ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ภัยร้ายที่มากับฤดูฝน: ทำความรู้จักโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) ในเด็ก

ช่วงฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ มักจะตื่นเต้นและสนุกสนานกับการได้ออกไปวิ่งเล่นท่ามกลางสายฝน หรือการลุยน้ำขังตามท้องถนน อย่างไรก็ตาม ความสนุกเหล่านั้นอาจแฝงไปด้วยอันตรายร้ายแรงจากโรคติดเชื้อที่คาดไม่ถึง นั่นคือ โรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ โรคฉี่หนู ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonosis) ที่มีความรุนแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที

ในมุมมองทางกุมารเวชศาสตร์ เด็กจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีความเปราะบางสูง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งพฤติกรรมการเล่นของเด็กมักจะสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง เช่น การเดินเท้าเปล่า การเอามือที่สกปรกสัมผัสใบหน้า หรือแม้กระทั่งการกลืนน้ำที่ปนเปื้อนโดยไม่ได้ตั้งใจ บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียดและครบถ้วน เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองเข้าใจถึงกลไกของโรค สังเกตอาการเตือนภัย และสามารถดูแลป้องกันลูกน้อยได้อย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์สากล

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes and Pathophysiology)

โรคเลปโตสไปโรซิส เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียวที่มีชื่อว่า เลปโตสไปรา อินเทอร์โรแกนส์ (Leptospira interrogans) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในน้ำและดินที่เปียกชื้นเป็นเวลานานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน โดยมีสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะ หนู เป็นพาหะนำโรคหลัก นอกจากนี้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น เช่น สุนัข แมว หมู วัว และควาย ก็สามารถเป็นพาหะและแพร่กระจายเชื้อผ่านทางปัสสาวะได้เช่นกัน

กลไกการเข้าสู่ร่างกายของเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เกิดขึ้นได้หลายช่องทาง ดังนี้

  • การชอนไชผ่านผิวหนัง: เชื้อแบคทีเรียสามารถชอนไชผ่านผิวหนังที่มีบาดแผล รอยถลอก รอยขีดข่วน หรือแม้กระทั่งผิวหนังที่อ่อนนุ่มจากการแช่น้ำขังเป็นเวลานาน (Macerated skin)
  • การผ่านทางเยื่อบุ (Mucous Membranes): เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุตา เยื่อบุจมูก และช่องปาก เมื่อเด็กเล่นน้ำฝนที่ปนเปื้อนแล้วน้ำกระเซ็นเข้าตาหรือปาก
  • การรับประทานอาหารหรือน้ำปนเปื้อน: การที่เด็กหยิบจับอาหารเข้าปากโดยไม่ได้ล้างมือหลังจากเล่นน้ำขัง หรือการกลืนน้ำปนเปื้อนเข้าไปโดยตรง

เมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด จะเกิดภาวะเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด (Leptospiremia) และกระจายไปยังอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว เช่น ตับ ไต สมอง และปอด แบคทีเรียจะปล่อยสารพิษและกระตุ้นปฏิกิริยาการอักเสบของร่างกาย ส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเลือดอักเสบ (Vasculitis) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อวัยวะต่างๆ ทำงานล้มเหลว

อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรคในเด็ก (Symptoms and Disease Progression)

ระยะฟักตัวของโรค (Incubation Period) โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 2 ถึง 30 วัน แต่ส่วนใหญ่จะแสดงอาการภายใน 7 ถึง 14 วันหลังจากได้รับเชื้อ การดำเนินโรคสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลักอย่างชัดเจน ดังนี้

1. ระยะติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemic Phase หรือ Leptospiremic Phase)

ระยะนี้มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและคงอยู่ประมาณ 3 ถึง 7 วัน อาการเด่นที่พบในเด็ก ได้แก่

  • ไข้สูงเฉียบพลัน: ไข้มักสูงลอยระหว่าง 39 ถึง 40 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการหนาวสั่น
  • ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง (Severe Myalgia): ถือเป็นอาการจำเพาะที่สำคัญมาก โดยเฉพาะบริเวณน่อง (Calf tenderness) ต้นขา และหลัง เด็กโตจะบ่นปวดน่องมากจนเดินไม่ไหว ส่วนเด็กเล็กอาจร้องกวนงอแงเมื่อจับบริเวณขา
  • ปวดศีรษะรุนแรง: มักปวดบริเวณหน้าผากหรือหลังกระบอกตา
  • ตาแดง (Conjunctival Suffusion): มีการขยายตัวของหลอดเลือดฝอยในตาขาว ทำให้ตาแดงก่ำโดยไม่มีขี้ตาหรืออาการเจ็บตา มักเป็นทั้งสองข้าง
  • อาการทางระบบทางเดินอาหาร: อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือเบื่ออาหารร่วมด้วย

