บทนำ: ความจริงทางการแพทย์เมื่อลูกรักตากฝนกับความเสี่ยงของโรคระบบทางเดินหายใจ
เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ปัญหาหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักพบเจอบ่อยครั้งคือ การที่เด็กๆ ตากฝนแล้วเริ่มมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว มีน้ำมูก หรือมีไข้ตามมา ในทางการแพทย์แล้ว น้ำฝนไม่ได้มีเชื้อโรคที่ทำให้เกิดไข้หวัดโดยตรง แต่การสัมผัสความเย็นและความชื้นจากน้ำฝนเป็นเวลานาน ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายบริเวณผิวหนังและเยื่อบุโพรงจมูกลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หลอดเลือดบริเวณเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนหดตัว ทำให้อัตราการไหลเวียนของเม็ดเลือดขาวเพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอมลดลง เปิดโอกาสให้เชื้อไวรัสที่แฝงตัวอยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกายและก่อโรคได้ง่ายขึ้น
ในกลุ่มเด็กเล็ก ทารก และผู้ป่วยเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด (Asthma) โรคภูมิแพ้ หรือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ง่ายเมื่อได้รับเชื้อ การตากฝนจึงเป็นเสมือนปัจจัยกระตุ้นทางกายภาพ (Physical Trigger) ที่เปลี่ยนจากภาวะปกติไปสู่การติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจอย่างรวดเร็ว การแยกแยะอาการระหว่าง ไข้หวัดธรรมดา (Common Cold) และ ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) โดยเฉพาะสายพันธุ์ใหม่ๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยรักษาชีวิตและลดอัตราการนอนโรงพยาบาลของเด็ก
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: ทำไมตากฝนถึงทำให้ป่วย และเชื้อชนิดใดคือตัวการที่แท้จริง
เพื่อทำความเข้าใจกับอาการป่วยของเด็กอย่างลึกซึ้ง เราจำเป็นต้องแยกแยะกลไกทางพยาธิสรีรวิทยา (Pathophysiology) ของการเกิดโรค ซึ่งแบ่งออกเป็นสองกรณีหลักตามชนิดของเชื้อก่อโรค ดังนี้
1. กลไกการเกิดโรคไข้หวัดธรรมดา (Common Cold)
เกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มที่ไม่รุนแรง โดยมีไวรัสมากกว่า 200 ชนิดเป็นสาเหตุ กลุ่มที่พบมากที่สุดคือ ไรโนไวรัส (Rhinovirus) คิดเป็นร้อยละ 30-50 ของผู้ป่วยทั้งหมด นอกจากนี้ยังมี โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิม (Coronavirus - Non-COVID-19), อะดีโนไวรัส (Adenovirus), และ เอนเทอโรไวรัส (Enterovirus)
กลไกการติดต่อ: ติดต่อผ่านทางละอองฝอยขนาดใหญ่ (Droplets) จากการไอ จาม หรือการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งแล้วนำมาจับต้องใบหน้า จมูก หรือตา เมื่ออุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงจากการตากฝน เยื่อบุทางเดินหายใจจะแห้งลงและการพัดโบกของซิเลีย (Cilia) หรือขนกวัดในจมูกจะทำงานลดลง ทำให้เชื้อไวรัสเหล่านี้เข้าจับกับตัวรับบนเซลล์เยื่อบุผิวและแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดอาการอักเสบเฉพาะที่
2. กลไกการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และสายพันธุ์ใหม่
เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Influenza Virus) ซึ่งจัดอยู่ในตระกูล Orthomyxoviridae โดยแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักๆ คือ สายพันธุ์เอ (Influenza A) เช่น H1N1, H3N2 ซึ่งมีอัตราการกลายพันธุ์สูงและก่อให้อาการรุนแรง รวมถึงระบาดเป็นวงกว้าง และสายพันธุ์บี (Influenza B) เช่น สายพันธุ์ Victoria และ Yamagata ซึ่งมักระบาดตามฤดูกาล
กลไกการติดต่อ: มีประสิทธิภาพในการแพร่กระจายสูงมากผ่านทางละอองฝอยขนาดเล็ก (Aerosol) และการสัมผัส เชื้อไวรัสจะใช้โปรตีนบนผิวที่เรียกว่า Hemagglutinin (H) ในการเกาะติดเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจส่วนลึก และใช้เอนไซม์ Neuraminidase (N) ในการตัดพันธะเพื่อแพร่กระจายตัวออกจากเซลล์ไปทำลายเซลล์ข้างเคียง ส่งผลให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรงและเป็นวงกว้าง มีการหลั่งสารคัดหลั่งอักเสบ (Cytokines) เข้าสู่กระแสเลือด นำมาซึ่งอาการไข้สูงลอยและอาการปวดเมื่อยตามร่างกายอย่างรุนแรง
