ภัยร้ายที่มากับฤดูฝน: ทำความรู้จักโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) ในเด็ก
ช่วงฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ มักจะตื่นเต้นและสนุกสนานกับการได้ออกไปวิ่งเล่นท่ามกลางสายฝน หรือการลุยน้ำขังตามท้องถนน อย่างไรก็ตาม ความสนุกเหล่านั้นอาจแฝงไปด้วยอันตรายร้ายแรงจากโรคติดเชื้อที่คาดไม่ถึง นั่นคือ โรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ โรคฉี่หนู ซึ่งเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (Zoonosis) ที่มีความรุนแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
ในมุมมองทางกุมารเวชศาสตร์ เด็กจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีความเปราะบางสูง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งพฤติกรรมการเล่นของเด็กมักจะสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง เช่น การเดินเท้าเปล่า การเอามือที่สกปรกสัมผัสใบหน้า หรือแม้กระทั่งการกลืนน้ำที่ปนเปื้อนโดยไม่ได้ตั้งใจ บทความนี้จะนำเสนอข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียดและครบถ้วน เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองเข้าใจถึงกลไกของโรค สังเกตอาการเตือนภัย และสามารถดูแลป้องกันลูกน้อยได้อย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์สากล
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค (Causes and Pathophysiology)
โรคเลปโตสไปโรซิส เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียวที่มีชื่อว่า เลปโตสไปรา อินเทอร์โรแกนส์ (Leptospira interrogans) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในน้ำและดินที่เปียกชื้นเป็นเวลานานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน โดยมีสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะ หนู เป็นพาหะนำโรคหลัก นอกจากนี้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น เช่น สุนัข แมว หมู วัว และควาย ก็สามารถเป็นพาหะและแพร่กระจายเชื้อผ่านทางปัสสาวะได้เช่นกัน
กลไกการเข้าสู่ร่างกายของเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้เกิดขึ้นได้หลายช่องทาง ดังนี้
- การชอนไชผ่านผิวหนัง: เชื้อแบคทีเรียสามารถชอนไชผ่านผิวหนังที่มีบาดแผล รอยถลอก รอยขีดข่วน หรือแม้กระทั่งผิวหนังที่อ่อนนุ่มจากการแช่น้ำขังเป็นเวลานาน (Macerated skin)
- การผ่านทางเยื่อบุ (Mucous Membranes): เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุตา เยื่อบุจมูก และช่องปาก เมื่อเด็กเล่นน้ำฝนที่ปนเปื้อนแล้วน้ำกระเซ็นเข้าตาหรือปาก
- การรับประทานอาหารหรือน้ำปนเปื้อน: การที่เด็กหยิบจับอาหารเข้าปากโดยไม่ได้ล้างมือหลังจากเล่นน้ำขัง หรือการกลืนน้ำปนเปื้อนเข้าไปโดยตรง
เมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด จะเกิดภาวะเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด (Leptospiremia) และกระจายไปยังอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว เช่น ตับ ไต สมอง และปอด แบคทีเรียจะปล่อยสารพิษและกระตุ้นปฏิกิริยาการอักเสบของร่างกาย ส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเลือดอักเสบ (Vasculitis) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อวัยวะต่างๆ ทำงานล้มเหลว
อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรคในเด็ก (Symptoms and Disease Progression)
ระยะฟักตัวของโรค (Incubation Period) โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 2 ถึง 30 วัน แต่ส่วนใหญ่จะแสดงอาการภายใน 7 ถึง 14 วันหลังจากได้รับเชื้อ การดำเนินโรคสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะหลักอย่างชัดเจน ดังนี้
1. ระยะติดเชื้อในกระแสเลือด (Septicemic Phase หรือ Leptospiremic Phase)
ระยะนี้มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและคงอยู่ประมาณ 3 ถึง 7 วัน อาการเด่นที่พบในเด็ก ได้แก่
- ไข้สูงเฉียบพลัน: ไข้มักสูงลอยระหว่าง 39 ถึง 40 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการหนาวสั่น
- ปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง (Severe Myalgia): ถือเป็นอาการจำเพาะที่สำคัญมาก โดยเฉพาะบริเวณน่อง (Calf tenderness) ต้นขา และหลัง เด็กโตจะบ่นปวดน่องมากจนเดินไม่ไหว ส่วนเด็กเล็กอาจร้องกวนงอแงเมื่อจับบริเวณขา
- ปวดศีรษะรุนแรง: มักปวดบริเวณหน้าผากหรือหลังกระบอกตา
