ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจาะลึกอาการปวดท้องด้านขวาร่วมกับไข้สูงและหนาวสั่น: เมื่อไรที่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณเตือนอันตราย

อาการปวดท้องด้านขวาร่วมกับไข้สูงและหนาวสั่นถือเป็นหนึ่งในอาการทางคลินิกที่แพทย์ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากเป็นสัญญาณเตือนที่มักบ่งบอกถึงภาวะติดเชื้อรุนแรงในอวัยวะภายในช่องท้องหรือระบบทางเดินปัสสาวะส่วนบน โดยเฉพาะโรคกรวยไตอักเสบ (Pyelonephritis) ซึ่งหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที เชื้อโรคอาจลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดและนำไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุ กลไกการเกิดโรค อาการแสดงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ตลอดจนแนวทางการรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลสามารถรับมือได้อย่างปลอดภัย

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: ทำไมจึงเกิดอาการปวดท้องด้านขวาร่วมกับไข้สูงและหนาวสั่น

อาการปวดบริเวณท้องด้านขวาที่มาพร้อมกับไข้สูงมักมีสาเหตุหลักมาจากความผิดปกติของอวัยวะที่อยู่ในช่องท้องส่วนบนหรืออุ้งเชิงกรานด้านขวา โดยเฉพาะระบบทางเดินปัสสาวะและตับ รวมถึงถุงน้ำดี กลไกสำคัญที่ทำให้เกิดอาการมีดังนี้

  • การติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะส่วนบน (Acute Pyelonephritis): เชื้อโรคส่วนใหญ่เช่นเชื้อเอสเชอริเชียโคไล (Escherichia coli) ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ สามารถเล็ดลอดเข้าสู่ท่อปัสสาวะ ลุกลามขึ้นไปยังกระเพาะปัสสาวะ และเดินทางย้อนขึ้นไปสู่กรวยไตข้างขวาหรือทั้งสองข้าง ทำให้เกิดการอักเสบ บวม และติดเชื้ออย่างรุนแรง
  • นิ่วในไตหรือท่อไตด้านขวา (Nephrolithiasis / Ureterolithiasis): ก้อนนิ่วที่ไปอุดกั้นทางเดินปัสสาวะไม่เพียงแต่ทำให้เกิดอาการปวดเสียดรุนแรง (Renal Colic) แต่ยังเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย ทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนตามมาอย่างรวดเร็ว
  • ถุงน้ำดีอักเสบ (Cholecystitis) หรือตับอักเสบ: แม้จะอยู่ในตำแหน่งใกล้เคียงกัน แต่อาการปวดจากถุงน้ำดีมักสัมพันธ์กับการรับประทานอาหารมัน และมีจุดกดเจ็บที่จำเพาะเจาะจง

เมื่อร่างกายเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองโดยการหลั่งสารกระตุ้นความร้อน ทำให้ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมองสั่งการให้ร่างกายมีไข้สูง และกระบวนการสั่นของกล้ามเนื้อหรืออาการหนาวสั่น (Chills) เกิดขึ้นเพื่อขับความร้อนและต่อสู้กับเชื้อโรคในกระแสเลือด

อาการสำคัญและลำดับการดำเนินของโรค

การสังเกตลักษณะของอาการปวดและอาการร่วมถือเป็นกุญแจสำคัญในการแยกโรค โดยโรคกรวยไตอักเสบหรือการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะขั้นรุนแรงมักแสดงอาการตามลำดับดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก: มีอาการปวดหน่วงๆ บริเวณบั้นเอวหรือท้องด้านขวา อาจมีอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะแสบขัด หรือรู้สึกปัสสาวะไม่สุด เริ่มมีไข้ต่ำๆ และอ่อนเพลีย
  • ระยะลุกลาม: อาการปวดท้องด้านขวาและบั้นเอวจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดกลาย เป็นอาการปวดตื้อๆ หรือปวดบิดเป็นพักๆ ร่วมกับมีไข้สูงเกินสามสิบแปดองศาเซลเซียส มีอาการหนาวสั่นจนตัวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหาร
  • ระยะวิกฤต: หากไม่ได้รับยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการซึมลง ความดันโลหิตต่ำ หายใจเร็ว ปัสสาวะออกน้อยลงมาก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะช็อกจากการติดเชื้อ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการปวดท้องด้านขวานั้นมีความทับซ้อนกันระหว่างโรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) และโรคกรวยไตอักเสบ หากมีอาการไข้สูงร่วมกับปวดท้องขวาและกดเจ็บที่บั้นเอวหรือท้องน้อย ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยแยกโรคทันที ห้ามวินิจฉัยโรคด้วยตนเองเด็ดขาด

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากผู้ป่วยหรือคนในครอบครัวมีอาการดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

  • ไข้สูงมากเกินสาม สิบเก้าองศาเซลเซียส และรับประทานยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลดลง
  • มีอาการหนาวสั่นรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ (Rigors)
  • ปวดท้องด้านขวาหรือบั้นเอวรุนแรงจนไม่สามารถขยับตัวได้
  • อาเจียนอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้เลย
  • ซึมลง สับสน วิงเวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่า ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะความดันโลหิตต่ำ
  • ปริมาณปัสสาวะลดลงอย่างเห็นได้ชัด หรือปัสสาวะมีเลือดปนขุ่นข้น

