ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

บทนำ: เมื่อลมฝนมาเยือนและภัยเงียบของโรคหอบหืดในเด็ก

ช่วงฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่สภาพอากาศมีความแปรปรวนสูง ทั้งความชื้นในอากาศที่เพิ่มขึ้น อุณหภูมิที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว และการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสหลายชนิด สำหรับเด็กทั่วไป การตากฝนอาจนำมาซึ่งอาการไข้หวัดธรรมดา แต่สำหรับเด็กที่มีภาวะหลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นหรือเป็นโรคหอบหืด (Asthma) การตากฝนและสัมผัสอากาศเย็นสามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะหลอดลมตีบเฉียบพลัน ซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

โรคหอบหืดในเด็ก (Pediatric Asthma) เป็นโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุดในเด็กทั่วโลก สถิติทางการแพทย์ระบุว่าเด็กเล็กและทารกเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอาการกำเริบรุนแรง เนื่องจากโครงสร้างทางเดินหายใจของเด็กยังมีขนาดเล็กและแคบกว่าผู้ใหญ่ อีกทั้งระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ เมื่อเกิดการอักเสบและบวมของเยื่อบุหลอดลมเพียงเล็กน้อย ก็สามารถส่งผลกระทบต่อการหายใจของเด็กได้อย่างมีนัยสำคัญ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคหอบหืดเมื่อสัมผัสอากาศเย็นและความชื้น

การที่เด็กตากฝนแล้วเกิดอาการหอบเหนื่อยนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะร่างกายเปียกน้ำ แต่เกิดจากปฏิกิริยาของระบบทางเดินหายใจต่อปัจจัยกระตุ้นทางกายภาพและสิ่งแวดล้อม โดยมีกลไกทางพยาธิสรีรวิทยา (Pathophysiology) ดังต่อไปนี้

  • ภาวะหลอดลมหดเกร็งจากความเย็น (Cold-Induced Bronchoconstriction): เมื่อเด็กสูดดมอากาศที่เย็นและชื้นหลังจากตากฝน อุณหภูมิที่ลดลงในทางเดินหายใจจะกระตุ้นให้เส้นประสาทส่วนปลายในหลอดลมเกิดปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กล้ามเนื้อเรียบรอบหลอดลมหดตัวอย่างฉับพลัน ทำให้รูหลอดลมแคบลง
  • การเพิ่มขึ้นของสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ (Allergen Exposure): หยาดฝนที่ตกลงมาจะกระแทกกับพื้นดินและใบไม้ ทำให้สปอร์ของเชื้อรา (Mold Spores) และละอองเกสรดอกไม้ที่แห้งอยู่ลอยตัวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมาก เด็กที่ตากฝนจึงสูดดมสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้เข้าไปในปริมาณสูง กระตุ้นปฏิกิริยาภูมิแพ้ในหลอดลมทันที
  • การติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ (Viral Infections): สภาพอากาศชื้นแฉะเป็นใจให้ไวรัสหลายชนิดเจริญเติบโตได้ดี เช่น Respiratory Syncytial Virus (RSV), Rhinovirus และ Influenza เมื่อเด็กตากฝนและร่างกายมีอุณหภูมิต่ำลง ระบบภูมิคุ้มกันเฉพาะที่บริเวณเยื่อบุทางเดินหายใจจะทำงานลดลง ทำให้ติดเชื้อไวรัสได้ง่ายขึ้น ซึ่งไวรัสเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้โรคหอบหืดกำเริบ (Viral-Induced Asthma Exacerbation)
  • กระบวนการอักเสบเรื้อรัง (Chronic Inflammation): ในผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคหอบหืด ผนังหลอดลมจะมีการอักเสบเรื้อรังอยู่แล้ว เมื่อได้รับการกระตุ้น ร่างกายจะหลั่งสารสื่อประสาทและสารอักเสบ เช่น Histamine และ Leukotrienes ออกมา ส่งผลให้เยื่อบุหลอดลมบวมหนาตัวขึ้น และมีการหลั่งเสมหะที่เหนียวข้น (Mucus Plug) ออกมาอุดกั้นทางเดินหายใจเพิ่มเติม