- ตาแดง (Conjunctival Suffusion): มีการขยายตัวของหลอดเลือดฝอยในตาขาว ทำให้ตาแดงก่ำโดยไม่มีขี้ตาหรืออาการเจ็บตา มักเป็นทั้งสองข้าง
- อาการทางระบบทางเดินอาหาร: อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือเบื่ออาหารร่วมด้วย
2. ระยะภูมิคุ้มกัน (Immune Phase)
เกิดขึ้นหลังจากระยะแรกประมาณ 1 ถึง 3 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่ไข้ลดลงชั่วคราว จากนั้นร่างกายจะเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านเชื้อ ทำให้ตรวจพบเชื้อในปัสสาวะแทนกระแสเลือด ในระยะนี้อาการอาจกลับมาอีกครั้งและมีความรุนแรงขึ้น ได้แก่
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบแบบปราศจากเชื้อ (Aseptic Meningitis): เด็กจะมีอาการไข้กลับมาใหม่ ปวดศีรษะรุนแรง คอแข็ง (Nuchal rigidity) และไวต่อแสง
- ภาวะแทรกซ้อนทางตา: มักเกิดม่านตาอักเสบ (Uveitis) ตามมาได้
- กลุ่มอาการรุนแรง (Weil's Disease): เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต โดยจะพบภาวะไตวายเฉียบพลัน (Acute Kidney Injury) ตัวเหลืองตาเหลือง (Jaundice) จากตับอักเสบ และมีภาวะเลือดออกง่ายตามอวัยวะต่างๆ
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที (Red Flag Symptoms)
หากเด็กได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเลปโตสไปโรซิส หรือมีประวัติเล่นน้ำขังร่วมกับมีไข้ และปรากฏอาการดังต่อไปนี้ ผู้ปกครองต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด เนื่องจากเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
- ไข้สูงลอยไม่ลดลงเลยเป็นเวลามากกว่า 3 วัน แม้จะรับประทานยาลดไข้และเช็ดตัวแล้ว
- มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมเล่น ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ หรือมีอาการสับสน กระสับกระส่าย
- มีอาการปวดกล้ามเนื้อน่องอย่างรุนแรงจนเด็กไม่ยอมก้าวเดิน หรือร้องไห้จ้าทุกครั้งที่สัมผัสขา
- มีภาวะเหลือง (Jaundice) สังเกตเห็นตาขาวและผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม
- ปัสสาวะออกน้อยมาก หรือไม่มีปัสสาวะเลยภายใน 6 ถึง 8 ชั่วโมง ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะไตวายเฉียบพลัน
- หายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว อกบุ๋ม หรือมีอาการไอเป็นเลือด ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะเลือดออกในปอด (Pulmonary Hemorrhage)
- มีจุดเลือดออกตามผิวหนัง มีเลือดกำเดาไหล หรืออาเจียนเป็นเลือด
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Medical Diagnosis)
การวินิจฉัยโรคเลปโตสไปโรซิสในเด็กจำเป็นต้องอาศัยการประสานข้อมูลระหว่างประวัติทางระบาดวิทยา อาการทางคลินิก และการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด
1. การซักประวัติและการตรวจร่างกาย
แพทย์จะซักถามประวัติการลุยน้ำขัง การเล่นน้ำฝน ประวัติการสัมผัสสัตว์เลี้ยงหรือหนูในบริเวณบ้าน ร่วมกับการตรวจร่างกายเพื่อหาภาวะตาแดง การกดเจ็บที่กล้ามเนื้อน่อง และการตรวจหาภาวะตับโตหรือตัวเหลือง
2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น (Routine Laboratory Tests)
- การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): มักพบจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงขึ้น (Leukocytosis) และอาจพบเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) ในรายที่มีอาการรุนแรง
- การตรวจการทำงานของไต (BUN and Creatinine): เพื่อประเมินภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งมักพบค่าของเสียในเลือดสูงขึ้น
- การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Test - LFT): พบค่าเอนไซม์ตับ (AST, ALT) และสารเหลือง (Bilirubin) สูงขึ้น
- การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis): อาจพบโปรตีน (Proteinuria) หรือเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ
3. การตรวจยืนยันทางน้ำเหลืองและการตรวจหาเชื้อ (Specific Diagnostic Tests)
- Rapid Test (IgM ELISA): เป็นการตรวจหาภูมิคุ้มกันชนิด IgM ซึ่งช่วยในการวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วในระยะเริ่มต้น
- Microscopic Agglutination Test (MAT): เป็นวิธีมาตรฐานระดับสากล (Gold Standard) ในการยืนยันการวินิจฉัย โดยจะตรวจหาการจับกลุ่มของเชื้อแบคทีเรียกับซีรัมของคนไข้