การแยกแยะอาการสำคัญและระยะการดำเนินโรคในเด็ก
การสังเกตความแตกต่างของอาการในแต่ละระยะ จะช่วยให้ผู้ดูแลสามารถประเมินความรุนแรงและเข้าสู่กระบวนการรักษาได้อย่างเหมาะสม ตารางต่อไปนี้แสดงการเปรียบเทียบอาการอย่างละเอียดทางการแพทย์:
ตารางเปรียบเทียบอาการ: ไข้หวัดธรรมดา VS ไข้หวัดใหญ่
การสังเกตอาการทางคลินิกอย่างใกล้ชิดสามารถแยกแยะความแตกต่างได้ดังนี้:
- ลักษณะการไข้: ไข้หวัดธรรมดาจะมีไข้ต่ำ (ต่ำกว่า 38.0 องศาเซลเซียส) หรือไม่มีไข้เลย ส่วนไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงเฉียบพลัน (38.5 - 40.0 องศาเซลเซียส) ลอยตลอดเวลา
- อาการทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ: ไข้หวัดธรรมดาแทบไม่มีอาการปวดเมื่อย แต่ไข้หวัดใหญ่จะพบอาการปวดศีรษะรุนแรง ปวดกระบอกตา และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามตัวอย่างชัดเจนในเด็กโต สำหรับเด็กเล็กอาจแสดงออกด้วยการร้องงอแงไม่ยอมอุ้ม หรือร้องกวนตลอดเวลา
- อาการทางระบบทางเดินหายใจ: ไข้หวัดธรรมดามักเริ่มด้วยอาการจาม เจ็บคอ และมีน้ำมูกไหลเด่นชัด ส่วนไข้หวัดใหญ่จะเริ่มด้วยอาการไข้และไอแห้งๆ อย่างรุนแรง อาการเจ็บคอและน้ำมูกจะตามมาภายหลัง
- ระดับความอ่อนเพลียและพฤติกรรม: เด็กที่เป็นไข้หวัดธรรมดายังสามารถเล่นและกินอาหารได้ตามปกติเป็นส่วนใหญ่ แต่เด็กที่เป็นไข้หวัดใหญ่จะซึมอย่างเห็นได้ชัด อ่อนเพลียรุนแรง และไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ
ระยะการดำเนินโรค (Disease Progression)
- ระยะเริ่มต้น (วันที 1-2 ของโรค): ไข้หวัดธรรมดาจะมีอาการระคายคอ คัดจมูก มีน้ำมูกใส ในขณะที่ไข้หวัดใหญ่จะเริ่มด้วยไข้สูงทันทีทันใด หนาวสั่น อ่อนเพลียจัด และปวดศีรษะ
- ระยะเด่นชัด (วันที่ 3-5 ของโรค): ไข้หวัดธรรมดาน้ำมูกจะเริ่มข้นขึ้น อาจมีไอเล็กน้อย ไข้หวัดใหญ่ไข้จะยังคงสูง ไอแห้งรุนแรงขึ้น อาจเริ่มมีภาวะแทรกซ้อน เช่น หลอดลมอักเสบ หรือเบื่ออาหารจนน้ำหนักลด
- ระยะฟื้นตัว (วันที่ 6-10 ของโรค): ไข้หวัดธรรมดาอาการจะหายเกือบสนิท ไข้หวัดใหญ่ไข้จะเริ่มลดลง แต่อาการไอและความอ่อนเพลียอาจคงอยู่ยาวนานถึง 2 สัปดาห์
สัญญาณเตือนอันตรายระดับวิกฤตที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
ผู้ดูแลต้องคอยเฝ้าระวังอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด หากพบอาการใดอาการหนึ่งในกลุ่ม Red Flags ต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที:
- ไข้สูงไม่ลด: มีไข้สูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียสต่อเนื่องกันนานเกิน 3 วัน โดยกินยาปฏิชีวนะหรือยาลดไข้แล้วไข้ไม่ลดลง หรือไข้ลดแล้วกลับมาสูงใหม่อีกครั้ง
- อาการทางระบบประสาท: มีอาการชักจากไข้ (Febrile Convulsion) ซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่สบตา เรียกไม่ค่อยรู้ตัว หรือมีอาการสับสน กระสับกระส่าย กระวนกระวาย
- ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว: หายใจหอบเหนื่อยเร็วกว่าปกติตามเกณฑ์อายุ หายใจอกบุ๋ม (Subcostal Retraction) ซี่โครงบาน ปีกจมูกบานขณะหายใจ หรือมีเสียงหายใจดังวี๊ด (Wheezing) หรือเสียงครืดคราดในปอด
- ภาวะขาดน้ำรุนแรง (Dehydration): ปากแห้ง ผิวแห้ง เบ้าตาลึก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะออกน้อยมากหรือไม่ปัสสาวะเลยเกิน 6 ชั่วโมง หรือในเด็กเล็กไม่ยอมดูดนมและปฏิเสธการดื่มน้ำทุกชนิด
- ภาวะพร่องออกซิเจน: ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ (Cyanosis) เล็บมือเล็บเท้าซีด หรือปากซีดเทา
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Tests)
เมื่อผู้ป่วยเด็กมาถึงโรงพยาบาล กุมารแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานสากลเพื่อการรักษาที่แม่นยำ:
การซักประวัติและการตรวจร่างกายอย่างละเอียด: แพทย์จะประเมินระยะเวลาของการมีไข้ ประวัติการตากฝน การสัมผัสผู้ป่วยในโรงเรียนหรือที่บ้าน ตรวจฟังเสียงปอดเพื่อประเมินภาวะหลอดลมอักเสบหรือปอดบวม (Pneumonia) และตรวจดูสภาพคอหอยและต่อมทอนซิล
การตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Diagnosis):