อาการและระยะการกำเริบของโรคหอบหืดในเด็ก

หากพบว่าลูกน้อยตากฝนแล้วหอบเหนื่อย: วิธีสังเกตอาการอย่างละเอียดและรวดเร็วจะช่วยให้ผู้ปกครองประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง โดยอาการของโรคหอบหืดกำเริบสามารถแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ได้ดังนี้

1. ระยะเริ่มต้น (Early Warning Signs)

อาการในระยะนี้อาจยังไม่รุนแรง แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าหลอดลมเริ่มมีการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นแล้ว ได้แก่

  • มีอาการไอแห้งๆ บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเวลาขยับตัว ทำกิจกรรม หรือไอมากในช่วงกลางคืนและเช้ามืด
  • เริ่มมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หรือจาม ซึ่งเป็นอาการของภูมิแพ้ทางจมูกร่วมด้วย
  • เด็กอาจบ่นเหนื่อยง่ายกว่าปกติ ไม่อยากเล่น หรือดูซึมลงเล็กน้อย
  • อัตราการหายใจเริ่มเร็วขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเวลาปกติ

2. ระยะกำเริบเด่นชัด (Active Exacerbation)

เมื่ออาการดำเนินไปมากขึ้น หลอดลมจะตีบแคบลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ปรากฏอาการทางคลินิกที่รุนแรงขึ้น ดังนี้

  • ได้ยินเสียงวี้ด (Wheezing): มีเสียงหวีดแหลมขณะที่เด็กหายใจออก เกิดจากลมหายใจต้องผ่านช่องหลอดลมที่ตีบแคบ
  • หายใจลำบาก (Dyspnea): เด็กต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการหายใจ หายใจเร็วและสั้น
  • อาการแน่นหน้าอก (Chest Tightness): เด็กโตอาจบอกได้ว่ารู้สึกแน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก หรือหายใจได้ไม่เต็มปอด ส่วนเด็กเล็กอาจแสดงออกด้วยการร้องไห้กวนงอแงและเอามือกุมหน้าอก
  • การใช้กล้ามเนื้อช่วยหายใจ (Use of Accessory Muscles): เริ่มสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ผิดปกติขณะหายใจ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ในกรณีที่หลอดลมตีบตัวอย่างรุนแรงที่สุด อาจไม่ได้ยินเสียงวี้ดเลย เนื่องจากไม่มีลมผ่านเข้าออกปอดเพียงพอที่จะทำให้เกิดเสียง ภาวะนี้เรียกว่า ปอดเงียบ (Silent Chest) ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายถึงชีวิตที่ต้องได้รับการกู้ชีพทันที

สัญญาณเตือนอันตราย Red Flags ที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที

เมื่อลูกน้อยตากฝนแล้วหอบเหนื่อย ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ดังต่อไปนี้ ให้รีบพาลูกส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที หรือโทรสายด่วน 1669 ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาด

  • ภาวะอกบุ๋ม (Chest Wall Retractions): มีการดึงรั้งของกล้ามเนื้อซี่โครงจนเห็นอกบุ๋มขณะหายใจเข้า สังเกตได้จากรอยบุ๋มที่บริเวณใต้ชายโครง (Subcostal Retraction) ระหว่างซี่โครง (Intercostal Retraction) หรือบริเวณคอหอยเหนือกระดูกหน้าอก (Suprasternal Retraction)
  • ปีกจมูกบาน (Nasal Flaring): ปีกจมูกขยับกางออกกว้างทุกครั้งที่หายใจเข้า เพื่อพยายามนำอากาศเข้าปอดให้ได้มากที่สุด
  • ริมฝีปากและเล็บเขียวคล้ำ (Cyanosis): ปลายมือ ปลายเท้า หรือริมฝีปากเริ่มมีสีซีด เขียว หรือคล้ำ แสดงถึงภาวะร่างกายขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง
  • พูดไม่เป็นประโยคหรือดูดนมไม่ได้: เด็กเหนื่อยมากจนไม่สามารถพูดประโยคยาวๆ ได้ ต้องหยุดหายใจเป็นพักๆ ทุกคำที่พูด สำหรับทารกจะไม่สามารถดูดนมหรือน้ำได้เนื่องจากต้องใช้แรงในการหายใจ
  • ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนไป (Altered Consciousness): มีอาการกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง สับสน ร้องกวนไม่ยอมนอน หรือในทางตรงกันข้าม มีอาการซึมลงอย่างมาก ปลุกตื่นยาก และไม่ตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาถึงสถานพยาบาล กุมารแพทย์จะทำการประเมินและตรวจวินิจฉัยเพื่อยืนยันภาวะหอบหืดกำเริบฉุกเฉินและแยกแยะจากโรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ ด้วยวิธีการดังนี้

