ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกขาโก่งและเดินเป๋: ทำความเข้าใจความกังวลใจของพ่อแม่ยุคใหม่

การสังเกตเห็นลูกน้อยมีลักษณะขาโก่งหรือเดินเป๋มักเป็นหนึ่งในความกังวลใจอันดับต้นๆ ของคุณพ่อคุณแม่ ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อในเด็ก พบว่าคำถามเกี่ยวกับรูปร่างขาและการเดินของเด็กเป็นสิ่งที่ถูกปรึกษาบ่อยครั้งในห้องตรวจ ภาวะขาโก่ง (Bow legs หรือ Genu varum) และภาวะเดินเป๋ (In-toeing หรือ Out-toeing) ในเด็กส่วนใหญ่มักเป็นพัฒนาการตามธรรมชาติที่สามารถปรับเปลี่ยนและหายได้เองตามวัย แต่ในขณะเดียวกัน บางกรณีอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรคทางกระดูกหรือความผิดปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บทความฉบับนี้จึงรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์ที่ละเอียดและครอบคลุม เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตและรับมือได้อย่างถูกต้องที่สุด

สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะขาโก่งและเดินเป๋ในเด็ก

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าโครงสร้างกระดูกของเด็กมีความแตกต่างจากผู้ใหญ่เป็นอย่างมาก กลไกการเกิดภาวะเหล่านี้แบ่งออกเป็นสาเหตุตามธรรมชาติและสาเหตุจากพยาธิสภาพ

ภาวะขาโก่งตามธรรมชาติในเด็กทารกและเด็กเล็ก

ในช่วงที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา พื้นที่จำกัดทำให้ทารกต้องอยู่ในท่าขดตัว งอขา และไขว้ขาเป็นเวลานาน ส่งผลให้เมื่อคลอดออกมา เด็กทารกเกือบทุกคนจะมีลักษณะขาโก่ง (Physiological genu varum) อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เมื่อเด็กเริ่มหัดยืนและหัดเดิน แรงกระแทกจากการลงน้ำหนักจะค่อยๆ ปรับรูปร่างกระดูกขาให้ตรงขึ้น โดยทั่วไปขาของเด็กจะเริ่มตรงขึ้นเมื่ออายุประมาณ 18 เดือนถึง 2 ขวบ และอาจเปลี่ยนเป็นลักษณะขาฉากหรือขา X (Knock-knees หรือ Genu valgum) เล็กน้อยในช่วงอายุ 3 ถึง 4 ขวบ ก่อนที่สัดส่วนของขาจะกลับมาตรงเป็นปกติเหมือนผู้ใหญ่เมื่อเข้าสู่วงจรวัยเด็กตอนปลายราว 7 ถึง 8 ขวบ

ภาวะเดินเป๋และมุมการเดินที่ผิดปกติ

การเดินเป๋หรือการเดินปลายเท้าเข้าด้านใน (In-toeing) มักมีสาเหตุมาจาก 3 ตำแหน่งหลักในรยางค์ส่วนล่าง ได้แก่

  • กระดูกสะโพกหมุนเข้าด้านใน (Femoral anteversion): มักพบเด่นชัดในช่วงอายุ 3 ถึง 4 ขวบ เด็กมักชอบนั่งในท่าตัว W ซึ่งเป็นท่าที่ควรหลีกเลี่ยง
  • กระดูกหน้าแข้งหมุนเข้าด้านใน (Internal tibial torsion): มักพบได้บ่อยในเด็กวัยเริ่มหัดเดิน เกิดจากการบิดตัวของกระดูกหน้าแข้งในช่วงที่อยู่ในครรภ์
  • ความผิดรูปของกระดูกฝ่าเท้า (Metatarsus adductus): ทำให้ส่วนหน้าของฝ่าเท้าโค้งเข้าด้านใน สังเกตเห็นได้ตั้งแต่แรกเกิด

สาเหตุทางพยาธิสภาพและโรคที่ต้องระวัง

หากภาวะขาโก่งหรือการเดินเป๋ไม่ได้เกิดจากพัฒนาการตามธรรมชาติ อาจมีสาเหตุมาจากโรคทางพันธุกรรม ความผิดปกติของการเผาผลาญสารอาหาร หรือโรคกระดูก เช่น โรคกระดูกอ่อน (Rickets) ที่เกิดจากการขาดวิตามินดีและแคลเซียม โรค Blount disease ซึ่งมีความผิดบรอบของกระดูกบริเวณส่วนเจริญเติบโต (Growth plate) ของกระดูกหน้าแข้งส่วนต้น ทำให้ขาโก่งมากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะตรงขึ้น หรือความผิดปกติของระบบประสาทกล้ามเนื้อ (Neuromuscular disorders)

