ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกขาโก่งผิดปกติไหม: สังเกตอย่างไรว่าแบบไหนหายเองได้หรือต้องหาหมอ

ในฐานะกุมารแพทย์ พ่อแม่ผู้ปกครองมักมีความกังวลใจเมื่อสังเกตเห็นว่าลูกน้อยที่เพิ่งเริ่มหัดเดินมีลักษณะขาที่โค้งออกด้านนอกคล้ายวงเล็บ หรือที่นิยมเรียกกันว่า ขาโก่ง (Bowed legs) โดยธรรมชาติของทารกนั้น ลักษณะขาโก่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและมักเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาตามวัย (Physiologic Bowing) อย่างไรก็ตาม การแยกแยะระหว่างความปกติกับภาวะผิดปกติที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความล่าช้าในการวินิจฉัยโรคทางกระดูกที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการและการใช้ชีวิตของเด็กในอนาคต

ทำความเข้าใจภาวะขาโก่งในเด็ก: วงจรการเติบโตตามธรรมชาติ

โดยปกติแล้วเด็กทารกแรกเกิดจะมีลักษณะขาโก่งอยู่แล้วเนื่องจากท่วงท่าในครรภ์มารดา และลักษณะนี้จะเด่นชัดขึ้นเมื่อเด็กเริ่มหัดเดินในช่วงอายุ 1-2 ปี ภาวะนี้เกิดจากกระดูกหน้าแข้ง (Tibia) มีความโค้งงอเล็กน้อยตามธรรมชาติ เมื่อเด็กมีอายุมากขึ้น การเจริญเติบโตของกระดูกจะมีการปรับเปลี่ยนแนวแกน (Alignment) ให้ตรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงช่วงอายุ 2-3 ปี ขาของเด็กมักจะเปลี่ยนจากโก่งออก เป็นลักษณะขาฉิ่ง หรือเข่าชิดเท้าห่าง (Knock-knees) แทน และจะค่อยๆ ปรับสมดุลจนตรงเป็นปกติเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 6-7 ปี

สัญญาณอันตราย (Red Flags) ที่บ่งบอกว่าขาโก่งแบบนี้ไม่ปกติ

แม้ว่าโดยส่วนใหญ่ขาโก่งจะหายเองได้ แต่หากพบอาการดังต่อไปนี้ พ่อแม่ควรพาลูกมาปรึกษากุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกเด็ก (Pediatric Orthopedist) ทันที:

  • ลักษณะขาโก่งรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากอายุ 2 ปีไปแล้ว
  • ขาโก่งเพียงข้างเดียว (Asymmetrical bowing) ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่าสงสัยถึงความผิดปกติของกระดูกอย่างชัดเจน
  • ความสูงของเด็กต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ
  • เด็กมีอาการเจ็บปวดบริเวณขา หรือมีอาการเดินกระเผลก (Limping)
  • ลักษณะขาผิดรูปในแบบที่แย่ลงเรื่อยๆ (Progressive deformity)
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ภาวะขาโก่งที่เกิดจากโรคกระดูกอ่อน (Rickets) หรือความผิดปกติของการเผาผลาญแคลเซียมและวิตามินดี มักจะไม่ได้มาแค่ขาโก่งเพียงอย่างเดียว แต่เด็กมักมีพัฒนาการที่ล่าช้า กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือมีอาการกระดูกส่วนอื่นๆ ผิดปกติร่วมด้วย หากพบอาการเหล่านี้ห้ามรอจนกว่าจะหายเองเด็ดขาด

สาเหตุของภาวะขาโก่งผิดปกติที่พ่อแม่ต้องทราบ

สาเหตุที่ทำให้ขาโก่งผิดปกติและไม่หายเองตามธรรมชาติมักเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่:

  • โรคกระดูกอ่อน (Rickets): เกิดจากการขาดวิตามินดี แคลเซียม หรือฟอสเฟต ซึ่งทำให้กระดูกอ่อนและไม่สามารถรับน้ำหนักตัวได้ตามปกติ
  • โรคทางพันธุกรรมหรือโรคกระดูกผิดปกติ (Blount's Disease): เป็นความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกบริเวณใต้หัวเข่า ทำให้กระดูกหน้าแข้งงอผิดรูปอย่างรุนแรง พบได้บ่อยขึ้นในเด็กที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์มาตรฐาน
  • การบาดเจ็บหรือการติดเชื้อที่กระดูก (Trauma or Infection): ส่งผลกระทบต่อแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูก (Growth plate) ทำให้กระดูกโตไม่เท่ากันจนเกิดความโค้งงอ

วิธีตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทาง

เมื่อเข้าพบแพทย์ กุมารแพทย์หรือศัลยแพทย์กระดูกจะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด รวมถึงประวัติโภชนาการและพัฒนาการ การตรวจร่างกายจะเน้นไปที่:

  • การวัดมุมของขา (Intercondylar distance) เพื่อประเมินความรุนแรง
  • การทดสอบความยืดหยุ่นของข้อต่อและกล้ามเนื้อ
  • การเอกซเรย์ (X-ray) ในกรณีที่สงสัยว่ามีความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกหรือโรคกระดูกอ่อน
  • การตรวจเลือดเพื่อวัดระดับวิตามินดี แคลเซียม และฟอสฟอรัสในกรณีที่สงสัยภาวะโรคกระดูกอ่อน

วิธีรักษาและการดูแล

สำหรับเด็กที่ขาโก่งตามธรรมชาติ (Physiologic bowing) แพทย์มักจะแนะนำเพียงการสังเกตอาการและติดตามพัฒนาการเป็นระยะ แต่ในกรณีที่พบความผิดปกติ แพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาดังนี้:

  • การรักษาด้วยยาและโภชนาการ: หากตรวจพบโรคกระดูกอ่อน แพทย์จะให้เสริมวิตามินดีและแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมตามระดับความรุนแรง
  • การใส่อุปกรณ์พยุง (Bracing): ในบางกรณีของโรค Blount's Disease แพทย์อาจพิจารณาใช้อุปกรณ์ดามขาเพื่อช่วยปรับแนวการเจริญเติบโตของกระดูก
  • การผ่าตัด (Surgery): สงวนไว้สำหรับกรณีที่มีการผิดรูปของกระดูกอย่างรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นๆ หรือเมื่อเด็กอายุมากขึ้นและกระดูกเริ่มแข็งตัวแล้ว
คำแนะนำจากคุณหมอ: สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือการส่งเสริมโภชนาการให้ครบถ้วน โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลเซียมสูงและพาลูกออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งเพื่อให้ได้รับวิตามินดีจากแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าหรือเย็น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดในการสร้างกระดูกที่แข็งแรง

สรุปสิ่งที่พ่อแม่ต้องสังเกต (Actionable Checklist)

  • หมั่นสังเกตท่าเดินของลูก หากเดินกระเผลกหรือบ่นปวดขา ให้รีบพบแพทย์ทันที
  • หากลูกอายุเกิน 2 ปีแล้วแต่ลักษณะขาโก่งดูชัดเจนขึ้น ไม่ควรนิ่งนอนใจ
  • เปรียบเทียบขาซ้ายและขวา หากไม่เท่ากันอย่างชัดเจน ถือเป็นสัญญาณที่ต้องตรวจวินิจฉัย
  • หลีกเลี่ยงการซื้ออุปกรณ์ดามขามาใส่ให้ลูกเองโดยไม่มีคำสั่งแพทย์ เพราะอาจขัดขวางการพัฒนาการทางกล้ามเนื้อและกระดูกที่ถูกต้องได้
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down