  • การซักประวัติ (Clinical History): แพทย์จะถามเกี่ยวกับประวัติการเจ็บป่วย ประวัติโรคประจำตัว ประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว สิ่งกระตุ้นก่อนเกิดอาการ (เช่น การตากฝน สัมผัสความเย็น) และประวัติการใช้ยาพ่นขยายหลอดลมก่อนหน้านี้
  • การตรวจร่างกาย (Physical Examination): ฟังเสียงปอดด้วยหูฟัง (Auscultation) เพื่อประเมินเสียงลมผ่านปอดและตรวจหาเสียงวี้ด รวมถึงประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อช่วยหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจ
  • การวัดระดับออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry): ใช้เครื่องหนีบปลายนิ้วเพื่อวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในกระแสเลือด (SpO2) หากค่าต่ำกว่า 95% ในอากาศปกติ แสดงว่าเริ่มมีภาวะขาดออกซิเจน
  • การตรวจวัดสมรรถภาพปอด (Spirometry / Peak Expiratory Flow): ในเด็กโตที่สามารถร่วมมือได้ (อายุมากกว่า 5-6 ปีขึ้นไป) แพทย์อาจทำการตรวจวัดความเร็วสูงสุดของลมหายใจออก เพื่อประเมินระดับการอุดกั้นของหลอดลม
  • การตรวจภาพถ่ายรังสีทรวงอก (Chest X-ray): ไม่จำเป็นต้องทำในทุกราย แต่แพทย์จะพิจารณาทำในกรณีที่สงสัยภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบติดเชื้อ (Pneumonia) ภาวะลมรั่วในช่องอก (Pneumothorax) หรือเมื่ออาการไม่ดีขึ้นหลังการรักษาเบื้องต้น

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์และการพยาบาลที่บ้าน

การจัดการกับอาการหอบหืดกำเริบเฉียบพลันในเด็กแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการดูแลที่บ้าน และการรักษาทางการแพทย์ที่โรงพยาบาล

การปฐมพยาบาลและการพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี

เมื่อเริ่มสังเกตเห็นอาการหอบเหนื่อยในระยะเริ่มต้นหลังจากตากฝน ให้ปฏิบัติตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. จัดท่าทางให้เหมาะสม: ให้เด็กนั่งพักในท่าตรงหรือเอนตัวไปทางด้านหน้าเล็กน้อย ห้ามนอนราบเด็ดขาด เนื่องจากท่าวอนราบจะทำให้กระบังลมดันปอดขัดขวางการขยายตัวของทรวงอก ทำให้หายใจลำบากมากขึ้น
  2. ควบคุมความสงบ: ปลอบโยนเด็กให้สงบสติอารมณ์ เนื่องจากความตื่นตระหนกและร้องไห้จะยิ่งกระตุ้นให้หลอดลมหดเกร็งตัวและหายใจหอบรุนแรงขึ้น ผู้ปกครองต้องทำตัวให้สงบเพื่อไม่ให้เด็กวิตกกังวลตาม
  3. การใช้ยาพ่นขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์เร็ว (Short-Acting Beta2-Agonist - SABA): หากเด็กมียาพ่นฉุกเฉินประจำตัว (เช่น Salbutamol / Albuterol ชนิดพ่นสูด) ให้ทำการพ่นยาทันทีตามแผนการรักษาที่แพทย์เคยให้ไว้
คำแนะนำจากคุณหมอเรื่องการใช้กระบอกกักพ่นยา (Spacer): สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี การพ่นยาขยายหลอดลมโดยตรงเข้าปากมักไม่ได้ผล เนื่องจากเด็กไม่สามารถประสานการสูดหายใจเข้าพร้อมกับการกดพ่นยาได้ จึงจำเป็นต้องใช้ยาพ่นชนิดกดสูด (Metered-Dose Inhaler - MDI) ต่อเข้ากับกระบอกพ่นยาที่มีหน้ากากครอบจมูกและปาก (Spacer with Mask) เสมอ เพื่อให้ตัวละอองยาสามารถเข้าสู่หลอดลมฝอยส่วนปลายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ขั้นตอนการพ่นยาฉุกเฉินผ่านกระบอกกักพ่นยาที่ถูกต้อง