2. ระยะภูมิคุ้มกัน (Immune Phase)

เกิดขึ้นหลังจากระยะแรกประมาณ 1 ถึง 3 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ไข้ลดลงชั่วคราว จากนั้นร่างกายจะเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านเชื้อ ทำให้ตรวจพบเชื้อในปัสสาวะแทนกระแสเลือด ในระยะนี้อาการอาจกลับมาอีกครั้งและมีความรุนแรงขึ้น ได้แก่

  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบปราศจากเชื้อ (Aseptic Meningitis): เด็กจะมีอาการไข้กลับมาใหม่ ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง (Nuchal rigidity) และไวต่อแสง
  • ภาวะแทรกซ้อนทางตา: มักเกิดม่านตาอักเสบ (Uveitis) ตามมาได้
  • กลุ่มอาการรุนแรง (Weil's Disease): เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต โดยจะพบภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) ตัวเหลืองตาเหลือง (Jaundice) จากตับอักเสบ และมีภาวะเลือดออกง่ายตามอวัยวะต่างๆ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: อาการไข้สูงและปวดเมื่อยตามตัวในระยะแรกของโรคเลปโตสไปโรซิส มีความคล้ายคลึงกับโรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza) และโรคสครับไทฟัส (Scrub Typhus) เป็นอย่างมาก การซักประวัติการสัมผัสน้ำขังหรือเล่นน้ำฝนจึงเป็นกุญแจสำคัญในการวินิจฉัยแยกโรค

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที (Red Flag Symptoms)

หากเด็กได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเลปโตสไปโรซิส หรือมีประวัติเล่นน้ำขังร่วมกับมีไข้ และปรากฏอาการดังต่อไปนี้ ผู้ปกครองต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด เนื่องจากเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

  • ไข้สูงลอยไม่ลดลงเลยเป็นเวลามากกว่า 3 วัน แม้จะรับประทานยาลดไข้และเช็ดตัวแล้ว
  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมเล่น ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ หรือมีอาการสับสน กระสับกระส่าย
  • มีอาการปวดกล้ามเนื้อน่องอย่างรุนแรงจนเด็กไม่ยอมก้าวเดิน หรือร้องไห้จ้าทุกครั้งที่สัมผัสขา
  • มีภาวะเหลือง (Jaundice) สังเกตเห็นตาขาวและผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม
  • ปัสสาวะออกน้อยมาก หรือไม่มีปัสสาวะเลยภายใน 6 ถึง 8 ชั่วโมง ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะไตวายเฉียบพลัน
  • หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว อกบุ๋ม หรือมีอาการไอเป็นเลือด ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะเลือดออกในปอด (Pulmonary Hemorrhage)
  • มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง มีเลือดกำเดาไหล หรืออาเจียนเป็นเลือด

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis)

การวินิจฉัยโรคเลปโตสไปโรซิสในเด็กจำเป็นต้องอาศัยการประสานข้อมูลระหว่างประวัติทางระบาดวิทยา อาการทางคลินิก และการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด

1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย

แพทย์จะซักถามประวัติการลุยน้ำขัง การเล่นน้ำฝน ประวัติการสัมผัสสัตว์เลี้ยงหรือหนูในบริเวณบ้าน ร่วมกับการตรวจร่างกายเพื่อหาภาวะตาแดง การกดเจ็บที่กล้ามเนื้อน่อง และการตรวจหาภาวะตับโตหรือตัวเหลือง

2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น (Routine Laboratory Tests)

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): มักพบจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงขึ้น (Leukocytosis) และอาจพบเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) ในรายที่มีอาการรุนแรง
  • การตรวจการทำงานของไต (BUN and Creatinine): เพื่อประเมินภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งมักพบค่าของเสียในเลือดสูงขึ้น
  • การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test - LFT): พบค่าเอนไซม์ตับ (AST, ALT) และสารเหลือง (Bilirubin) สูงขึ้น
  • การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): อาจพบโปรตีน (Proteinuria) หรือเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ

3. การตรวจยืนยันทางน้ำเหลืองและการตรวจหาเชื้อ (Specific Diagnostic Tests)

  • Rapid Test (IgM ELISA): เป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันชนิด IgM ซึ่งช่วยในการวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วในระยะเริ่มต้น
  • Microscopic Agglutination Test (MAT): เป็นวิธีมาตรฐานระดับสากล (Gold Standard) ในการยืนยันการวินิจฉัย โดยจะตรวจหาการจับกลุ่มของเชื้อแบคทีเรียกับซีรัมของคนไข้
  • Polymerase Chain Reaction (PCR): เป็นการตรวจหา DNA ของเชื้อแบคทีเรียในเลือดหรือปัสสาวะ ซึ่งมีความไวและความจำเพาะสูงมากในช่วงสัปดาห์แรกของโรค

