เจาะลึกอาการปวดท้องที่ไว้วางใจไม่ได้ เมื่อการกินยาแก้ปวดไม่ได้ช่วยอะไร
อาการปวดท้องเป็นสัญญาณเตือนภัยตามธรรมชาติที่ร่างกายพยายามส่งเสียงบอกเราว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นภายในช่องท้อง โดยเฉพาะอาการปวดท้องด้านขวาที่ลามร้าวไปที่แผ่นหลัง ซึ่งหลายคนมักชะล่าใจคิดว่าเป็นเพียงอาการกล้ามเนื้ออักเสบจากการทำงาน หรืออาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารธรรมดา จึงเลือกซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเอง แต่หากรับประทานยาไปแล้วอาการยังคงไม่ดีขึ้น หรือปวดรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ นี่ไม่ใช่เรื่องปกติอย่างแน่นอน อาการเช่นนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงที่ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างเร่งด่วน
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคเมื่อมีอาการปวดท้องด้านขวาลามไปหลัง
ในทางการแพทย์ ช่องท้องด้านขวาและบริเวณหลังส่วนล่างประกอบไปด้วยอวัยวะสำคัญหลายระบบ เมื่อเกิดความผิดขึ้นกับอวัยวะเหล่านี้ กลไกของเส้นประสาทจะส่งสัญญาณความเจ็บปวดที่เรียกว่า อาการปวดร้าว (Referred Pain) ไปยังบริเวณแผ่นหลัง ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมกัน สาเหตุหลักที่พบได้บ่อยและมีความรุนแรง ได้แก่:
- โรคตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis): แม้ว่าตับอ่อนจะอยู่บริเวณช่องท้องส่วนบนค่อนไปทางซ้าย แต่กระบวนการอักเสบสามารถแผ่ขยายและทำให้เกิดอาการปวดร้าวทะลุไปถึงหลังในตำแหน่งขวาหรือซ้ายก็ได้ มักเกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก หรือมีนิ่วในถุงน้ำดีหลุดไปอุดตันท่อส่งน้ำ,น
- นิ่วในทางเดินปัสสาวะและนิ่วในไต (Kidney and Urinary Stones): เมื่อก้อนนิ่วเคลื่อนตัวไปติดอยู่ที่ท่อไต (Ureter) จะทำให้เกิดการอุดกั้นและแรงดันในทางเดินปัสสาวะสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการปวดเกร็งรุนแรงบริเวณบั้นเอวและท้องด้านขวาลามลงมาที่ขาหนีบ
- โรคถุงน้ำดีอักเสบหรือนิ่วในถุงน้ำดี (Cholecystitis and Gallstones): ถุงน้ำดีตั้งอยู่บริเวณใต้ตับด้านขวาบน เมื่อเกิดการอักเสบหรือมีนิ่วอุดตัน จะทำให้ปวดท้องด้านขวาบนและร้าวทะลุไปที่สะบักหรือหลังด้านขวา
- โรคตับและท่อน้ำดีอักเสบ (Liver and Biliary Tract Disease): การติดเชื้อหรือมีพยาธิในท่อน้ำดี รวมถึงตับอักเสบ สามารถทำให้เกิดอาการแน่นและปวดบริเวณชายโครงขวาได้เช่นกัน
อาการสำคัญและลักษณะความเจ็บปวดที่ต้องสังเกต
การแยกลักษณะอาการปวดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัยโรค ผู้ป่วยควรสังเกตรายละเอียดดังนี้:
- ลักษณะอาการปวด: ปวดเสียด ปวดเกร็ง หรือปวดตื้อลึกๆ บริเวณชายโครงขวา ท้องส่วนบน หรือบั้นเอว และมีอาการปวดร้าวทะลุไปที่แผ่นหลังอย่างชัดเจน
- อาการร่วมทางระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย หรือรับประทานอาหารไม่ได้เนื่องจากแน่นท้อง
- อาการร่วมทางระบบทางเดินปัสสาวะ: ปัสสาวะมีสีขุ่น ปัสสาวะมีเลือดปน ปัสสาวะแสบขัด หรือปัสสาวะไม่ออก
- อาการทางระบบไข้และการติดเชื้อ: มีไข้หนำสั่น ตัวเหลืองตาเหลือง (ดีซ่าน) ในกรณีที่มีการอุดตันของท่อน้ำดีร่วมด้วย
สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที
หากคุณมีอาการปวดท้องร่วมกับอาการเหล่านี้ ห้ามรอจนถึงวันนัดหรือรอให้อาการหายไปเองเด็ดขาด:
- ปวดท้องรุนแรงมากจนไม่สามารถนอน นั่ง หรือยืนตรงได้
- มีไข้สูงหนำสั่นร่วมกับอาการปวดท้อง
- ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ หน้ามืด วิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม
- อาเจียนติดต่อกันหลายครั้ง ไม่สามารถรับประทานน้ำหรืออาหารได้เลย
- ผิวหนังและตาเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอย่างเห็นได้ชัด
- ท้องแข็ง เกร็ง และกดเจ็บหน้าท้องอย่างรุนแรง
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการดังกล่าว แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อค้นหาต้นตอที่แท้จริง ดังนี้:
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามลักษณะอาการปวด ประวัติการรับประทานอาหาร การดื่มแอลกอฮอล์ และทำการกดตรวจบริเวณช่องท้องเพื่อหาจุดที่เจ็บปวด
- การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ: ตรวจหาระดับเอนไซม์ตับอ่อน (Amylase และ Lipase) ตรวจการทำงานของไต และตรวจหาภาวะการอักเสบในร่างกาย
- การตรวจปัสสาวะ: เพื่อหาเม็ดเลือดแดงหรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ
- การตรวจทางรังสีวิทยา: เช่น การอัลตราซาวนด์ช่องท้อง (Ultrasound) เพื่อดูนิ่วในถุงน้ำดีและไต หรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคตับอ่อนอักเสบและท่อน้ำดี
วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรงของโรค:
- การรักษาโรคตับอ่อนอักเสบ: ผู้ป่วยมักต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล งดน้ำและอาหารทางปากเพื่อให้ตับอ่อนได้พักผ่อน พร้อมทั้งให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำและยาแก้ปวดอย่างใกล้ชิด
- การรักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะ: หากก้อนนิ่วมีขนาดเล็ก แพทย์อาจให้ยาขับนิ่วและดื่มน้ำมากๆ เพื่อขับนิ่วออกมาเอง แต่หากก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่หรืออุดกั้นรุนแรง อาจต้องใช้วิธีสลายนิ่ว (ESWL) หรือการส่องกล้องเพื่อคีบและ laser นิ่วออก
- การรักษาถุงน้ำดีอักเสบ: อาจต้องได้รับยาปฏิชีวนะร่วมกับการผ่าตัดส่องกล้องเพื่อตัดถุงน้ำดีออกในเวลาที่เหมาะสม
การป้องกันและการดูแลสุขภาพในระยะยาว
เพื่อป้องกันไม่ให้อาการเหล่านี้กลับมาเป็นซ้ำ ผู้ป่วยควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตดังนี้:
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพออย่างน้อยวันละสองลิตร เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะ
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและอาหารรสจัดเป็นประจำ ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ตับอ่อนและถุงน้ำดีทำงานหนัก
- งดหรือลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอและควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
- เข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองความผิดปกติของอวัยวะภายในช่องท้อง