  • เขย่าขวดยาพ่นในแนวตั้งประมาณ 5-10 ครั้ง
  • เปิดฝาครอบครอบยาพ่นแล้วเสียบเข้ากับช่องเสียบของกระบอกกักพ่นยา
  • ครอบหน้ากากของกระบอกกักพ่นยาให้แนบสนิทกับจมูกและปากของเด็ก โดยไม่มีช่องว่างให้อากาศภายนอกรั่วซึมเข้าไปได้
  • กดขวดยาพ่น 1 ครั้งเพื่อปล่อยละอองยาเข้าไปในกระบอก
  • ให้เด็กสูดลมหายใจเข้าและออกช้าๆ ลึกๆ ผ่านหน้ากากประมาณ 5-6 ครั้ง หรือประมาณ 10 วินาที
  • หากแพทย์สั่งให้พ่น 2 กด ห้ามกดพ่นยา 2 ครั้งพร้อมกันในทีเดียว ให้รอประมาณ 1 นาทีก่อน แล้วจึงทำการเขย่าขวดยาและพ่นครั้งที่สองตามขั้นตอนเดิม

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ความเข้าใจผิดในการดูแลเด็กหอบหืดอาจส่งผลให้อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว นี่คือข้อห้ามทางแพทย์ที่ผู้ปกครองต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) มารับประทานเอง: อาการหอบหืดกำเริบเกิดจากการอักเสบและการตอบสนองไวผิดปกติของหลอดลม ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ยาปฏิชีวนะไม่มีฤทธิ์ในการขยายหลอดลมหรือลดการอักเสบของหอบหืด และการใช้ยาโดยไม่จำเป็นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยาและเกิดผลข้างเคียง
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ไอชนิดกดอาการไอ (Cough Suppressants): ยาในกลุ่มนี้ เช่น Dextromethorphan จะไปกดศูนย์ควบคุมการไอในสมอง ทำให้เด็กไม่ยอมไอเอาเสมหะเหนียวข้นที่อุดตันอยู่ในหลอดลมออกมา ส่งผลให้หลอดลมอุดกั้นรุนแรงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบ
  • การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) อย่างถูกต้องตามน้ำหนักตัว: หากเด็กมีไข้ร่วมด้วยจากการตากฝน การให้ยาพาราเซตามอลต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด ขนาดที่ปลอดภัยคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามทานเกิน 5 ครั้งในรอบ 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบเฉียบพลันจากพิษของยา
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) หรือยากลุ่มเอนเสด (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen): ในกรณีที่ยังไม่แน่ใจสาเหตุของไข้ โดยเฉพาะในแถบระบาดของโรคไข้เลือดออก เนื่องจากยาเหล่านี้มีผลทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารอย่างรุนแรง นอกจากนี้ ในผู้ป่วยหอบหืดบางราย ยากลุ่มนี้อาจกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาหลอดลมหดเกร็งอย่างรุนแรงได้ (Aspirin-Induced Asthma)

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

การจัดการโรคหอบหืดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือการป้องกันไม่ให้อาการกำเริบ โดยอาศัยหลักการควบคุมสิ่งแวดล้อม การรักษาด้วยยา และการส่งเสริมสุขภาพทั่วไป ดังนี้

1. การรักษาด้วยยาควบคุมโรคอย่างสม่ำเสมอ (Asthma Controllers)