ข้อควรระวังทางการแพทย์: การบังคับหรือฝืนดัดขา ดัดเท้าของเด็กทารกด้วยความเชื่อโบราณ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่ออ่อน เอ็น และกระดูกของเด็กได้รับบาดเจ็บรุนแรงและเกิดความพิการถาวรได้

อาการและพัฒนาการตามช่วงวัย

พัฒนาการด้านการเดินของเด็กมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การสังเกตความผิดปกติต้องอาศัยความเข้าใจในแต่ละช่วงวัย

วัยทารกแรกเกิดถึง 1 ปี

เป็นช่วงที่ทารกนอนราบและเริ่มหัดคลาน ลักษณะขาจะโก่งงอชัดเจน หากจับนอนเหยียดขาตรงจะพบว่าเข่าแยกห่างกัน แต่ไม่มีอาการเจ็บปวด เด็กยังคงเตะขาและเคลื่อนไหวขาได้ดีทั้งสองข้างเท่ากัน

วัยเริ่มเดิน (1 ถึง 3 ขวบ)

ช่วงนี้เด็กเริ่มตั้งไข่และเดิน เตาะแตะ ลักษณะการเดินอาจกว้าง (Wide-based gait) เพื่อการทรงตัวที่ดี ขาที่เคยโก่งจะค่อยๆ ตรงขึ้น เด็กที่มีภาวะเดินเป๋อาจสะดุดล้มบ่อยเนื่องจากปลายเท้าเกี่ยวกันเอง แต่ควรเริ่มทรงตัวได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ

วัยเด็กเล็ก (3 ถึง 6 ขวบ)

เป็นช่วงที่สัดส่วนขาอาจเปลี่ยนเป็นขาฉาก (Knock-knees) เด็กส่วนใหญ่จะวิ่งและกระโดดได้อย่างคล่องแคล่ว หากยังมีอาการเดินเป๋หรือขาโก่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในวัยนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ต้องปรึกษาแพทย์

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตสัญญาณเตือนเหล่านี้ หากพบอาการดังกล่าวควรรีบพาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อเด็กโดยเร็วที่สุด

  • ขาโก่งข้างเดียว (Asymmetric bow legs): ขาข้างหนึ่งโก่งมาก แต่อีกข้างตรงปกติ ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาวะปกติทั่วไป
  • ความสูงไม่เป็นไปตามเกณฑ์: เด็กมีความสูงน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานร่วมกับภาวะขาโก่ง
  • อาการเจ็บปวด: เด็กบ่นปวดบริเวณขา เข่า สะโพก หรือข้อเท้า หรือมีอาการกะเผลกอย่างชัดเจนเวลาเดิน
  • อาการแย่ลงตามอายุ: หลังจากอายุ 2 ขวบไปแล้ว แต่ลักษณะขาโก่งกลับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะลดลง
  • ความผิดรูปที่รุนแรงมาก: เข่าแยกห่างกันมากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัดเมื่อยืนชิดกัน หรือมีมุมการเดินที่ผิดปกติรุนแรงจนเดินไม่ได้หรือล้มตลอดเวลา
  • ความผิดปกติร่วมอื่นๆ: มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อต่อหลวมผิดปกติ หรือมีความผิดปกติทางพัฒนาการด้านอื่นๆ ร่วมด้วย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะมีกระบวนการวินิจฉัยที่ละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: ประวัติการตั้งครรภ์ การคลอด ประวัติโรคประจำตัวในครอบครัว ระยะเวลาที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ และอาการปวด
  • การตรวจร่างกายโดยละเอียด: แพทย์จะตรวจวัดมุมการโก่งของขา ตรวจความยืดหยุ่นของข้อต่อ ประเมินรูปแบบการเดิน (Gait analysis) และตรวจวัดความยาวของขา2ข้าง
  • การถ่ายภาพทางรังสี (X-ray): ในกรณีที่แพทย์สงสัยความผิดปกติทางโครงสร้างกระดูก แพทย์จะส่งตรวจเอกซเรย์กระดูกขาเพื่อวัดมุมและดูความสมบูรณ์ของผิวข้อและแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูก
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: หากสงสัยโรคทางเมตาบอลิกหรือการขาดวิตามิน แพทย์อาจพิจารณาเจาะเลือดตรวจระดับวิตามินดี แคลเซียม ฟอสเฟต และเกลือแร่ในเลือด

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยและสาเหตุที่พบ โดยแบ่งออกเป็นแนวทางหลักๆ ดังนี้

การเฝ้าระวังและติดตามอาการ (Watchful Waiting)

