คลายข้อสงสัยยอดฮิต พฤติกรรมชอบหักคอมีอันตรายซ่อนอยู่จริงหรือ
พฤติกรรมการบิดคอหรือหักคอเพื่อให้เกิดเสียงดังกรอบแกลบ เป็นกิจวัตรที่หลายคนทำจนติดเป็นนิสัย ไม่ว่าจะทำเพื่อคลายความเมื่อยล้าจากการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือเพื่อลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ หลายคนมีความเชื่อว่าเสียงที่เกิดขึ้นคือการเข้าที่ของกระดูก แต่ในมุมมองทางการแพทย์แล้ว เสียงดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่กระดูกกลับเข้าที่อย่างที่หลายคนเข้าใจ และพฤติกรรมนี้หากทำบ่อยครั้งหรือทำอย่างผิดวิธี อาจนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพที่รุนแรงถึงขั้นกระดูกคอเสื่อมก่อนวัยอันควร หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงสมองได้
กลไกเบื้องหลังเสียงกรอบแกลบเมื่อหักคอ
เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ จำเป็นต้องทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของเสียงที่เกิดขึ้นเมื่อมีการบิดหรือหักข้อต่อ ภายในข้อต่อของร่างกายมนุษย์ รวมถึงข้อต่อกระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical Spine Facet Joints) จะมีของเหลวที่ทำหน้าที่หล่อลื่นเรียกว่าน้ำไขข้อ (Synovial Fluid) ซึ่งภายในน้ำไขข้อนี้จะมีก๊าซต่างๆ ละลายอยู่ เช่น ก๊าซไนโตรเจน ออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์
เมื่อทำการบิดหรือดึงข้อต่ออย่างรวดเร็ว ช่องว่างภายในแคปซูลข้อต่อจะขยายตัวกะทันหัน ส่งผลให้ความดันภายในลดลงอย่างรวดเร็ว ก๊าซที่ละลายอยู่จึงรวมตัวกันกลายเป็นฟองอากาศแล้วแตกออกอย่างฉับพลัน ทำให้เกิดเสียงดังป๊อปหรือเสียงกรอบแกลบขึ้น กระบวนการนี้เรียกว่าการเกิดฟองอากาศในน้ำไขข้อ (Cavitation) แม้ว่าในทางการแพทย์เสียงนี้จะไม่ได้เกิดจากการที่กระดูกชนกันโดยตรง แต่แรงกระทำจากการบิดคอด้วยตนเองมักมีความรุนแรงเกินกว่าธรรมชาติ และอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างรอบข้อต่อได้
ภัยมืดระยะยาว: จากกระดูกคอเสื่อมสู่ภาวะเส้นเลือดสมองตีบ
การติดพฤติกรรมการหักคอไม่ได้ส่งผลแค่เพียงความหลวมของข้อต่อเท่านั้น แต่ยังมีความเสี่ยงทางการแพทย์ที่น่ากลัวซ่อนอยู่ ดังนี้
- ภาวะกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย (Cervical Spondylosis): แรงกระแทกและการเสียดสีซ้ำๆ จากการหักคอเร่งให้กระดูกอ่อนผิวข้อสึกหรอเร็วขึ้น นำไปสู่การงอกของกระดูก (Bone Spurs) ไปกดทับเส้นประสาท ส่งผลให้มีอาการปวดร้าวลงแขน ชา หรือกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง
- หมอนรองกระดูกคอเคลื่อน (Cervical Disc Herniation): แรงบิดที่รุนแรงอาจทำให้หมอนรองกระดูกที่ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกทะลักออกมากดทับไขสันหลังหรือรากประสาท
- การฉีกขาดของหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงสมอง (Vertebral Artery Dissection): นี่คือภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายที่สุด หลอดเลือดแดงเวอร์ทีบีล (Vertebral Artery) วิ่งผ่านช่องของกระดูกสันหลังส่วนคอเพื่อขึ้นไปเลี้ยงสมองส่วนหลัง การสะบัดหรือหักคออย่างรุนแรงอาจทำให้ผนังหลอดเลือดด้านในฉีกขาด เกิดลิ่มเลือดอุดตัน และนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรืออัมพฤกษ์อัมพาตได้ทันที
อาการเตือนและสัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีพฤติกรรมการหักคอร่วมกับอาการเหล่านี้ ถือเป็นสัญญาณวิกฤตที่ต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทหรือกระดูกและข้อทันที
- มีอาการปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลันที่ไม่เคยเป็นมาก่อนหลังการหักคอ
- วิงเวียนศีรษะ บ้านหมุน คลื่นไส้ อาเจียน ทรงตัวไม่ได้
