ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ตากฝนแล้วเป็นหวัดจริงหรือ: ไขความจริงทางการแพทย์และกลไกการเกิดโรค

ในช่วงฤดูฝน พ่อแม่ผู้ปกครองมักจะได้ยินคำเตือนอยู่เสมอว่าอย่าปล่อยให้ลูกตากฝน เพราะจะทำให้ไม่สบายและเป็นไข้หวัดได้ ในทางการแพทย์ แม้ว่าน้ำฝนจะไม่ใช่ตัวเชื้อโรคโดยตรง แต่การตากฝนทำให้ร่างกายสูญเสียความอบอุ่นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หลอดเลือดฝอยบริเวณโพรงจมูกและทางเดินหายใจหดตัวชั่วคราว เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ภูมิคุ้มกันทำงานได้มีประสิทธิภาพลดลง ประกอบกับการที่ผู้คนมักไปรวมตัวกันในที่ร่ม อากาศถ่ายเทไม่สะดวกเมื่อฝนตก ทำให้เชื้อโรคในอากาศแพร่กระจายและเข้าสู่ร่างกายของเด็กได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและทารกที่ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่

เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคระบบทางเดินหายใจส่วนบนส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส ซึ่งมีมากกว่าสองร้อยชนิด เช่น ไรโนไวรัส (Rhinovirus) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) และเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสาเหตุเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถเตรียมรับมือและป้องกันโรคได้อย่างตรงจุด

ไข้หวัดธรรมดากับไข้หวัดใหญ่แตกต่างกันอย่างไรในมุมมองกุมารแพทย์

การแยกแยะระหว่างโรคไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากความรุนแรงของโรคและการรักษามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โรไข้หวัดธรรมดามักมีอาการค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากการระคายคอ คัดจมูก น้ำใสไหล และมีอาการไอเล็กน้อย โดยไข้ที่เกิดขึ้นมักเป็นไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้เลย เด็กยังคงร่าเริง กินอาหารได้ตามปกติ และมักหายได้เองภายในเจ็ดถึงสิบวันหากได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ

ในทางตรงกันข้าม โรคไข้หวัดใหญ่จะมาด้วยอาการที่รุนแรงและฉับพลันทันที เด็กจะมีไข้สูงลอยเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียสอย่างรวดเร็ว ร่วมกับอาการปวดเมื่อยตามตัว ปวดหัว อ่อนเพลียอย่างรุนแรง ไอแห้งๆ เจ็บคอ และในเด็กเล็กอาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย การสังเกตลักษณะการเริ่มต้นของอาการจึงเป็นกุญแจสำคัญในการวินิจฉัยเบื้องต้น

คำแนะนำจากคุณหมอ: หากเด็กมีไข้สูงร่วมกับอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างเด่นชัดในช่วงฤดูระบาด ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นไข้หวัดใหญ่และควรพามาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยยืนยันด้วยชุดตรวจหาเชื้อไวรัสทางจมูก (Rapid Antigen Test)

อาการในแต่ละระยะและการดำเนินโรคของไข้หวัดใหญ่

การเข้าใจลำดับอาการและการดำเนินโรคจะช่วยให้ผู้ปกครองประเมินสถานการณ์ของบุตรหลานได้ดีขึ้น โดยทั่วไปโรคไข้หวัดใหญ่จะมีระยะเวลาและการแสดงออกแบ่งเป็นช่วงเวลาดังนี้

  • ระยะฟักตัว: หลังจากได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายประมาณหนึ่งถึงสี่วัน เด็กยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้แล้ว
  • ระยะเริ่มต้น (วันที่หนึ่งถึงสาม): เด็กจะมีไข้สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนบางครั้งอาจทำให้เกิดอาการชักจากไข้สูง (Febrile Seizure) ในเด็กที่มีแนวโน้ม มีอาการหนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว และอ่อนเพลียมากจนไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด (วันที่สี่ถึงเจ็ด): ไข้เริ่มลดลง แต่จะเริ่มมีอาการทางระบบทางเดินหายใจที่ชัดเจนขึ้น เช่น ไอมีเสมหะ เจ็บคอ น้ำมูกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองข้น และเสียงแหบ
  • ระยะฟื้นตัว (หลังจากวันที่เจ็ดเป็นต้นไป): อาการโดยรวมดีขึ้น ไข้หายเป็นปกติ แต่อาการไอและอ่อนเพลียอาจหลงเหลืออยู่ได้อีกประมาณหนึ่งถึงสองสัปดาห์

สัญญาณเตือนอันตรายและอาการวิกฤตที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที

แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่จะสามารถหายจากไข้หวัดใหญ่ได้เองเมื่อได้รับการดูแลที่ดี แต่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นเด็กอายุต่ำกว่าสองปี หรือเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ หรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ปอดอักเสบ (Pneumonia) สมองอักเสบ หรือการติดเชื้อในกระแสเลือด ผู้ปกครองจึงต้องเฝ้าระวังอาการเตือนสำคัญอย่างใกล้ชิด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบบุตรหลานมีอาการเหล่านี้ ควรรีบนำส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลทันที ห้ามรอดูอาการที่บ้าน
  • ไข้สูงไม่ยอมลด: ไข้สูงเกินสามสิบเก้าองศาเซลเซียสต่อเนื่องนานเกินสามวัน หรือให้ยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลดลงเลย
  • ปัญหาเกี่ยวกับการหายใจ: หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว ปีกจมูกบาน ขณะหายใจมีหน้าอกบุ๋ม หรือหายใจมีเสียงดังผิดปกติ
  • ภาวะซึมและหมดสติ: ซึมมากปลุกตื่นยาก ไม่ยอมสบตา ปฏิกิริยาตอบสนองช้า หรือมีอาการชักเกร็ง
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง: ริมฝีปากแห้งแตก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะไม่ออกหรือมีสีเข้มจัดนานเกินหกถึงแปดชั่วโมง
  • อาการปวดรุนแรง: เจ็บแน่นหน้าอก ปวดศีรษะรุนแรงจนอาเจียนพุ่ง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ในสถานพยาบาล

