ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจพัฒนาการกระดูกขากับภาวะขาโก่งในเด็กแรกเกิด

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อในเด็ก สิ่งหนึ่งที่สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงมากที่สุดประการหนึ่งคือ การสังเกตเห็นลักษณะขาของทารกแรกเกิดและเด็กเล็กมีรูปทรงโค้งงอคล้ายวงเล็บ (Genu Varum) จนมักพามาพบแพทย์ด้วยความตื่นตระหนก แท้จริงแล้วภาวะขาโก่งในเด็กแรกเกิดส่วนใหญ่เป็นกระบวนการเจริญเติบโตตามธรรมชาติที่พบได้บ่อยมาก และมักจะสามารถปรับรูปทรงให้ตรงได้เองตามช่วงวัยโดยไม่ต้องรับการรักษาใดๆ อย่างไรก็ตาม การแยกแยะให้ออกระหว่างภาวะขาโก่งตามธรรมชาติกับความผิดปกติที่แท้จริง เป็นสิ่งสำคัญมากในการปกป้องสุขภาพและพัฒนาการเคลื่อนไหวระยะยาวของเด็ก

สถิติทางการแพทย์ระบุว่าทารกเกือบทุกคนเกิดมาพร้อมกับลักษณะขาโก่งในระดับที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดวางตัวของทารกภายในมารดาที่มีพื้นที่จำกัดในช่วงสัปดาห์ท้ายๆ ของการตั้งครรภ์ แรงกดดันภายในมดลูกนี้ทำให้กระดูกหน้าแข้งและกระดูกต้นขาเกิดการบิดโค้งเล็กน้อยเพื่อให้ทารกสามารถอยู่ในครรภ์ได้อย่างปลอดภัย เมื่อเด็กเริ่มเติบโตและเริ่มหัดยืนหรือหัดเดิน แรงโน้มถ่วงของโลกและกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้นจะช่วยปรับแนวของกระดูกให้ค่อยๆ ตรงขึ้นตามลำดับ

สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะขาโก่งในเด็ก

การทำความเข้าใจสาเหตุและกลไกของภาวะขาโก่งช่วยให้คุณพ่อคุณแม่คลายความกังวล และสามารถประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นได้ โดยแบ่งสาเหตุหลักออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

ขาโก่งตามธรรมชาติจากในครรภ์ (Physiologic Genu Varum)

นี่คือสาเหตุที่พบได้มากที่สุดกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของเด็กที่มีขาโก่ง เกิดจากท่าทางของทารกในครรภ์มารดา (In-utero positioning) กลไกนี้ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างกระดูก แต่เป็นการโค้งงอของเนื้อเยื่อและกระดูกอ่อนที่ปรับรูปทรงตามสภาพแวดล้อมจำกัด เด็กกลุ่มนี้จะมีพัฒนาการทางร่างกายตามปกติ น้ำหนักและส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และขาจะเริ่มกลับมาตรงได้เองเมื่ออายุประมาณสิบแปดเดือนถึงสองขวบ

ภาวะเข่าชนหรือขาโก่งสลับข้างตามช่วงวัยพัฒนาการ

หลังจากที่ขาเริ่มตรงในช่วงอายุประมาณสองขวบ เด็กหลายคนอาจเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่าขาโก่งเข้าด้านในหรือเข่าชน (Genu Valgum) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการตามธรรมชาติที่มักเกิดขึ้นในช่วงอายุสามถึงสี่ขวบ ก่อนที่แนวขาจะปรับตัวเข้าสู่แนวตรงปกติเมื่อเข้าสู่วัยประถม ดังนั้น การเห็นขาของลูกเปลี่ยนรูปทรงไปตามช่วงอายุจึงเป็นเรื่องที่พบได้ปกติในทางการแพทย์

ภาวะขาโก่งจากความผิดปกติทางพยาธิสภาพ (Pathologic Genu Varum)

กลุ่มนี้คือกลุ่มที่แพทย์ให้ความกังวลและต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน สาเหตุหลักมักมาจากโรคบลูท หรือโรคกระดูกอ่อนในเด็ก (Rickets) ซึ่งเกิดจากการขาดวิตามินดี แคลเซียม หรือฟอสฟอรัส ทำให้กระดูกไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัวเมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน ส่งผลให้กระดูกงอตัวผิดรูป นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากความผิดปกติของแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูก (Growth plate) หลังการได้รับบาดเจ็บ การติดเชื้อ หรือโรคทางพันธุกรรมบางชนิด

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากเด็กมีภาวะขาโก่งที่ไม่สมมาตร เช่น โก่งแค่ข้างเดียว หรือมีอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังอายุสองขวบ ไม่ใช่ภาวะปกติจากในครรภ์เด็ดขาด พ่อคุณแม่ต้องรีบพามาพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อทันทีเพื่อตรวจวินิจฉัยเชิงลึก

อาการและสัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flags)

เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเฝ้าระวังความผิดปกติได้อย่างมั่นใจ ควรสังเกตอาการร่วมและสัญญาณเตือนที่บ่งชี้ว่าภาวะขาโก่งของลูกอาจไม่ใช่เรื่องปกติ ดังนี้ครับ

  • ความไม่สมมาตรของขาซ้ายและขวา: หากขาข้างหนึ่งโก่งมากผิดปกติในขณะที่อีกข้างตรง หรือมีความโค้งงอที่ไม่เท่ากันอย่างชัดเจน
  • อายุเกินสองขวบแล้วขา โดยปกติขาโก่งจากครรภ์ควรเริ่มดีขึ้นและตรงขึ้นเมื่อเด็กอายุเข้าสู่ช่วงสิบแปดเดือนถึงสองขวบ หากอายุเกินสองขวบไปแล้วขากลับยิ่งโก่งมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณผิดปกติ
  • อาการปวดขาหรือปวดข้อ: เด็กในวัยทารกและเด็กเล็กปกติจะไม่บ่นปวดขา หากเด็กแสดงอาการเจ็บปวดบริเวณเข่าหรือหน้าแข้งจนไม่อยากเดิน
  • ความผิดปกติของส่วนสูงและโครงสร้างร่างกาย: เด็กที่มีภาวะกระดูกอ่อนมักจะมีตัวเตี้ยกว่าเกณฑ์ กระดูกข้อมือหรือข้อเท้าหนาผิดปกติ และกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • ลักษณะการเดินที่ผิดปกติอย่างรุนแรง: เช่น การเดินกะโผลกกะเผลก การเดินเอาปลายเท้าเข้าด้านในหรือด้านนอกมากเกินไปจนสะดุดล้มบ่อยครั้ง

วิธีตรวจเช็กกระดูกขาง่ายๆ ได้ที่บ้านด้วยตัวเอง

คุณพ่อคุณแม่สามารถทำการตรวจประเมินเบื้องต้นได้ด้วยตนเองที่บ้านก่อนไปพบแพทย์ โดยมีขั้นตอนการตรวจเช็กง่ายๆ ดังนี้ครับ

คำแนะนำจากคุณหมอ: วิธีตรวจเช็กกระดูกขาให้ลูกน้อยที่บ้าน
1. จัดให้เด็กนอนหงายราบลงบนเตียงหรือพื้นเรียบที่มั่นคง
2. จัดขาของเด็กให้เหยียดตรง จัดให้ข้อเท้าและนิ้วโป้งเท้าชิดติดกันเบาๆ
3. สังเกตช่องว่างระหว่างหัวเข่าทั้งสองข้าง (ระยะห่างระหว่างเข่า)
4. ในเด็กที่เป็นภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ (Physiologic Genu Varum) เมื่อจัดข้อเท้าชิดกันแล้ว จะพบว่ามีช่องว่างระหว่างหัวเข่าทั้งสองข้างห่างกันไม่มาก (โดยทั่วไปน้อยกว่าห้าเซนติเมตร) และรูปร่างความโค้งจะมีความสมมาตรกันทั้งสองข้าง
5. หากพบว่าช่องว่างระหว่างหัวเข่ากว้างมากเกินไป หรือวัดได้มากกว่าห้าถึงหสิบเซนติเมตรขึ้นไป หรือขาโก่งเพียงข้างเดียว ควรบันทึกภาพถ่ายและนำมาปรึกษาแพทย์

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อท่านพาบุตรหลานมาพบแพทย์เนื่องจากกังวลเรื่องภาวะขาโก่ง แพทย์จะมีกระบวนการตรวจวินิจฉัยที่ละเอียดและได้มาตรฐาน ดังนี้ครับ

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามประวัติพัฒนาการ การเริ่มหัดยืน หัดเดิน ประวัติโภชนาการ การได้รับวิตามินดีและแสงแดด รวมถึงประวัติโรคทางพันธุกรรมในครอบครัว
  • การตรวจร่างกายโดยละเอียด: แพทย์จะทำการวัดมุมความโก่งของกระดูก ตรวจความยาวของขาซ้ายและขวา ตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อ และประเมินลักษณะการเดิน (Gait analysis)
  • การถ่ายภาพเอกซเรย์ (X-ray): ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่ามีความผิดปกติของโครงสร้างกระดูก หรือสงสัยโรคกระดูกอ่อน (Rickets) การเอกซเรย์กระดูกขาจะช่วยให้เห็นความหนาแน่นของกระดูก รูปร่างของแผ่นการเจริญเติบโต และความผิดรูปของแนวแกนกระดูกได้อย่างชัดเจน
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: เช่น การเจาะเลือดตรวจระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินดี และอัลคาไลน์ฟอสฟาเตส (Alkaline Phosphatase) เพื่อยืนยันวินิจฉัยโรคทางเมตาบอลิกของกระดูก

วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะขาโก่งในเด็กจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงเป็นหลัก โดยแบ่งแนวทางการรักษาออกเป็นกลุ่มต่างๆ ดังนี้

การสังเกตการณ์และติดตามอาการ (Observation)