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment and Home Care)

การรักษาโรคเลปโตสไปโรซิสแบ่งออกเป็นการรักษาจำเพาะด้วยยาปฏิชีวนะและการรักษาประคับประคองตามอาการ

1. การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ (Antibiotic Therapy)

การให้ยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วตั้งแต่ระยะแรกของโรคมีความสำคัญมากในการลดความรุนแรงและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

  • สำหรับกรณีอาการไม่รุนแรง (Mild Cases): แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน เช่น ยาอะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) หรือยาด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) อย่างไรก็ตาม ยาด็อกซีไซคลินมักหลีกเลี่ยงในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี เนื่องจากอาจทำให้เกิดคราบฟันเหลืองถาวรและส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูก ยกเว้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ
  • สำหรับกรณีอาการรุนแรง (Severe Cases): จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อรับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ เช่น ยาเพนิซิลลิน จี (Penicillin G) หรือยาเซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน

2. การดูแลรักษาประคับประคองและการพยาบาลที่บ้าน (Supportive and Home Care)

หากแพทย์ประเมินแล้วว่าอาการไม่รุนแรงและอนุญาตให้กลับมาดูแลรักษาตัวที่บ้านได้ ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด

  • การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกวิธี (Tepid Sponge): ให้ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ห้ามใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดเด็ดขาด เช็ดผิวหนังย้อนทิศทางการไหลของรูขุมขนมุ่งสู่หัวใจ เน้นบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น รักแร้ ขาหนีบ และซอกคอ เพื่อระบายความร้อน และวางผ้าประคบไว้บริเวณหน้าผาก เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ ทุก 2 ถึง 3 นาที เช็ดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ถึง 20 นาที
  • การชดเชยน้ำและเกลือแร่: เนื่องจากเด็กที่มีไข้สูงจะสูญเสียน้ำได้ง่าย ควรให้เด็กดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ หรือให้ดื่มน้ำเกลือแร่สำหรับผู้ป่วยท้องเสีย (Oral Rehydration Salts - ORS) โดยจิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้งเพื่อป้องกันการขาดน้ำ
  • การรับประทานอาหาร: ควรจัดเตรียมอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย รสไม่จัด และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปอุ่นๆ
คำแนะนำจากคุณหมอ: ในระหว่างการดูแลรักษาตัวที่บ้าน ผู้ปกครองควรจดบันทึกอุณหภูมิร่างกายของลูก ปริมาณน้ำที่ดื่ม และจำนวนครั้งของการปัสสาวะในแต่ละวัน เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินอาการแก่แพทย์เมื่อถึงวันนัดตรวจติดตามผล

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Contraindications)

ในการดูแลเด็กที่สงสัยว่าเป็นโรคเลปโตสไปโรซิส มีข้อห้ามทางการแพทย์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่ผู้ปกครองต้องรับทราบและปฏิบัติตาม เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อย ดังนี้

1. ห้ามใช้ยาแอสไพรินและยาในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เด็ดขาด

ในระยะแรกที่เด็กมีไข้สูง ห้ามซื้อยาแก้ปวดลดไข้ในกลุ่มเอ็นเสด เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เมฟีนามิกแอซิด (Mefenamic Acid) หรือยาแอสไพริน (Aspirin) มาใช้เด็ดขาด เนื่องจากโรคเลปโตสไปโรซิสอาจทำให้เกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำและหลอดเลือดอักเสบ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารหรืออวัยวะภายใน การใช้ยากลุ่มนี้จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติจนเป็นอันตรายถึงชีวิต

2. แนวทางการใช้ยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องและปลอดภัย

การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดไข้ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่คำนวณตามอายุ

  • ปริมาณที่เหมาะสม: ให้ใช้ยาขนาด 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง
  • ความถี่ในการให้ยา: ให้ยาทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และไม่ควรให้ยาเกิน 5 ครั้งในรอบ 24 ชั่วโมง
  • ข้อควรระวัง: การให้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดอาจก่อให้เกิดพิษต่อตับ ซึ่งในโรคเลปโตสไปโรซิส ตับอาจได้รับความเสียหายจากเชื้อแบคทีเรียอยู่แล้ว การได้รับยาเกินขนาดจะยิ่งซ้ำเติมให้เกิดภาวะตับวายเฉียบพลันได้

3. ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองโดยไม่ผ่านการตรวจจากแพทย์