สำหรับเด็กที่มีอาการหอบหืดกำเริบบ่อยครั้ง แพทย์มักจะสั่งยาควบคุมโรคในระยะยาว เช่น ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นสูด (Inhaled Corticosteroid - ICS) หรือยารับประทานกลุ่มปรับเปลี่ยนลิวโคไตรอีน (Leukotriene Receptor Antagonists)

ผู้ปกครองต้องมีวินัยในการให้ลูกใช้ยาควบคุมโรคเหล่านี้ทุกวันตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด แม้ว่าเด็กจะไม่มีอาการหอบเหนื่อยเลยก็ตาม เนื่องจากยาเหล่านี้มีหน้าที่ลดการอักเสบสะสมใต้ผนังหลอดลม ทำให้หลอดลมมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นลดลงเมื่อต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น ลมฝนหรืออากาศเย็น

2. การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นและการจัดการสุขอนามัย

  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กออกไปวิ่งเล่นขณะฝนตกหรือหลังฝนตกใหม่ๆ หากเด็กเปียกฝน ต้องรีบพาไปอาบน้ำสระผม เป่าผมให้แห้งสนิท และเปลี่ยนเสื้อผ้าที่อบอุ่นทันที
  • ทำความสะอาดห้องนอนและบ้านเรือนอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดปริมาณไรฝุ่น สปอร์ของเชื้อรา และหลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่มีขนในบ้านหรือในห้องนอนของเด็ก
  • งดการสัมผัสควันบุหรี่ ควันไฟ ควันธูป และมลพิษทางอากาศ (เช่น ฝุ่น PM2.5) ซึ่งเป็นตัวทำลายเยื่อบุผิวทางเดินหายใจของเด็กโดยตรง

3. การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันผ่านการฉีดวัคซีน

เนื่องจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หอบหืดกำเริบเฉียบพลัน การป้องกันการติดเชื้อจึงช่วยลดอัตราการเข้าโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี โดยวัคซีนที่แนะนำ ได้แก่

  • วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): ควรฉีดเป็นประจำทุกปีตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะในช่วงก่อนเข้าฤดูฝน
  • วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมค็อกคัส (Pneumococcal Vaccine - IPD): ช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงในปอด

กล่องสรุปคู่มือด่วนสำหรับพ่อแม่เมื่อลูกน้อยหอบเหนื่อยฉุกเฉิน

แผนปฏิบัติการด่วนเมื่อลูกน้อยตากฝนแล้วมีอาการหอบเหนื่อย

หากลูกน้อยเริ่มมีอาการไอถี่ หายใจเร็ว มีเสียงวี้ดหลังตากฝน ให้ตั้งสติและปฏิบัติตามแผนปฏิบัตินี้ทีละขั้นตอน:

  1. จับเด็กนั่งหลังตรง บนเก้าอี้หรือตักของผู้ปกครอง ปลอบใจไม่ให้เด็กร้องไห้
  2. พ่นยาขยายหลอดลมชนิดออกฤทธิ์เร็ว (เช่น Salbutamol) ผ่านกระบอกกักพ่นยา (Spacer) ทันทีจำนวน 2 กด (พ่นทีละกดและสูดลมหายใจ 10 วินาทีต่อการกดแต่ละครั้ง)
  3. ประเมินอาการของเด็กหลังพ่นยาไปแล้ว 15-20 นาที:
    • หากอาการดีขึ้น: หายใจช้าลง ไม่มีเสียงวี้ด ให้สังเกตอาการต่ออย่างใกล้ชิด พ่นยาซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมงหากยังมีอาการ และพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินซ้ำ
    • หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง: เด็กยังหายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม ซึมลง หรือหน้าเขียว ให้พ่นซ้ำอีก 2 กดทันที และเร่งพาไปโรงพยาบาลหรือโทรสายด่วน 1669 ทันที
  4. ระหว่างการนำส่งโรงพยาบาล: สามารถให้เด็กสูดพ่นยาขยายหลอดลมซ้ำได้ทุกๆ 15-20 นาที เพื่อควบคุมอาการระหว่างการเดินทาง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down