เมื่อพาเด็กมาพบกุมารแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียดเกี่ยวกับอาการ ระยะเวลา ประวัติการตากฝน และประวัติการรับวัคซีน จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายอย่างรอบด้าน เช่น การฟังเสียงปอดและหัวใจ การตรวจช่องปากและลำคอ และการตรวจดูเยื่อบุทางเดินหายใจ

ในกรณีที่สงสัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ แพทย์อาจพิจารณาทำกระบวนการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น การใช้ก้านสำลีป้ายสิ่งคัดหลั่งจากโพรงจมูก (Nasopharyngeal Swab) เพื่อนำไปตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอและบี หรือเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ด้วยชุดตรวจความไวสูง ซึ่งทราบผลได้ภายในเวลาสิบห้าถึงสาม0นาที ช่วยให้สามารถจ่ายยาต้านไวรัสได้อย่างทันท่วงทีในกลุ่มเสี่ยง

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

การรักษาโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อไวรัสด้วยตนเอง แนวปฏิบัติที่ถูกต้องมีดังนี้

  • การให้ยาลดไข้: ให้รับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ตามขนาดน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง คือสิบถึงสิบห้ามิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ทุกสี่ถึงหกชั่วโมงเมื่อมีไข้สูง ห้ามให้ยาเกินขนาดเด็ดขาด
  • การเช็ดตัวลดไข้ (Tepid Sponge): ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามซอกพับ หน้าผาก และลำตัว เพื่อช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกาย
  • การทดแทนน้ำและเกลือแร่: ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นสะอาด หรือสารละลายเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ และช่วยให้เสมหะมีความเหลว ขับออกได้ง่ายขึ้น
  • การจัดการกับอาการคัดจมูก: ใช้น้ำเกลือหยอดจมูก (Normal Saline Solution) เพื่อล้างน้ำมูกและช่วยให้โพรงจมูกโล่งขึ้น
  • โภชนาการที่เหมาะสม: ให้รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ซุปอุ่นๆ และดื่มนมตามความต้องการของร่างกาย

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการดูแลเด็กเป็นไข้

การดูแลเด็กป่วยมีความละเอียดอ่อนสูง มีข้อปฏิบัติที่ผู้ปกครองต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามให้เด็กรับประทานยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เด็ดขาด หากยังไม่ได้รับการวินิจฉัยและยืนยันโรคอย่างแน่ชัดจากแพทย์ เนื่องจากยาแอสไพรินในเด็กที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่อาจกระตุ้นให้เกิดกลุ่มอาการเรย์ (Reye Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ส่งผลต่อตับและสมองจนถึงแก่ชีวิตได้ และยาไอบูโพรเฟนอาจเพิ่มความเสี่ยงในการมีเลือดออกในทางเดินอาหารหากเด็กป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ร่วมกับมีเกล็ดเลือดต่ำจากโรคไข้เลือดออก

นอกจากนี้ ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์ในการรักษา การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นไม่เพียงแต่ไม่ได้ผลในการรักษาโรค แต่ยังส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยาในอนาคตอีกด้วย

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ที่ดีที่สุดคือการสร้างเสริมสุขอนามัยที่ดีและการสร้างภูมิคุ้มกันจำเพาะ

  • การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่: แนะนำให้เด็กที่มีอายุตั้งแต่หกเดือนขึ้นไปเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดสี่สายพันธุ์เป็นประจำทุกปี ปีละหนึ่งเข็ม เนื่องจากสายพันธุ์ของไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
  • การล้างมืออย่างสม่ำเสมอ: ฝึกให้เด็กและผู้ดูแลล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
  • การสวมหน้ากากอนามัย: หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรค และสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในที่สาธารณะ
  • การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง: ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบหหมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นระบบ นี่คือขั้นตอนปฏิบัติที่สรุปมาเพื่อรับมือเมื่อลูกตากฝนและมีอาการป่วย

  • เมื่อลูกตากฝน ให้รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งทันที อาบน้ำอุ่น และเช็ดตัวให้แห้งสนิทเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกาย
  • สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยตัว ให้คิดถึงไข้หวัดใหญ่และดูแลให้พักผ่อนเต็มที่
  • ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวที่ถูกต้อง ห้ามใช้ยาแอสไพรินหรือไอบูโพรเฟนเด็ดขาด
  • ให้ดื่มน้ำอุ่นและเกลือแร่บ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • ประเมินสัญญาณอันตรายอย่างสม่ำเสมอ เช่น อาการหายใจหอบเหนื่อย ซึม หรือไข้ไม่ลดเกินสามวัน หากพบให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที
  • ป้องกันการติดเชื้อซ้ำด้วยการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปีและล้างมือสม่ำเสมอ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down