- Rapid Antigen Test (Swab Test): เป็นการป้ายสิ่งคัดหลั่งในโพรงจมูกส่วนหลัง (Nasopharynx) เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอและบี รวมถึงเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น RSV (Respiratory Syncytial Virus) ซึ่งสามารถทราบผลได้ภายใน 15-30 นาที
- Real-time RT-PCR: เป็นวิธีตรวจหาตัวรับทางพันธุกรรมของไวรัสที่มีความไวและความจำเพาะสูงที่สุด มักใช้ในรายที่อาการรุนแรงหรือจำเป็นต้องแยกสายพันธุ์ย่อยที่มีการระบาดใหม่
- การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): เพื่อประเมินว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนหรือไม่ โดยดูจากปริมาณเม็ดเลือดขาว (White Blood Cell Count) และสัดส่วนของเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ
- การเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): จะทำเมื่อแพทย์สงสัยว่ามีภาวะปอดอักเสบแทรกซ้อน โดยเฉพาะในรายที่มีอาการหายใจหอบเหนื่อยหรือมีเสียงปอดผิดปกติ
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน
กระบวนการดูแลรักษาเด็กป่วยต้องผสมผสานระหว่างการรักษาด้วยยาและการพยาบาลอย่างถูกวิธีเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก:
1. การรักษาด้วยยา (Pharmacological Treatment)
สำหรับไข้หวัดธรรมดา จะเป็นการรักษาตามอาการเป็นหลัก เช่น การให้ยาลดไข้ ยาละลายเสมหะ และยาลดน้ำมูกในเด็กโต สำหรับไข้หวัดใหญ่ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเฉพาะเจาะจง เช่น ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเสี่ยงสูงหรือมีอาการรุนแรง ซึ่งควรได้รับยาภายใน 48 ชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการเพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด
2. วิธีเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้องตามหลักพยาธิสรีรวิทยา (Tepid Sponge)
การเช็ดตัวเป็นกระบวนการสำคัญในการนำความร้อนออกจากร่างกายผ่านทางการนำความร้อน (Conduction) และการระเหย (Evaporation) ป้องกันการเกิดอาการชักจากไข้สูง:
- อุณหภูมิน้ำ: ต้องใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง (ไม่ใช้ใช้น้ำเย็นหรือน้ำใส่น้ำแข็งเด็ดขาด เพราะจะทำให้หลอดเลือดส่วนปลายหดตัว ร่างกายจะกักเก็บความร้อนไว้ภายในและกระตุ้นให้เกิดการสั่นสะเทือนซึ่งทำให้อุณหภูมิแกนกลางร่างกายสูงขึ้นไปอีก)
- ทิศทางการเช็ด: ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำบิดหมาด เช็ดถูย้อนทิศทางการไหลของเส้นขนเข้าหาหัวใจ เพื่อเปิดรูขุมขนและช่วยให้หลอดเลือดส่วนปลายขยายตัว
- การประคบ: วางผ้าชุบน้ำพักไว้บริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่ผ่าน เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ขาหนีบ ทั้งสองข้าง และซอกคอ เพื่อระบายความร้อนจากกระแสเลือดโดยตรง
- ระยะเวลา: ควรเช็ดตัวอย่างต่อเนื่องประมาณ 15-20 นาที และคอยเปลี่ยนผ้าชุบน้ำใหม่เมื่อเริ่มอุ่นขึ้น หลังเช็ดตัวเสร็จให้ซับตัวเด็กให้แห้งสนิททันที
3. โภชนาการและการรักษาสมดุลสารน้ำ
ควรให้เด็กดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะเหนียวข้นลดลง หากเด็กเบื่ออาหาร ควรแบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยๆ หลายมื้อ หลีกเลี่ยงอาหารมันหรือรสจัด ให้เน้นอาหารย่อยง่าย เช่น ข้าวต้มเหลว โจ๊กร้อนๆ หรือน้ำซุปกระดูกหมู หากเด็กสูญเสียน้ำลายและเหงื่อมากจากการมีไข้ สามารถให้จิบน้อยๆ ด้วยสารละลายเกลือแร่สำหรับเด็ก (Oral Rehydration Salts - ORS)
ข้อควรระวังทางการแพทย์และสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
ในการดูแลเด็กป่วย มีข้อกำหนดทางกุมารเวชศาสตร์ที่ผู้ดูแลต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดดังนี้:
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เด็ดขาด: การใช้ยาแอสไพรินในผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ หรือไข้เลือดออก มีความเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้เกิด กลุ่มอาการเรย์ (Reye\'s Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะสมองอักเสบและตับวายเฉียบพลันอันตรายถึงชีวิต