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะทำการประเมินอาการอย่างละเอียดผ่านขั้นตอนมาตรฐานทางการแพทย์ดังนี้

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย: แพทย์จะซักถามลักษณะอาการปวด ระยะเวลาที่เป็น ประวัติการขับถ่ายปัสสาวะ และทำการตรวจร่างกายด้วยการเคาะบริเวณบั้นเอว (Costovertebral Angle Tenderness) ซึ่งผู้ป่วยกรวยไตอักเสบจะมีอาการเจ็บปวดอย่างชัดเจนเมื่อถูกเคาะบริเวณดังกล่าว
  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เพื่อหาเม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
  • การเพาะเชื้อจากปัสสาวะและเลือด (Urine and Blood Culture): เพื่อระบุชนิดของเชื้อแบคทีเรียและเลือกใช้ยาปฏิชีวนะที่ตรงจุดที่สุด
  • การตรวจเลือดเชิงลึก (Complete Blood Count): เพื่อประเมินจำนวนเม็ดเลือดขาวที่สูงขึ้นซึ่งแสดงถึงภาวะการอักเสบติดเชื้อ และตรวจการทำงานของไต (BUN, Creatinine)
  • การตรวจทางรังสีวิทยา: เช่น การอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Ultrasound KUB) หรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อค้นหาความผิดปกติ เช่น นิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือภาวะท่อปัสสาวะอุดกั้น

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคกรวยไตอักเสบหรือการติดเชื้อรุนแรงในทางเดินปัสสาวะจำเป็นต้องดำเนินการภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

  • การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำในระยะแรกหากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง หรือให้ยาชนิดรับประทานหากอาการไม่รุนแรงมาก โดยผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้ครบตามกำหนดทุกประการ แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการดื้อยาและการกลับมาเป็นซ้ำ
  • การรักษาตามอาการ: ให้ยาลดไข้แก้ปวด ยาแก้อาเจียน และการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะขาดน้ำจากการอาเจียนหรือรับประทานอาหารไม่ได้
  • การดูแลที่บ้านหลังแพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล: ดื่มน้ำสะอาดปริมาณมากๆ อย่างน้อยวันละสองลิตรเพื่อช่วยขับเชื้อโรคออกจากระบบทางเดินปัสสาวะ รับประทานอาหารอ่อนย่อยง่าย และพักผ่อนให้เพียงพอ
คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองเด็ดขาด เนื่องจากเชื้อแต่ละชนิดมีความไวต่อยาที่แตกต่างกัน การใช้ยาที่ไม่ถูกต้องไม่เพียงแต่ทำให้อาการไม่หาย แต่ยังเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยาซึ่งรักษาได้ยากยิ่งขึ้นในอนาคต

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในระหว่างที่มีอาการปวดท้องร่วมกับมีไข้สูงและหนาวสั่น มีข้อควรปฏิบัติที่เคร่งครัดดังนี้

  • ห้ามใช้ยาในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เพื่อลดไข้ด้วยตนเองในระยะที่ยังไม่แน่ใจวินิจฉัยโรค เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของไตที่กำลังอักเสบอยู่แล้วให้แย่ลง หรือเพิ่มความเสี่ยงในโรคที่มีเลือดออกผิดปกติ
  • การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ต้องใช้ในขนาดที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัว คือสิบถึงสิบห้าิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง และไม่ควรรับประทานเกินขนาด
  • ห้ามกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีขึ้นในกระเพาะปัสสาวะ

วิธีป้องกันและการดูแลรักษาสุขภาพทางเดินปัสสาวะในระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะและกรวยไตอักเสบสามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

  • ดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอต่อวัน เพื่อช่วยชะล้างแบคทีเรียออกจากระบบทางเดินปัสสาวะอย่างสม่ำเสมอ
  • ไม่ควรกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน เมื่อรู้สึกปวดควรขับถ่ายทันที
  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศจากหน้าไปหลัง เพื่อป้องกันไม่ให้แบคทีเรียจากทวารหนักเข้าสู่ท่อปัสสาวะ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคนิ่วในไต หรือโรคเบาหวาน ควรได้รับการตรวจสุขภาพและติดตามอาการกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล (Actionable Checklist)

เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเมื่อพบอาการผิดปกติ สามารถใช้แนวทางปฏิบัติดังนี้เป็นคู่มือเบื้องต้น

  • ประเมินอาการเบื้องต้น: ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย สังเกตตำแหน่งที่ปวด และสังเกตลักษณะของปัสสาวะ
  • เช็ดตัวลดไข้เบื้องต้น: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตัวเพื่อบรรเทาอาการไข้สูงร่วมกับรับประทานยาลดไข้ตามขนาดที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ
  • ห้ามซื้อยาฆ่าเชื้อทานเอง: หลีกเลี่ยงการหาซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองเด็ดขาด
  • รีบพบแพทย์ทันที: หากมีไข้สูงร่วมกับหนาวสั่นและปวดท้องด้านขวา ควรเดินทางไปโรงพยาบาลทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down