สำหรับเด็กที่มีภาวะขาโก่งตามธรรมชาติจากในครรภ์ และไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ แพทย์จะแนะนำให้ติดตามดูอาการเป็นระยะ โดยนัดตรวจประเมินพัฒนาการทุกๆ หกเดือนจนกว่าเด็กจะอายุครบสองถึงสามขวบ ในช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องใส่เฝือก ไม่ต้องใส่รองเท้าดัดขา หรือใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าช่วยให้ขาหายโก่งเร็วขึ้น และอาจทำให้เด็กเกิดความอึดอัดได้

การรักษาทางยาและโภชนาการ

หากผลตรวจพบว่าภาวะขาโก่งเกิดจากโรคกระดูกอ่อน (Rickets) เนื่องจากการขาดวิตามินดีหรือแคลเซียม แพทย์จะทำการรักษาด้วยการเสริมวิตามินดีและแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัว ร่วมกับการแนะนำให้เด็กได้รับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าเพื่อช่วยสังเคราะห์วิตามินดีตามธรรมชาติ รวมถึงปรับโภชนาการให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน

การรักษาด้วยการผ่าตัด

ในกรณีที่เด็กมีภาวะขาโก่งรุนแรงจากความผิดรูปของโครงสร้างกระดูก หรือเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ไม่สามารถปรับตรงได้เอง และมีอายุมากกว่าสามถึงสี่ขวบขึ้นไป แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้ออาจพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันมีการผ่าตัดแบบแผลเล็กเพื่อปรับการเจริญเติบโตของกระดูก (Guided growth) ทำให้กระดูกค่อยๆ เจริญเติบโตและปรับตัวให้ตรงได้เองอย่างปลอดภัย

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก คุณพ่อคุณแม่ควรตระหนักถึงข้อควรระวังทางการแพทย์ดังต่อไปนี้ครับ

  • ห้ามซื้ออุปกรณ์ดัดขาหรือรองเท้าพิเศษมาใส่เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์: การใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานหรือใส่ผิดวิธี อาจกดทับเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ส่งผลเสียต่อพัฒนาการของข้อต่อสะโพกและข้อเข่า
  • ห้ามบังคับให้เด็กยืนหรือเดินก่อนวัยอันควร: การเร่งรัดให้เด็กเล็กเกินไปหัดยืนหรือเดิน อาจเพิ่มแรงกดทับบนกระดูกขาที่ยังไม่แข็งแรงพอ ทำให้ภาวะขาโก่งแย่ลงได้
  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมหรือวิตามินดีปริมาณสูงเอง: การได้รับวิตามินดีในปริมาณที่มากเกินไปอาจเกิดพิษต่อร่างกาย (Hypervitaminosis D) ซึ่งส่งผลอันตรายต่อการทำงานของไตและระบบหัวใจ

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพกระดูกในระยะยาว

แม้ว่าภาวะขาโก่งตามธรรมชาติจะไม่สามารถป้องกันได้เนื่องจากเป็นสรีรวิทยาในครรภ์ แต่การเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อสามารถทำได้ตั้งแต่วัยทารก เพื่อให้เด็กมีโครงสร้างร่างกายที่แข็งแรงและเติบโตอย่างสมบูรณ์

  • โภชนาการที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร: การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูงในช่วงตั้งครรภ์ช่วยส่งเสริมการสร้างกระดูกของทารกในครรภ์
  • การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และการเสริมวิตามินดี: สำหรับทารกที่กินนมแม่ล้วน กุมารแพทย์อาจแนะนำให้เสริมวิตามินดีในปริมาณที่เหมาะสมตามคำแนะนำทางการแพทย์ เพื่อป้องกันโรคกระดูกอ่อน
  • การสนับสนุนพัฒนาการตามวัย: ปล่อยให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระตามธรรมชาติ ทั้งการนอนคว่ำ การคลาน และการเดินเมื่อถึงวัย ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อรอบข้อต่อและกระดูกมีความแข็งแรงสมบูรณ์

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

Checklist สิ่งที่พ่อแม่ควรปฏิบัติเมื่อพบลูกขาโก่ง:
1. ตั้งสติและทำความเข้าใจว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของภาวะขาโก่งในทารกแรกเกิดเป็นเรื่องปกติและหายได้เอง
2. ทำการตรวจเช็กเบื้องต้นที่บ้านโดยให้เด็กนอนหงาย จัดข้อเท้าชิดกัน และสังเกตช่องว่างระหว่างหัวเข่า
3. สังเกตสัญญาณเตือนอันตราย เช่น ขาโก่งไม่เท่ากัน โก่งมากหลังอายุสองขวบ มีอาการปวดขา หรือตัวเตี้ยกว่าเกณฑ์
4. พาไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดและติดตามพัฒนาการตามนัด
5. งดการใช้อุปกรณ์ดัดขาหรือซื้อยารักษาเองโดยเด็ดขาด และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งเมื่อมีความกังวล
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down