ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจาะลึกอาการปวดท้องด้านขวาลามไปหลัง ทำไมกินยาแก้ปวดแล้วยังไม่หาย

อาการปวดท้องถือเป็นอาการเจ็บป่วยพื้นฐานที่ทุกคนเคยพบเจอ แต่หากมีอาการกินยาแก้ปวดแล้วไม่หาย ปวดท้องด้านขวาลามไปหลัง อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่โรคกระเพาะอาหารหรืออาการปวดกล้ามเนื้อธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนจากอวัยวะภายในที่กำลังส่งเสียงขอความช่วยเหลือ ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผมพบว่าผู้ป่วยหลายคนมักซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเอง เช่น ยาพาราเซตามอล ยาในกลุ่มเอ็นสเตด (NSAIDs) หรือยาคลายกล้ามเนื้อ แต่โรคต้นเหตุที่เป็นอันตรายกลับยังคงดำเนินต่อไปและอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงชีวิตได้

การปวดท้องทางด้านขวาที่ร้าวทะลุไปถึงแผ่นหลัง มักเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน หรือระบบทางเดินปัสสาวะ การวิเคราะห์ลักษณะของอาการปวด ระยะเวลา และอาการร่วม จึงเป็นกุญแจสำคัญในการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องแม่นยำ

กลไกการเกิดโรคและสาเหตุหลักของอาการปวดท้องด้านขวาลามไปหลัง

เพื่อความเข้าใจที่กระจ่างชัด เราต้องมาดูโครงสร้างทางกายวิภาคและกลไกการเกิดโรค (Pathophysiology) ของอวัยวะในช่องท้องด้านขวาและบริเวณบั้นเอวที่พบบ่อย ดังนี้

1. โรคถุงน้ำดีอักเสบและนิ่วในถุงน้ำดี (Cholecystitis and Cholelithiasis)

ถุงน้ำดีตั้งอยู่บริเวณใต้ตับทางด้านขวาบน เมื่อมีนิ่วไปอุดตันที่ท่อน้ำดี ทำให้เกิดการคั่งของน้ำดี แรงดันในถุงน้ำดีสูงขึ้น เกิดการอักเสบและติดเชื้อ อาการปวดมักจะเกิดขึ้นฉับพลันหลังรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ปวดบิดรุนแรงที่ชายโครงด้านขวา และร้าวทะลุไปที่สะบักขวาหรือไหล่ขวา

2. โรคตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis)

แม้ว่าตับอ่อนจะอยู่บริเวณช่องท้องส่วนบนค่อนไปทางซ้าย แต่ความเจ็บปวดจากตับอ่อนอักเสบสามารถแผ่กระจาย (Referred pain) ไปทั่วท้องส่วนบนและร้าวทะลุไปที่หลังทั้งสองข้าง หรือปวดเด่นทางด้านขวาร่วมด้วย สาเหตุหลักมักเกิดจากนิ่วในถุงน้ำดีตกลงมาอุดตันท่อส่งน้ำดีร่วม หรือการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก ทำให้เอนไซม์ในตับอ่อนย่อยเนื้อเยื่อตัวเองจนเกิดการอักเสบรุนแรง

3. นิ่วในทางเดินปัสสาวะและกรวยไตอักเสบ (Urolithiasis and Pyelonephritis)

ไตและท่อไตตั้งอยู่บริเวณบั้นเอวทั้งสองข้าง เมื่อมีนิ่วเคลื่อนตัวลงมาอุด and ขูดขีดเยื่อบุทางเดินปัสสาวะ จะทำให้เกิดอาการปวดท้องด้านขวาหรือบั้นเอวขวาร้าวลงมาที่ขาหนีบและหลัง อาการปวดจะเป็นลักษณะปวดบิดเกร็งรุนแรง (Colicky pain) ร่วมกับมีอาการผิดปกติในการปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีไข้ร่วมด้วยหากมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน

ลักษณะอาการและสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องรีบพบแพทย์

อาการปวดท้องทั่วไปมักจะดีขึ้นเมื่อพักผ่อนหรือรับประทานยา แต่หากคุณมีอาการดังต่อไปนี้ร่วมด้วย นี่คือสัญญาณอันตรายระดับวิกฤต (Red Flags) ที่ต้องเดินทางไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

  • ปวดท้องรุนแรงฉับพลันและต่อเนื่อง: อาการปวดที่ไม่ทุเลาลงเลยแม้จะนอนพักหรือกินยาแก้ปวดแรงแค่ไหนก็ตาม
  • มีไข้สูงหนั่นสั่นเทา: บ่งบอกถึงการติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือดหรืออวัยวะภายใน เช่น ถุงน้ำดีเน่าทะลุ หรือกรวยไตอักเสบเฉียบพลัน
  • ดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง: ผิวหนังและตาเปลี่ยนเป็นสีเหลืองร่วมกับปัสสาวะสีเข้มเหมือนชาเขียว แสดงว่ามีการอุดตันของท่อน้ำดีอย่างสมบูรณ์
  • คลื่นไส้ อาเจียนหนัก: อาเจียนพุ่ง อาเจียนเป็นเลือดหรือไม่สามารถรับประทานอาหารและน้ำได้เลย
  • ภาวะช็อกและหมดสติ: ความดันโลหิตต่ำ หน้ามืด ชีพจรเต้นเร็ว เหงื่อแตก ตัวเย็น ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอวัยวะภายในอาจเกิดการแตกหรือมีการติดเชื้อในกระแสเลือดขั้นรุนแรง
ข้อควรระวังทางการแพทย์: การซื้อยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นสเตด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน หรือไดโคลฟีแนค รับประทานเองเมื่อมีอาการปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ อาจทำให้แผลในกระเพาะอาหารทะลุ หรือส่งผลเสียต่อการทำงานของไตที่กำลังอักเสบอยู่แล้วให้อาการทรุดหนักลงไปอีก

