ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

คลายข้อสงสัยยอดฮิต พฤติกรรมชอบหักคอมีอันตรายซ่อนอยู่จริงหรือ

พฤติกรรมการบิดคอหรือหักคอเพื่อให้เกิดเสียงดังกรอบแกลบ เป็นกิจวัตรที่หลายคนทำจนติดเป็นนิสัย ไม่ว่าจะทำเพื่อคลายความเมื่อยล้าจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือเพื่อลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ หลายคนมีความเชื่อว่าเสียงที่เกิดขึ้นคือการเข้าที่ของกระดูก แต่ในมุมมองทางการแพทย์แล้ว เสียงดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่กระดูกกลับเข้าที่อย่างที่หลายคนเข้าใจ และพฤติกรรมนี้หากทำบ่อยครั้งหรือทำอย่างผิดวิธี อาจนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพที่รุนแรงถึงขั้นกระดูกคอเสื่อมก่อนวัยอันควร หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงสมองได้

กลไกเบื้องหลังเสียงกรอบแกลบเมื่อหักคอ

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ จำเป็นต้องทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของเสียงที่เกิดขึ้นเมื่อมีการบิดหรือหักข้อต่อ ภายในข้อต่อของร่างกายมนุษย์ รวมถึงข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical Spine Facet Joints) จะมีของเหลวที่ทำหน้าที่หล่อลื่นเรียกว่าน้ำไขข้อ (Synovial Fluid) ซึ่งภายในน้ำไขข้อนี้จะมีก๊าซต่างๆ ละลายอยู่ เช่น ก๊าซไนโตรเจน ออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์

เมื่อทำการบิดหรือดึงข้อต่ออย่างรวดเร็ว ช่องว่างภายในแคปซูลข้อต่อจะขยายตัวกะทันหัน ส่งผลให้ความดันภายในลดลงอย่างรวดเร็ว ก๊าซที่ละลายอยู่จึงรวมตัวกันกลายเป็นฟองอากาศแล้วแตกออกอย่างฉับพลัน ทำให้เกิดเสียงดังป๊อปหรือเสียงกรอบแกลบขึ้น กระบวนการนี้เรียกว่าการเกิดฟองอากาศในน้ำไขข้อ (Cavitation) แม้ว่าในทางการแพทย์เสียงนี้จะไม่ได้เกิดจากการที่กระดูกชนกันโดยตรง แต่แรงกระทำจากการบิดคอด้วยตนเองมักมีความรุนแรงเกินกว่าธรรมชาติ และอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างรอบข้อต่อได้

ข้อควรระวังทางการแพทย์: การหักคอด้วยตนเองบ่อยๆ จะทำให้เอ็นรอบข้อต่อคอเกิดการยืดตัวและหย่อนยาน สูญเสียความมั่นคง ส่งผลให้กล้ามเนื้อรอบคอต้องเกร็งตัวตลอดเวลาเพื่อพยุงกระดูกคอ ซึ่งยิ่งเพิ่มความเมื่อยล้าและทำให้รู้สึกอยากหักคอบ่อยขึ้น กลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่ทำลายสุขภาพข้อต่อ

ภัยมืดระยะยาว: จากกระดูกคอเสื่อมสู่ภาวะเส้นเลือดสมองตีบ

การติดพฤติกรรมการหักคอไม่ได้ส่งผลแค่เพียงความหลวมของข้อต่อเท่านั้น แต่ยังมีความเสี่ยงทางการแพทย์ที่น่ากลัวซ่อนอยู่ ดังนี้

  • ภาวะกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย (Cervical Spondylosis): แรงกระแทกและการเสียดสีซ้ำๆ จากการหักคอเร่งให้กระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอเร็วขึ้น นำไปสู่การงอกของกระดูก (Bone Spurs) ไปกดทับเส้นประสาท ส่งผลให้มีอาการปวดร้าวลงแขน ชา หรือกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง
  • หมอนรองกระดูกคอเคลื่อน (Cervical Disc Herniation): แรงบิดที่รุนแรงอาจทำให้หมอนรองกระดูกที่ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกทะลักออกมากดทับไขสันหลังหรือรากประสาท
  • การฉีกขาดของหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงสมอง (Vertebral Artery Dissection): นี่คือภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุด หลอดเลือดแดงเวอร์ทีบีล (Vertebral Artery) วิ่งผ่านช่องของกระดูกสันหลังส่วนคอเพื่อขึ้นไปเลี้ยงสมองส่วนหลัง การสะบัดหรือหักคออย่างรุนแรงอาจทำให้ผนังหลอดเลือดด้านในฉีกขาด เกิดลิ่มเลือดอุดตัน และนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรืออัมพฤกษ์อัมพาตได้ทันที

อาการเตือนและสัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีพฤติกรรมการหักคอร่วมกับอาการเหล่านี้ ถือเป็นสัญญาณวิกฤตที่ต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทหรือกระดูกและข้อทันที

  • มีอาการปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลันที่ไม่เคยเป็นมาก่อนหลังการหักคอ
  • วิงเวียนศีรษะ บ้านหมุน คลื่นไส้ อาเจียน ทรงตัวไม่ได้
  • ตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นชั่วขณะ
  • มีอาการชา ใบหน้าชา หรืออ่อนแรงที่ใบหน้า แขน หรือขา ข้างใดข้างหนึ่ง
  • พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง หรือมีความผิดปกติในการสื่อสาร
  • มีอาการปวดต้นคร1วร้าวลงแขนร่วมกับอาการชาที่นิ้วมืออย่างต่อเนื่อง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดคอเรื้อรังจากพฤติกรรมการหักคอ หรือมีอาการทางระบบประสาท แพทย์จะมีขั้นตอนการวินิจฉัยที่แม่นยำ ดังนี้

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกายทางระบบประสาท (Neurological Examination): ประเมินกำลังกล้ามเนื้อ การรับความรู้สึก รีเฟล็กซ์ของเส้นประสาท และสอบถามพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
  • การเอกซเรย์กระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical Spine X-ray): เพื่อดูความเสื่อมของกระดูก ความโค้งของกระดูกคอ และความแคบของช่องว่างระหว่างข้อต่อ
  • การตรวจด้วยคลื่นสนาม magnetic resonance imaging (MRI): ใช้ในกรณีที่สงสัยว่าหมอนรองกระดูกกดทับไขสันหลัง หรือมีภาวะการบาดเจ็บของเส้นประสาทและหลอดเลือดในระดับที่ลึกขึ้น
  • การตรวจหลอดเลือดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Carotid and Vertebral Duplex Ultrasound) หรือเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CTA/MRA): เพื่อประเมินการไหลเวียนของเลือดและความสมบูรณ์ของหลอดเลือดแดงบริเวณคอ

วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ตั้งแต่การปรับพฤติกรรมไปจนถึงการรักษาทางการแพทย์เฉพาะทาง

  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการทำกายภาพบำบัด (Physical Therapy): หลีกเลี่ยงเด็ดขาดจากการดัด บิด หรือหักคอด้วยตนเอง ใช้เครื่องมือกายภาพบำบัด เช่น การดึงคอเพื่อลดแรงกดทับ การใช้ความร้อนหรือความเย็นลดการอักเสบ และการบริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรง
  • การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ: แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อลดอาการปวดและอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาวิตามินบำรุงปลายประสาท
  • การรักษาทางการแพทย์ขั้นสูง: ในกรณีที่มีภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทรุนแรงหรือหลอดเลือดฉีกขาด อาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกสันหลังหรือศัลยแพทย์หลอดเลือดเพื่อรับการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมต่อไป
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากรู้สึกเมื่อล้าบริเวณต้นคอ ทางออกที่ถูกต้องไม่ใช่การหักคอเพื่อหาเสียงดัง แต่ควรใช้วิธีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อคออย่างนุ่มนวล (Stretching) การประคบอุ่นครั้งละสิบห้าถึงยี่สิบนาที และการปรับท่านั่งทำงานให้ถูกต้องตามหลักการศาสตร์ยศาสตร์ (Ergonomics) เพื่อป้องกันอาการปวดคอเรื้อรังที่ต้นเหตุ

วิธีป้องกันและการดูแลสุขภาพกระดูกคอระยะยาว

การปกป้องกระดูกคอให้แข็งแรงและปราศจากความเสื่อมก่อนวัย สามารถทำได้ด้วยการปรับกิจวัตรประจำวันดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน (Text Neck Syndrome) โดยควรยกโทรศัพท์ขึ้นมาในระดับสายตา
  • จัดระดับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตาพอดี เพื่อให้กระดูกคออยู่ในแนวตรงตามธรรมชาติ
  • ออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอและหลังส่วนบนอย่างสม่ำเสมอ
  • เลือกหมอนหนุนนอนที่มีความเหมาะสม ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป เพื่อรองรับส่วนโค้งของกระดูกคอได้อย่างพอดีขณะนอนหลับ
  • หากมีอาการปวดคอเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง แทนการไปให้ผู้ที่ไม่มีความชำนาญทำการดัดหรือหักคอ
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ดูแลและผู้ป่วย:
  • สิ่งที่ควรทำ: ยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอเบาๆ ประคบอุ่นเมื่อมีอาการเมื่อยล้า และปรับท่าทางในการทำงานให้ถูกต้อง
  • สิ่งที่ไม่ควรทำ: ห้ามหักคอบิดคอด้วยตนเองเด็ดขาด และห้ามปล่อยให้มีอาการปวดชาเรื้อรังโดยไม่พบแพทย์
  • ข้อควรสังเกตเร่งด่วน: หากมีอาการวิงเวียนศีรษะ บ้านหมุน หรือชาอ่อนแรงร่วมด้วย ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีเพื่อตรวจเช็กหลอดเลือดสมอง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down