ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกเล่นน้ำฝนเสี่ยงโรคผิวหนัง ปัญหาหนักใจของพ่อแม่ในฤดูฝน

ฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ มักจะมีความสุขกับการได้วิ่งเล่นท่ามกลางสายฝนหรือลุยน้ำขังตามท้องถนนโดยไม่รู้ถึงภัยเงียบที่แฝงมากับน้ำฝนและสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง ความชื้นและสิ่งสกปรกที่มากับน้ำฝนถือเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคผิวหนังในเด็กได้ง่ายและรวดเร็ว เนื่องจากผิวหนังของเด็กยังมีโครงสร้างที่บางและบอบบางกว่าผู้ใหญ่ รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันทางผิวหนังที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เชื้อโรคต่างๆ ทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย และไรฝุ่น สามารถเข้าจู่โจมผิวหนังของเด็กๆ ได้อย่างง่ายดาย ส่งผลให้เกิดอาการคัน ผื่นแดง กลาก เกลื้อน และการติดเชื้อที่ผิวหนังตามมา สร้างความทรมานและรำคาญใจให้แก่เด็กๆ เป็นอย่างมาก

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคผิวหนังจากน้ำฝน

น้ำฝนในปัจจุบันไม่ได้ใสสะอาดอย่างที่หลายคนเข้าใจ เนื่องจากชั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยมลพิษ ฝุ่นละออง ควันพิษจากยานพาหนะ และสารเคมีต่างๆ เมื่อฝนตกลงมาจึงกลายเป็นน้ำที่มีความเป็นกรดอ่อนๆ และเต็มไปด้วยสิ่งสกปรก เชื้อโรค แบคทีเรีย และสปอร์ของเชื้อรา เมื่อเด็กๆ เล่นน้ำฝนหรือปล่อยให้เนื้อตัวเปียกชื้นเป็นเวลานาน กลไกการเกิดโรคผิวหนังจะเริ่มทำงานจากปัจจัยหลักดังต่อไปนี้

  • ความชื้นสะสมบนผิวหนัง: สภาพแวดล้อมที่เปียกชื้นและอับชื้น เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของเชื้อราและแบคทีเรีย โดยเฉพาะบริเวณซอกข้อพับ ซอกนิ้ว และบริเวณที่สวมใส่เสื้อผ้าหนา
  • สารเคมีและสิ่งสกปรกในน้ำขัง: น้ำที่ขังตามพื้นถนนมักจะมีน้ำลายสัตว์ สิ่งปฏิกูล สารเคมีจากปุ๋ย หรือน้ำมันเครื่องปะปนอยู่ ซึ่งก่อให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบต่อผิวหนังทันทีที่สัมผัส
  • การทำลายเกราะป้องกันผิว: ความเปียกชื้นและสารเคมีทำให้เกราะป้องกันผิวหนัง (Skin Barrier) ตามธรรมชาติอ่อนแอลง เชื้อโรคจึงสามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังชั้นนอกและก่อโรคได้ง่ายขึ้น

โรคผิวหนังยอดฮิตในเด็กช่วงหน้าฝนที่พ่อแม่ต้องระวัง

การเข้าใจลักษณะอาการของโรคผิวหนังแต่ละชนิดจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตความผิดปกติและให้การดูแลรักษาเบื้องต้นได้อย่างถูกต้องแม่นยำ โรคผิวหนังที่มักพบบ่อยในเด็กช่วงหน้าฝนมีดังนี้

โรคกลาก (Dermatophytosis)

โรคกลากเกิดจากการติดเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโตไฟต์ (Dermatophytes) มักพบบริเวณศีรษะ ลำตัว ขาหนีบ หรือซอกพับต่างๆ อาการเริ่มต้นคือจะมีผื่นแดงเป็นวงกลมหรือวงรี ขอบนูนชัดเจน และมีขุยสีขาวบริเวณขอบ วงกลมนี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และมีอาการคันมาก หากเด็กเกาจะทำให้เกิดแผลถลอกและเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน

โรคเกลื้อน (Tinea Versicolor)

