กล้ามเนื้อคอชั้นลึกและชั้นตื้น เช่น กล้ามเนื้อสเตอร์โนไคลโดมาสทอยด์ (Sternocleidomastoid) และกล้ามเนื้อทราปีเซียส (Trapezius) ได้รับแรงกระชากอย่างรุนแรงจนเกิดการหดเกร็งค้างอย่างถาวร ทำให้ไม่สามารถหันซ้ายหรือขวาได้
  • การบาดเจ็บของข้อต่อfacet (Facet Joint Injury): บริเวณข้อต่อย่อยระหว่างกระดูกสันหลังส่วนคออาจเกิดการเสียียดสีอย่างรุนแรง หรือมีการเคลื่อนตัวผิดตำแหน่งเล็กน้อย (Subluxation) ทำให้เกิดการอักเสบเฉียบพลัน
  • การบาดเจ็บของหมอนรองกระดูกสันหลัง (Cervical Disc Injury): แรงกดดันจากการบิดคออย่างกะทันหันอาจทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังส่วนคอเคลื่อนออกมากดทับรากประสาท ส่งผลให้มีอาการปวดร้าวลงแขนร่วมด้วย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามพยายามดัด ดึง หรือหักคอซ้ำเพื่อพยายามแก้ไขอาการคอเคล็ดด้วยตนเองเด็ดขาด เนื่องจากอาจทำให้โครงสร้างที่บาดเจ็บอยู่แล้วเสียหายหนักขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเส้นประสาทไขสันหลังอย่างถาวร

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดอาการคอเคล็ดหลังหักคอ

เมื่อเกิดอาการคอเคล็ดขยับไม่ได้หลังจากการหักคอ สิ่งสำคัญที่สุดคือการหยุดกิจกรรมทุกอย่างทันที และปฏิบัติตามแนวทางการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องเพื่อลดการอักเสบและป้องกันการบาดเจ็บเพิ่มเติม

  • การพักการใช้งานคอ (Cervical Rest): หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวคอในทิศทางที่ทำให้เจ็บ พยายามให้อยู่ในท่าที่สบายที่สุด หากจำเป็นต้องหันหน้า ให้หันไปทั้งลำตัวแทนการหันเฉพาะคอ
  • การประคบเย็น (Cold Therapy): ในช่วงสองสัปดาห์แรกหลังเกิดอาการ (โดยเฉพาะช่วงสี่สิบแปดชั่วโมงแรก) ให้ใช้เจลประคบเย็นหรือน้ำแข็งห่อผ้าขนหนูประคบพาดบริเวณกล้ามเนื้อคอที่ปวดเกร็ง ครั้งละสิบห้าถึงยี่สิบนาที วันละสามถึงสี่ครั้ง เพื่อลดการไหลเวียนเลือดเฉพาะ ลดอาการบวมและระงับความปวด
  • การใช้ยารักษาตามอาการ (Symptomatic Medication): สามารถรับประทานยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) หรือนาพรอกเซน (Naproxen) เพื่อลดอาการอักเสบและคลายกล้ามเนื้อ ทั้งนี้ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยา
  • การใช้ปลอกคอพยพ (Cervical Collar): ในกรณีที่มีอาการรุนแรง การสวมปลอกคอ่อนสำหรับพยุงคอชั่วคราวจะช่วยลดภาระการทำงานของกล้ามเนื้อคอ และป้องกันการเคลื่อนไหวที่เกินขอบเขต แต่ไม่ควรใส่ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไปเพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อคออ่อนแรงได้
คำแนะนำจากคุณหมอ: การประคบอุ่นควรทำหลังจากผ่านพ้นช่วงสี่สิบแปดชั่วโมงแรกไปแล้ว และไม่มีอาการบวมแดงร้อนหลงเหลืออยู่ เพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงตัวและเพิ่มการไหลเวียนโลหิตมาสู่บริเวณที่บาดเจ็บ

สัญญาณอันตรายระดับวิกฤต (Red Flags) ที่ต้องไปพบแพทย์ทันที

อาการคอเคล็ดทั่วไปมักจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในสามถึงเจ็ดวันหากได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอและการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง แต่หากท่านมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยอันตรายที่ต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ หรือแพทย์ระบบประสาททันที

  • มีอาการชา อ่อนแรง หรือรู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มแทงลามลงไปที่หัวไหล่ แขน ข้อศอก หรือปลายนิ้วมือ
  • มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงและฉับพลัน เวียนศีรษะ บ้านหมุน คลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย
  • มีความผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น เช่น มองเห็นภาพซ้อน สูญเสียการมองเห็นบางส่วน
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว เดินเซ ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายไม่ได้
  • มีอาการสูญเสียการควบคุมการขับถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ ซึ่งบ่งชี้ถึงการกดทับของเส้นประสาทไขสันหลังส่วนคออย่างรุนแรง
  • มีไข้สูงร่วมกับอาการคอแข็ง (Stiff Neck) ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อในระบบประสาทส่วนกลาง

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการคอเคล็ดขยับไม่ได้หลังจากการหักคอ แพทย์จะดำเนินการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับการทำกิจกรรมและความรุนแรงของอาการ ร่วมกับการตรวจร่างกายทางระบบประสาทและระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ หากพบความเสี่ยงที่รุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้วิธีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม ดังนี้

  • การเอกซเรย์กระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical Spine X-ray): เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของโครงสร้างกระดูก การเคลื่อนตัวของข้อต่อ หรือภาวะกระดูกเสื่อม
  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Scan): เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงในการประเมินความเสียหายของหมอนรองกระดูกสันหลัง เส้นประสาทไขสันหลัง และเนื้อเยื่ออ่อนรอบคอ
  • การตรวจหลอดเลือดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRA) หรืออัลตราซาวด์หลอดเลือด (Carotid and Vertebral Ultrasound): เพื่อประเมินการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดแดงบริเวณลำคอ ในกรณีที่สงสัยว่ามีการบาดเจ็บของหลอดเลือด

ในส่วนของการรักษาทางการแพทย์ แพทย์อาจให้ยาคลายกล้ามเนื้อที่มีฤทธิ์แรงขึ้น หรือยาระงับปวดกลุ่มพรีบากาลิน (Pregabalin) หากมีอาการปวดประสาทร่วมด้วย นอกจากนี้การทำกายภาพบำบัด (Physical Therapy) เช่น การใช้อุปกรณ์ดึงคอทาง 1 1 1 1 1 การใช้คลื่นอัลตราซาวด์บำบัด หรือการบริหารกล้ามเนื้อคอภายใต้คำแนะนำของนักกายภาพบำบัด จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของคอให้กลับสู่ภาวะปกติได้อย่างปลอดภัย

วิธีการป้องกันและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาว

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการเลิกพฤติกรรมการหักคอด้วยตนเองอย่างเด็ดขาด เนื่องจากความเสียหายที่สะสมอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้ นอกจากนี้ควรดูแลสุขภาพคอด้วยแนวทางดังต่อไปนี้

  • ปรับสภาพแวดล้อมในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันให้ถูกสุขลักษณะท่าทาง (Ergonomics) เช่น หลีกเลี่ยงการก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ปรับระดับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา
  • ออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอและหัวไหล่เป็นประจำ
  • หากมีอาการปวดตึงคอเรื้อรัง ควรเข้ารับการรักษากับแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญ แทนการใช้ความรุนแรงจัดการกับข้อต่อด้วยตนเอง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down