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในระยะแรก: หากยังไม่ได้รับการวินิจฉัยแยกโรคไข้เลือดออกอย่างชัดเจน เนื่องจากยาในกลุ่ม NSAIDs อาจส่งผลทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรง
- การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ที่ถูกต้อง: ขนาดยาที่ปลอดภัยสำหรับเด็กคือ 10-15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง ให้ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และห้ามให้เกิน 5 ครั้งต่อวัน (หรือสูงสุดไม่เกิน 75 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน) เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบจากพิษของยา
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) รับประทานเอง: ไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะใช้สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น การกินยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นไม่ช่วยให้หายป่วย แต่จะส่งผลให้เด็กเสี่ยงต่ออาการแพ้ยา ท้องเสียจากการทำลายเชื้อจุลินทรีย์ประจำถิ่น และก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาในอนาคต
การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อการรับมือระยะยาว
การป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างสุขอนามัยที่ดีและการสร้างภูมิคุ้มกันโรคอย่างเหมาะสม:
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ประจำปี (Annual Influenza Vaccination):
- แนะนำให้ฉีดในเด็กทุกคนตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะเด็กกลุ่มเสี่ยงสูง
- สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 9 ปีที่เพิ่งรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เป็นครั้งแรกในชีวิต จำเป็นต้องได้รับวัคซีนจำนวน 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างกัน 4 สัปดาห์ จากนั้นจึงฉีดกระตุ้นปีละ 1 เข็มเป็นประจำทุกปี
- เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อยู่เสมอในแต่ละปี การรับวัคซีนสูตรปรับปรุงใหม่ล่าสุดตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้สูงสุด
มาตรการทางสุขอนามัย (Hygiene Measures): สอนให้เด็กหมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือแอลกอฮอล์เจลเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที สอนการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องเข้าไปในแหล่งชุมชนหนาแน่น และฝึกนิสัยการใช้ช้อนกลางและไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
โภชนาการและการส่งเสริมสุขภาพ: ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซีและวิตามินดี เช่น ผลไม้ตระกูลส้ม ผักใบเขียว ตับ และไข่ เพื่อช่วยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอตามเกณฑ์อายุ และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในที่ร่มหลีกเลี่ยงการเผชิญสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน
สรุปแนวทางปฏิบัติทันทีสำหรับพ่อแม่เมื่อลูกรักป่วย (Parent Actionable Checklist)
เมื่อลูกเริ่มมีอาการป่วยหลังตากฝน ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนตรวจสอบความปลอดภัยดังนี้:
- วัดและบันทึกอุณหภูมิร่างกาย: ใช้เครื่องวัดไข้ที่ได้มาตรฐาน วัดทุก 4 ชั่วโมง และจดบันทึกอุณหภูมิพร้อมเวลาไว้เพื่อข้อมูลทางการแพทย์
- เช็ดตัวลดไข้ทันที: หากอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 37.8 องศาเซลเซียส ให้เริ่มเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องทันที
- คำนวณและป้อนยาลดไข้: ป้อนยาพาราเซตามอลตามสัดส่วนน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด
- เฝ้าสังเกตสัญญาณชีพบ่อยๆ: ประเมินการหายใจว่าหอบเหนื่อยหรือไม่ สังเกตการซึมและการดื่มน้ำของเด็ก
- แยกของใช้และจัดห้องพัก: ให้เด็กนอนในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก แยกภาชนะเครื่องใช้ส่วนตัวเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไปยังสมาชิกในครอบครัว
- พิจารณาการพบแพทย์: หากพบสัญญาณ Red Flags หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง ให้พาเด็กเข้าพบกุมารแพทย์ทันทีเพื่อทำการตรวจหาเชื้อและรับการรักษาที่ถูกต้อง