เกลื้อนเกิดจากเชื้อราบางชนิดที่อาศัยอยู่บนผิวหนังตามปกติ แต่เมื่อมีความชื้นและเหงื่อสะสมเป็นเวลานานร่วมกับอากาศร้อนชื้น เชื้อราจะเจริญเติบโตลุกลามจนเกิดเป็นรอยด่างบนผิวหนัง ลักษณะเป็นวงด่างที่มีสีขาว สีน้ำตาล หรือสีชมพู มักพบบริเวณหลัง หน้าอก คอ หรือไหล่ มีอาการคันเล็กน้อยเวลาเหงื่อออก

ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังกำเริบ (Atopic Dermatitis Flare-up)

ในเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ผิวหนังอยู่แล้ว ความชื้นและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในหน้าฝน รวมถึงการเปียกฝน จะกระตุ้นให้อาการของโรคกำเริบรุนแรงขึ้น ผิวหนังจะแห้ง แดง คันมาก และอาจมีตุ่มน้ำใสๆ หรือน้ำเหลืองเยิ้มบริเวณข้อพับแขนและขา

การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง (Bacterial Skin Infection)

เมื่อเด็กมีรอยข่วนหรือแผลถลอกจากการเล่นน้ำฝน แล้วไปลุยน้ำขังที่สกปรก แบคทีเรียจะเข้าสู่แผลทำให้เกิดการอักเสบ เป็นหนอง หรือโรคพุพอง (Impetigo) ซึ่งจะมีตุ่มน้ำใสหรือตุ่มหนอง แตกออกแล้วกลายเป็นสะเก็ดสีน้ำตาลเหลือง

อาการและสัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าผื่นคันส่วนใหญ่จากน้ำฝนจะสามารถรักษาหายได้ด้วยการดูแลเบื้องต้น แต่หากมีอาการลุกลามหรือมีสัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) พ่อแม่ควรพาเด็กไปพบแพทย์ผิวหนังหรือกุมารแพทย์ทันที ดังนี้

  • ผื่นลุกลามอย่างรวดเร็วทั่วร่างกาย หรือมีตุ่มหนองกระจายตัวเป็นวงกว้าง
  • มีไข้สูงร่วมกับอาการปวด บวม แดงร้อน บริเวณผิวหนังที่มีแผลหรือผื่น
  • อาการคันรุนแรงจนเด็กนอนไม่หลับ เกาจนเลือดออกและผิวหนังอักเสบติดเชื้อ
  • มีหนองไหลออกมาจากรอยโรค หรือมีกลิ่นเหม็นบริเวณผิวหนังที่ติดเชื้อ
  • เด็กมีอาการซึม อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ร่วมกับอาการทางผิวหนังที่ผิดปกติ

วิธีรักษาโรคผิวหนังจากหน้าฝนที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาโรคผิวหนังที่เกิดจากการเล่นน้ำฝนต้องอาศัยแนวทางทางการแพทย์ที่เหมาะสมกับโรคแต่ละชนิด โดยห้ามซื้อยามาทาให้เด็กเองโดยไม่ทราบสาเหตุอย่างเด็ดขาด เนื่องจากยาบางชนิดอาจทำให้โรคเป็นหนักขึ้น

การรักษาด้วยยาตามคำแนะนำของแพทย์

  • กรณีติดเชื้อรา (กลาก เกลื้อน): แพทย์จะพิจารณาให้ใช้ยาทาเฉพาะที่ฆ่าเชื้อรา (Antifungal Creams) เช่น คีโตโคนาโซล (Ketoconazole) หรือโคลไตรมาโซล (Clotrimazole) โดยต้องทาต่อเนื่องติดต่อกันอย่างน้อยสองถึงสี่สัปดาห์แม้ว่าอาการคันจะหายไปแล้ว เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
  • กรณีผื่นแพ้หรืออักเสบ: แพทย์อาจจ่ายยาทาสเตียรอยด์อ่อนๆ (Mild Topical Corticosteroids) ในระยะสั้นเพื่อลดอาการอักเสบและคัน และอาจให้ยารับประทานแก้แพ้ (Antihistamines) เพื่อช่วยบรรเทาอาการคันในเวลากลางคืน
  • กรณีติดเชื้อแบคทีเรีย: หากมีแผลติดเชื้อหรือเป็นหนอง แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะชนิดทาหรือชนิดรับประทาน ร่วมกับการทำแผลที่ถูกวิธี
คำแนะนำจากคุณหมอ: การใช้ยาทาสเตียรอยด์ด้วยตนเองในการรักษาโรคกลากหรือเกลื้อนเป็นความเข้าใจผิดที่อันตรายมาก เพราะสเตียรอยด์จะกดภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตลุกลามและดื้อยา ทำให้โรครักษายากขึ้น ดังนั้นควรให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยและจ่ายยาก่อนทุกครั้ง