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดท้องด้านขวาลามไปหลังและกินยาไม่หาย แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อค้นหาต้นตอที่แท้จริง ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามลักษณะความปวด เวลาที่ปวด ประวัติอาหาร ประวัติการดื่มสุรา และตรวจคลำช่องท้องเพื่อหาจุดกดเจ็บเฉพาะที่
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ: ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เพื่อหาภาวะการอักเสบ ตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests) ตรวจเอนไซม์ตับอ่อน (Amylase and Lipase) และตรวจการทำงานของไต (BUN and Creatinine)
  • การตรวจทางรังสีวิทยา: การอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน (Upper Abdominal Ultrasound) เพื่อดูนิ่วในถุงน้ำดีและขนาดของท่อน้ำดี, การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อความคมชัดในการวินิจฉัยโรคตับอ่อนอักเสบหรือนิ่วในท่อไตขนาดเล็ก
  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): เพื่อหาเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ ซึ่งบ่งชี้ถึงนิ่วในทางเดินปัสสาวะหรือการติดเชื้อ

วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาจะขึ้นอยู่กับผลการวินิจฉัยและโรคที่เป็นต้นเหตุ โดยแพทย์เฉพาะทางจะวางแผนการรักษาดังนี้

คำแนะนำจากคุณหมอ: ห้ามทนปวดเด็ดขาด หากอาการปวดท้องด้านขวาลามไปหลังเป็นต่อเนื่องเกิน 3-6 ชั่วโมง ร่วมกับมีไข้หรือคลื่นไส้อาเจียน ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือแพทย์ทันที การรักษาตั้งแต่ระยะแรกช่วยลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. การรักษาโรคถุงน้ำดีอักเสบ

ผู้ป่วยจำเป็นต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล งดน้ำและอาหารทางปากเพื่อให้ตับอ่อนและระบบทางเดินอาหารได้พักผ่อน ได้รับสารน้ำและเกลือแร่ทางหลอดเลือดดำ ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อ และพิจารณาผ่าตัดส่องกล้องตัดถุงน้ำดีออกเมื่ออาการอักเสบลดลง

2. การรักษาโรคตับอ่อนอักเสบ

เน้นการประคับประคองอาการ ให้สารน้ำปริมาณมากทางหลอดเลือดดำเพื่อป้องกันภาวะช็อก ควบคุมอาการปวดด้วยยาแก้ปวดกลุ่มที่ออกฤทธิ์แรงภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และหาสาเหตุเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ เช่น การส่องกล้องทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (ERCP) เพื่อคีบนิ่วออก

3. การรักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะ

หากนิ่วมีขนาดเล็ก แพทย์อาจให้ยาขับนิ่วและดื่มน้ำปริมาณมากเพื่อให้นิ่วหลุดออกมาเอง แต่หากนิ่วมีขนาดใหญ่หรืออุดตันจนทำให้ไตบวมน้ำ แพทย์จะพิจารณาใช้วิธีสลายนิ่ว (ESWL) หรือการส่องกล้องเพื่อคีบและเลเซอร์ใบนิ่วออก

การป้องกันและการดูแลสุขภาพในระยะยาว

การป้องกันโรคทางเดินอาหารและทางเดินปัสสาวะสามารถทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนี้

  • ควบคุมอาหาร: หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง คอเลสเตอรอลสูง อาหารทอด และอาหารมันจัด เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: การดื่มน้ำวันละ 1.5 ถึง 2 ลิตร ช่วยลดความเข้มข้นของปัสสาวะและป้องกันการตกผลึกของแร่ธาตุจนเกิดเป็นนิ่วในไต
  • ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์เป็นตัวกระตุ้นหลักของโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง
  • ตรวจสุขภาพประจำปี: การอัลตราซาวนด์ช่องท้องและการตรวจเลือดประจำปีช่วยให้ค้นพบความผิดปกติของตับ ไต และถุงน้ำดีได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนแสดงอาการรุนแรง

สรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยเมื่อเผชิญอาการปวดท้อง

อาการปวดท้องด้านขวาลามไปหลังและกินยาแก้ปวดไม่หาย เป็นสัญญาณเตือนที่ร่างกายบอกว่ามีโรคเร่งด่วนซ่อนอยู่ ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้อย่างเคร่งครัด:

  • หยุดซื้อยาแก้ปวดมารับประทานเองทันทีเพื่อไม่ให้อาการถูกบดบัง
  • สังเกตอาการร่วม เช่น ไข้ ตัวเหลือง ปัสสาวะผิดปกติ หรืออาเจียน
  • รีบเดินทางไปพบแพทย์เฉพาะทางหรือห้องฉุกเฉินเพื่อรับการตรวจอัลตราซาวนด์หรือตรวจเลือด
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดและงดอาหารทันทีหากแพทย์สงสัยภาวะทางเดินอาหารอักเสบ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down