ผู้ปกครองไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อจากร้านขายยามาให้เด็กรับประทานเอง เนื่องจากนอกจากอาจทำให้เกิดการดื้อยาแล้ว ยาบางชนิดยังมีผลข้างเคียงที่รุนแรงต่อตับและไตของเด็ก และอาจทำให้การวินิจฉัยโรคของแพทย์มีความคลาดเคลื่อนและล่าช้าออกไป

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว (Prevention and Immunity Building)

เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันโรคเลปโตสไปโรซิสในมนุษย์ที่ใช้เป็นการทั่วไป การป้องกันที่ดีที่สุดจึงอยู่ที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขอนามัย และการจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก

1. การปฏิบัติตนเพื่อการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำขัง: ห้ามไม่ให้เด็กๆ ลงไปวิ่งเล่น เดินลุยน้ำ หรือว่ายน้ำในแหล่งน้ำท่วมขัง น้ำฝนที่เอ่อล้นตามท่อระบายน้ำ หรือดินโคลนที่เปียกชื้น
  • สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน: หากมีความจำเป็นต้องเดินผ่านบริเวณที่มีน้ำขัง ควรให้เด็กสวมใส่รองเท้าบูทยางที่ไม่มีรอยรั่วซึม
  • สุขอนามัยส่วนบุคคลที่ถูกต้อง: สอนให้เด็กๆ ล้างมือและเท้าด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งหลังจากกลับมาจากนอกบ้าน หรือหลังจากสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง
  • การดูแลรักษาบาดแผล: หากเด็กมีบาดแผล รอยถลอก หรือรอยขีดข่วนบริเวณผิวหนัง ให้ทำความสะอาดแผลทันทีด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับน้ำหรือดินสกปรกจนกว่าแผลจะหายสนิท
  • การควบคุมแหล่งรังโรค: ดูแลรักษาความสะอาดภายในบ้านและบริเวณรอบบ้านไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของหนู กำจัดเศษอาหารและขยะมูลฝอยอย่างมิดชิด ปิดฝาถังขยะให้แน่นหนา

2. การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและโภชนาการที่ดีในเด็ก

ร่างกายที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงจะสามารถต่อสู้กับการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรคได้ดีขึ้น โดยผู้ปกครองสามารถเสริมสร้างสุขภาวะของลูกได้ดังนี้

  • โภชนาการที่ครบถ้วน: ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ โดยเน้นอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง ส้ม สตรอว์เบอร์รี และผักใบเขียว รวมถึงอาหารที่มีสังกะสี (Zinc) เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  • การพักผ่อนที่เพียงพอ: เด็กควรได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ตามช่วงวัย เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
  • การรับวัคซีนพื้นฐาน: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเด็กได้รับวัคซีนพื้นฐานครบถ้วนตามตารางการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจและโรคอื่นๆ ที่อาจซ้ำเติมร่างกายในช่วงฤดูฝน

กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ (Parental Actionable Checklist)

เช็กลิสต์ด่วนสำหรับคุณพ่อคุณแม่: รับมือเมื่อลูกเสี่ยงโรคฉี่หนู

  • สำรวจพฤติกรรม: ในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ลูกมีประวัติเดินลุยน้ำท่วมขัง เล่นน้ำฝน หรือสัมผัสดินเปียกชื้นหรือไม่
  • เฝ้าระวังอาการ: ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายหากลูกเริ่มมีอาการซึมลง หรือบ่นว่าหนาวสั่น
  • สังเกตจุดเจ็บ: ลองกดเบาๆ ที่บริเวณกล้ามเนื้อน่องทั้งสองข้างของลูก หากลูกร้องเจ็บหรือแสดงอาการปวดเกร็ง ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคนี้
  • สำรวจสัญญาณกายภาพ: ตรวจดูตาขาวของลูกว่าแดงก่ำผิดปกติหรือไม่ (โดยไม่มีขี้ตา) และสังเกตว่ามีอาการตัวเหลืองตาเหลืองหรือไม่
  • ตรวจแผลตามร่างกาย: สำรวจเท้าและขาของลูกว่ามีบาดแผลสดหรือรอยถลอกที่อาจเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายหรือไม่
  • งดใช้ยาอันตราย: ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน หรือแอสไพรินในการลดไข้เด็ดขาด ให้ใช้เฉพาะยาพาราเซตามอลตามสัดส่วนน้ำหนักตัวที่ถูกต้องเท่านั้น
  • พบแพทย์ทันที: หากพบอาการไข้สูงลอยเกิน 3 วัน หรือมีอาการหายใจหอบเหนื่อย ซึมลง หรือปัสสาวะลดลง ให้รีบพาไปพบกุมารแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down