การดูแลและพยาบาลเด็กที่เป็นโรคผิวหนังที่บ้าน

นอกจากการใช้ยาตามแพทย์สั่งแล้ว การดูแลความสะอาดและจัดการสภาพแวดล้อมที่บ้านก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการหายของโรคผิวหนัง

  • ทำความสะอาดร่างกายทันที: หากเด็กเปียกฝนหรือไปลุยน้ำขังมา ต้องรีบอาบน้ำสระผมด้วยสบู่อ่อนโยนที่ไม่มีสารเคมีระคายเคือง และเช็ดตัวให้แห้งสนิททุกครั้ง
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี: เลือกเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้าย (Cotton) เนื้อนุ่ม หลวมสบาย ไม่รัดแน่นจนเกินไป เพื่อลดการอับชื้นและการเสียดสี
  • ตัดเล็บเด็กให้สั้น: ป้องกันไม่ให้เด็กใช้เล็บเกาผิวหนังบริเวณที่เป็นผื่น ซึ่งจะทำให้เกิดแผลถลอกและเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน
  • หลีกเลี่ยงน้ำอุ่นจัด: เวลาอาบน้ำควรใช้น้ำอุณหภูมิห้อง เพราะน้ำอุ่นจัดจะชะล้างไขมันตามธรรมชาติบนผิวหนัง ทำให้ผิวแห้งและคันมากยิ่งขึ้น

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ข้อควรระวังทางการแพทย์:
  • ห้ามใช้ยาสมุนไพรพื้นบ้านหรือน้ำยาเคมีเข้มข้นมาทาลงบนแผลหรือผื่นผิวหนังของเด็กโดยตรง เพราะอาจก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงและผิวหนังไหม้ได้
  • ห้ามปล่อยให้เด็กใส่เสื้อผ้าที่เปียกชื้นเป็นเวลานานเด็ดขาด
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะชนิดกินหรือยาทาผสมสารพัดประโยชน์ (ยาชุด) มาให้เด็กใช้เอง

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันผิวหนังในระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เด็กเป็นโรคผิวหนังในหน้าฝนทำได้โดยการสร้างวินัยและสุขอนามัยที่ดี ดังนี้

  • เตรียมร่ม เสื้อกันฝน และรองเท้าบูทยางให้พร้อมเมื่อลูกต้องออกไปข้างนอกในช่วงหน้าฝน เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวหนังสัมผัสกับน้ำฝนโดยตรง
  • สอนให้เด็กหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำขังหรือเล่นน้ำฝนตามท้องถนน
  • ทาโลชั่นบำรุงผิว (Moisturizer) ที่ปราศจากน้ำหอมและแอลกอฮอล์เป็นประจำทุกวัน เพื่อเสริมสร้างเกราะป้องกันผิวหนังให้แข็งแรง
  • ดูแลโภชนาการให้เด็กได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบห้าหมู่ ดื่มน้ำสะอาดเพียงพอ และนอนหลับพักผ่อนให้สนิท เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงพร้อมสู้กับโรคภัยต่างๆ
คำแนะนำจากคุณหมอ: ผิวหนังของเด็กคือด่านแรกในการปกป้องร่างกาย หากพ่อแม่ใส่ใจดูแลความสะอาดและป้องกันอย่างถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ ก็จะช่วยให้เด็กๆ มีสุขภาพผิวที่ดี ปราศจากโรคผิวหนัง และมีความสุขกับการทำกิจกรรมในทุกฤดูกาลได้อย่างปลอดภัย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down