- Polymerase Chain Reaction (PCR): เป็นการตรวจหา DNA ของเชื้อแบคทีเรียในเลือดหรือปัสสาวะ ซึ่งมีความไวและความจำเพาะสูงมากในช่วงสัปดาห์แรกของโรค
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์ (Medical Treatment and Home Care)
การรักษาโรคเลปโตสไปโรซิสแบ่งออกเป็นการรักษาจำเพาะด้วยยาปฏิชีวนะและการรักษาประคับประคองตามอาการ
1. การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ (Antibiotic Therapy)
การให้ยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วตั้งแต่ระยะแรกของโรคมีความสำคัญมากในการลดความรุนแรงและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
- สำหรับกรณีอาการไม่รุนแรง (Mild Cases): แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน เช่น ยาอะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) หรือยาด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) อย่างไรก็ตาม ยาด็อกซีไซคลินมักหลีกเลี่ยงในเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี เนื่องจากอาจทำให้เกิดคราบฟันเหลืองถาวรและส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูก ยกเว้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ
- สำหรับกรณีอาการรุนแรง (Severe Cases): จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อรับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ เช่น ยาเพนิซิลลิน จี (Penicillin G) หรือยาเซฟไตรอะโซน (Ceftriaxone) เป็นเวลาอย่างน้อย 7 วัน
2. การดูแลรักษาประคับประคองและการพยาบาลที่บ้าน (Supportive and Home Care)
หากแพทย์ประเมินแล้วว่าอาการไม่รุนแรงและอนุญาตให้กลับมาดูแลรักษาตัวที่บ้านได้ ผู้ปกครองควรปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้อย่างเคร่งครัด
- การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกวิธี (Tepid Sponge): ให้ใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง ห้ามใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดเด็ดขาด เช็ดผิวหนังย้อนทิศทางการไหลของรูขุมขนมุ่งสู่หัวใจ เน้นบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น รักแร้ ขาหนีบ และซอกคอ เพื่อระบายความร้อน และวางผ้าประคบไว้บริเวณหน้าผาก เปลี่ยนผ้าบ่อยๆ ทุก 2 ถึง 3 นาที เช็ดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15 ถึง 20 นาที
- การชดเชยน้ำและเกลือแร่: เนื่องจากเด็กที่มีไข้สูงจะสูญเสียน้ำได้ง่าย ควรให้เด็กดื่มน้ำสะอาดบ่อยๆ หรือให้ดื่มน้ำเกลือแร่สำหรับผู้ป่วยท้องเสีย (Oral Rehydration Salts - ORS) โดยจิบทีละน้อยแต่บ่อยครั้งเพื่อป้องกันการขาดน้ำ
- การรับประทานอาหาร: ควรจัดเตรียมอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย รสไม่จัด และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปอุ่นๆ
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Contraindications)
ในการดูแลเด็กที่สงสัยว่าเป็นโรคเลปโตสไปโรซิส มีข้อห้ามทางการแพทย์ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่ผู้ปกครองต้องรับทราบและปฏิบัติตาม เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อย ดังนี้
1. ห้ามใช้ยาแอสไพรินและยาในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) เด็ดขาด
ในระยะแรกที่เด็กมีไข้สูง ห้ามซื้อยาแก้ปวดลดไข้ในกลุ่มเอ็นเสด เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) เมฟีนามิกแอซิด (Mefenamic Acid) หรือยาแอสไพริน (Aspirin) มาใช้เด็ดขาด เนื่องจากโรคเลปโตสไปโรซิสอาจทำให้เกิดภาวะเกล็ดเลือดต่ำและหลอดเลือดอักเสบ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารหรืออวัยวะภายใน การใช้ยากลุ่มนี้จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเลือดออกผิดปกติจนเป็นอันตรายถึงชีวิต
2. แนวทางการใช้ยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องและปลอดภัย
การใช้ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อลดไข้ต้องคำนวณตามน้ำหนักตัวของเด็กอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่คำนวณตามอายุ
- ปริมาณที่เหมาะสม: ให้ใช้ยาขนาด 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง
- ความถี่ในการให้ยา: ให้ยาทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ และไม่ควรให้ยาเกิน 5 ครั้งในรอบ 24 ชั่วโมง
- ข้อควรระวัง: การให้ยาพาราเซตามอลเกินขนาดอาจก่อให้เกิดพิษต่อตับ ซึ่งในโรคเลปโตสไปโรซิส ตับอาจได้รับความเสียหายจากเชื้อแบคทีเรียอยู่แล้ว การได้รับยาเกินขนาดจะยิ่งซ้ำเติมให้เกิดภาวะตับวายเฉียบพลันได้
3. ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเองโดยไม่ผ่านการตรวจจากแพทย์
ผู้ปกครองไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อจากร้านขายยามาให้เด็กรับประทานเอง เนื่องจากนอกจากอาจทำให้เกิดการดื้อยาแล้ว ยาบางชนิดยังมีผลข้างเคียงที่รุนแรงต่อตับและไตของเด็ก และอาจทำให้การวินิจฉัยโรคของแพทย์มีความคลาดเคลื่อนและล่าช้าออกไป
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว (Prevention and Immunity Building)
เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันโรคเลปโตสไปโรซิสในมนุษย์ที่ใช้เป็นการทั่วไป การป้องกันที่ดีที่สุดจึงอยู่ที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขอนามัย และการจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก
1. การปฏิบัติตนเพื่อการป้องกันโรคอย่างเข้มงวด
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำขัง: ห้ามไม่ให้เด็กๆ ลงไปวิ่งเล่น เดินลุยน้ำ หรือว่ายน้ำในแหล่งน้ำท่วมขัง น้ำฝนที่เอ่อล้นตามท่อระบายน้ำ หรือดินโคลนที่เปียกชื้น
- สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน: หากมีความจำเป็นต้องเดินผ่านบริเวณที่มีน้ำขัง ควรให้เด็กสวมใส่รองเท้าบูทยางที่ไม่มีรอยรั่วซึม
- สุขอนามัยส่วนบุคคลที่ถูกต้อง: สอนให้เด็กๆ ล้างมือและเท้าด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งหลังจากกลับมาจากนอกบ้าน หรือหลังจากสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง
- การดูแลรักษาบาดแผล: หากเด็กมีบาดแผล รอยถลอก หรือรอยขีดข่วนบริเวณผิวหนัง ให้ทำความสะอาดแผลทันทีด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับน้ำหรือดินสกปรกจนกว่าแผลจะหายสนิท
- การควบคุมแหล่งรังโรค: ดูแลรักษาความสะอาดภายในบ้านและบริเวณรอบบ้านไม่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของหนู กำจัดเศษอาหารและขยะมูลฝอยอย่างมิดชิด ปิดฝาถังขยะให้แน่นหนา
2. การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและโภชนาการที่ดีในเด็ก
ร่างกายที่มีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงจะสามารถต่อสู้กับการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรคได้ดีขึ้น โดยผู้ปกครองสามารถเสริมสร้างสุขภาวะของลูกได้ดังนี้
- โภชนาการที่ครบถ้วน: ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ โดยเน้นอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง ส้ม สตรอว์เบอร์รี และผักใบเขียว รวมถึงอาหารที่มีสังกะสี (Zinc) เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
- การพักผ่อนที่เพียงพอ: เด็กควรได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่ตามช่วงวัย เพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
- การรับวัคซีนพื้นฐาน: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเด็กได้รับวัคซีนพื้นฐานครบถ้วนตามตารางการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจและโรคอื่นๆ ที่อาจซ้ำเติมร่างกายในช่วงฤดูฝน
กล่องสรุปแนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ (Parental Actionable Checklist)
เช็กลิสต์ด่วนสำหรับคุณพ่อคุณแม่: รับมือเมื่อลูกเสี่ยงโรคฉี่หนู
- สำรวจพฤติกรรม: ในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ลูกมีประวัติเดินลุยน้ำท่วมขัง เล่นน้ำฝน หรือสัมผัสดินเปียกชื้นหรือไม่
- เฝ้าระวังอาการ: ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายหากลูกเริ่มมีอาการซึมลง หรือบ่นว่าหนาวสั่น
- สังเกตจุดเจ็บ: ลองกดเบาๆ ที่บริเวณกล้ามเนื้อน่องทั้งสองข้างของลูก หากลูกร้องเจ็บหรือแสดงอาการปวดเกร็ง ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคนี้
- สำรวจสัญญาณกายภาพ: ตรวจดูตาขาวของลูกว่าแดงก่ำผิดปกติหรือไม่ (โดยไม่มีขี้ตา) และสังเกตว่ามีอาการตัวเหลืองตาเหลืองหรือไม่
- ตรวจแผลตามร่างกาย: สำรวจเท้าและขาของลูกว่ามีบาดแผลสดหรือรอยถลอกที่อาจเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายหรือไม่
- งดใช้ยาอันตราย: ห้ามใช้ยาไอบูโพรเฟน หรือแอสไพรินในการลดไข้เด็ดขาด ให้ใช้เฉพาะยาพาราเซตามอลตามสัดส่วนน้ำหนักตัวที่ถูกต้องเท่านั้น
- พบแพทย์ทันที: หากพบอาการไข้สูงลอยเกิน 3 วัน หรือมีอาการหายใจหอบเหนื่อย ซึมลง หรือปัสสาวะลดลง ให้รีบพาไปพบกุมารแพทย์ที่โรงพยาบาลทันที