- ตามัว มองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นชั่วขณะ
- มีอาการชา ใบหน้าชา หรืออ่อนแรงที่ใบหน้า แขน หรือขา ข้างใดข้างหนึ่ง
- พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง หรือมีความผิดปกติในการสื่อสาร
- มีอาการปวดต้นคร1วร้าวลงแขนร่วมกับอาการชาที่นิ้วมืออย่างต่อเนื่อง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดคอเรื้อรังจากพฤติกรรมการหักคอ หรือมีอาการทางระบบประสาท แพทย์จะมีขั้นตอนการวินิจฉัยที่แม่นยำ ดังนี้
- การซักประวัติและการตรวจร่างกายทางระบบประสาท (Neurological Examination): ประเมินกำลังกล้ามเนื้อ การรับความรู้สึก รีเฟล็กซ์ของเส้นประสาท และสอบถามพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
- การเอกซเรย์กระดูกสันหลังส่วนคอ (Cervical Spine X-ray): เพื่อดูความเสื่อมของกระดูก ความโค้งของกระดูกคอ และความแคบของช่องว่างระหว่างข้อต่อ
- การตรวจด้วยคลื่นสนาม magnetic resonance imaging (MRI): ใช้ในกรณีที่สงสัยว่าหมอนรองกระดูกกดทับไขสันหลัง หรือมีภาวะการบาดเจ็บของเส้นประสาทและหลอดเลือดในระดับที่ลึกขึ้น
- การตรวจหลอดเลือดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Carotid and Vertebral Duplex Ultrasound) หรือเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CTA/MRA): เพื่อประเมินการไหลเวียนของเลือดและความสมบูรณ์ของหลอดเลือดแดงบริเวณคอ
วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ตั้งแต่การปรับพฤติกรรมไปจนถึงการรักษาทางการแพทย์เฉพาะทาง
- การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการทำกายภาพบำบัด (Physical Therapy): หลีกเลี่ยงเด็ดขาดจากการดัด บิด หรือหักคอด้วยตนเอง ใช้เครื่องมือกายภาพบำบัด เช่น การดึงคอเพื่อลดแรงกดทับ การใช้ความร้อนหรือความเย็นลดการอักเสบ และการบริหารกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรง
- การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ: แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อลดอาการปวดและอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาวิตามินบำรุงปลายประสาท
- การรักษาทางการแพทย์ขั้นสูง: ในกรณีที่มีภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทรุนแรงหรือหลอดเลือดฉีกขาด อาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกสันหลังหรือศัลยแพทย์หลอดเลือดเพื่อรับการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมต่อไป
วิธีป้องกันและการดูแลสุขภาพกระดูกคอระยะยาว
การปกป้องกระดูกคอให้แข็งแรงและปราศจากความเสื่อมก่อนวัย สามารถทำได้ด้วยการปรับกิจวัตรประจำวันดังนี้
- หลีกเลี่ยงการก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน (Text Neck Syndrome) โดยควรยกโทรศัพท์ขึ้นมาในระดับสายตา
- จัดระดับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตาพอดี เพื่อให้กระดูกคออยู่ในแนวตรงตามธรรมชาติ
- ออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อคอและหลังส่วนบนอย่างสม่ำเสมอ
- เลือกหมอนหนุนนอนที่มีความเหมาะสม ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป เพื่อรองรับส่วนโค้งของกระดูกคอได้อย่างพอดีขณะนอนหลับ
- หากมีอาการปวดคอเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้อง แทนการไปให้ผู้ที่ไม่มีความชำนาญทำการดัดหรือหักคอ
- สิ่งที่ควรทำ: ยืดเหยียดกล้ามเนื้อคอเบาๆ ประคบอุ่นเมื่อมีอาการเมื่อยล้า และปรับท่าทางในการทำงานให้ถูกต้อง
- สิ่งที่ไม่ควรทำ: ห้ามหักคอบิดคอด้วยตนเองเด็ดขาด และห้ามปล่อยให้มีอาการปวดชาเรื้อรังโดยไม่พบแพทย์
- ข้อควรสังเกตเร่งด่วน: หากมีอาการวิงเวียนศีรษะ บ้านหมุน หรือชาอ่อนแรงร่วมด้วย ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีเพื่อตรวจเช็กหลอดเลือดสมอง