สำหรับเด็กที่มีภาวะขาโก่งหรือเดินเป๋ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของเคสทั้งหมด แพทย์จะแนะนำให้สังเกตอาการและนัดติดตามพัฒนาการเป็นระยะ โดยไม่ต้องใส่เฝือก ไม่ต้องใส่รองเท้าดัดพิเศษ หรือใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ เนื่องจากงานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่าอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้กระดูกปรับรูปทรงได้เร็วขึ้น และอาจทำให้เด็กไม่สบายตัว

การรักษาทางกายภาพบำบัด

หากมีภาวะข้อต่อติดแข็งหรือกล้ามเนื้อรอบสะโพกและขาทำงานไม่สมดุล แพทย์อาจส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดช่วยแนะนำท่าบริหารกล้ามเนื้อที่ถูกต้อง และฝึกรูปแบบการเดินที่เหมาะสม

การรักษาทางการแพทย์และศัลยกรรม

ในกรณีที่พบความผิดปกติจากโรคทางเมตาบอลิก เช่น โรคกระดูกอ่อน แพทย์จะให้การรักษาด้วยการเสริมวิตามินดีและแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสม ส่วนในกรณีที่มีความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกอย่างรุนแรงและไม่ยอมปรับตัวตามวัย เมื่อเด็กโตขึ้น (มักเป็นช่วงวัยเด็กตอนปลายหรือก่อนวัยรุ่น) ศัลยแพทย์กระดูกและข้ออาจพิจารณาการผ่าตัดแก้ไขรูปทรงกระดูก เพื่อป้องกันปัญหาข้อเสื่อมก่อนวัยอันควร

คำแนะนำจากคุณหมอ: คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มีความกังวลเกินจริงเมื่อเห็นลูกเดินเป๋หรือขาโก่ง ขอให้มั่นใจว่าในเด็กส่วนใหญ่อาการเหล่านี้จะดีขึ้นได้เองตามธรรมชาติ สิ่งสำคัญคือการพามาพบแพทย์เพื่อตรวจคัดแยกภาวะที่เป็นโรคออกจากภาวะปกติ เพื่อความสบายใจและการดูแลที่ตรงจุด

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

  • ห้ามซื้ออุปกรณ์ดัดขาหรือรองเท้าพิเศษมาให้เด็กใส่เอง: การใช้อุปกรณ์ที่ไม่ผ่านการประเมินจากแพทย์อาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการของกล้ามเนื้อและการลงน้ำหนักของเท้า
  • หลีกเลี่ยงการบังคับเด็กนั่งท่าตัว W (W-sitting): ท่านั่งที่เด็กพับเข่าและแบะขาออกข้างตัวจนสะโพกหมุนเข้าด้านใน จะยิ่งส่งเสริมให้ภาวะเดินเป๋แย่ลง ควรฝึกให้เด็กนั่งขัดสมาธิหรือนั่งเหยียดขาแทน
  • ห้ามละเลยอาการปวด: หากเด็กบ่นปวดขาหรือมีอาการกะเplek ควรรีบพบแพทย์ทันที ห้ามคิดว่าเป็นเพียงอาการปวดจากการเจริญเติบโต (Growing pains) โดยยังไม่ได้รับการตรวจยืนยัน

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพกระดูกในเด็ก

แม้ภาวะบางอย่างจะไม่สามารถป้องกันได้เนื่องจากเป็นปัจจัยทางพันธุกรรมและพัฒนาการตามธรรมชาติ แต่การดูแลโภชนาการและสุขภาพโดยรวมสามารถช่วยให้กระดูกและกล้ามเนื้อของเด็กแข็งแรงสมบูรณ์ได้

  • โภชนาการที่อุดมด้วยแคลเซียมและวิตามินดี: ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียว และได้รับวิตามินดีจากการรับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าอย่างเหมาะสม
  • ส่งเสริมการเคลื่อนไหวตามวัย: ให้เด็กได้วิ่งเล่น ออกกำลังกาย และทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างอิสระ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ
  • การตรวจสุขภาพเด็กตามนัด: พาบุตรหลานไปรับการตรวจสุขภาพและประเมินพัฒนาการตามวัยกับกุมารแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • สังเกตลักษณะขาและการเดินของลูกน้อยอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ช่วงเริ่มหัดเดิน
  • จำไว้ว่าขาโก่งและเดินเป๋ส่วนใหญ่ในเด็กเล็กเป็นเรื่องปกติและจะหายได้เอง
  • สังเกตสัญญาณอันตราย เช่น ขาโก่งข้างเดียว เจ็บปวด เดินกะเผลก หรืออาการแย่ลงหลังอายุ 2 ขวบ
  • หากพบสัญญาณอันตราย ควรพามาพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อเด็กเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
  • หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ดัดขาหรือซื้อรองเท้าพิเศษเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
  • ส่งเสริมให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down