ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

กังวลใจเมื่อลูกน้อยขาโก่ง ความจริงทางการแพทย์ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อในเด็ก หนึ่งในคำถามยอด ิตที่ผมมักได้ยินจากคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงในห้องตรวจอยู่เสมอคือ ทำไมลูกแรกเกิดถึงมีลักษณะขาโก่ง และนั่นคือความผิดปกติที่ต้องรีบรักษาหรือไม่ ความกังวลนี้เกิดขึ้นได้ง่ายเนื่องจากพ่อแม่ย่อมต้องการให้ลูกน้อยมีพัฒนาการทางร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงที่สุด บทความนี้จึงถูกเรียบเรียงขึ้นเพื่อให้ข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้อง ครอบคลุม และช่วยให้ท่านสามารถประเมินเบื้องต้นได้ด้วยตนเองอย่างมั่นใจ

ทารกแรกเกิดส่วนใหญ่จะมีลักษณะขาโค้งงอเข้าหากันหรือที่เรียกว่า ขาโก่ง (Physiological Genu Varum) ซึ่งเป็นสภาพการณ์ตามธรรมชาติที่พบได้ทั่วไปในเด็กเล็ก เนื่องจากพื้นที่จำกัดภายในมดลูกของคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์ ทำให้ขาทารกต้องอยู่ในท่าคู้ งอ และไขว่ห้างเป็นเวลานานหลายเดือน เมื่อเด็กคลอดออกมาและเริ่มเติบโต กระดูกและข้อต่อเหล่านี้จะค่อยๆ ปรับตัวและยืดตรงขึ้นได้เองตามกระบวนการเจริญเติบโตตามธรรมชาติโดยไม่ต้องรับการรักษาใดๆ ในช่วงวัยทารก

ไขข้อข้องใจ สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะขาโก่งในเด็ก

เพื่อความเข้าใจที่ถ่องแท้ เราต้องแบ่งสาเหตุของภาวะขาโก่งในเด็กออกเป็นกลุ่มหลักๆ เพื่อให้สามารถแยกแยะระหว่างภาวะปกติและภาวะโรคได้อย่างแม่นยำ ดังนี้

  • ภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ (Physiological Genu Varum): เกิดจากแรงกดทับในครรภ์มารดา (In-utero Positioning) เด็กกลุ่มนี้เมื่อยืนขึ้นจะสังเกตเห็นช่องว่างระหว่างหัวเข่าทั้งสองข้าง แต่กระดูกจะค่อยๆ ตรงขึ้นได้เองเมื่อเด็กอายุประมาณ 18 เดือนถึง 2 ปี และอาจพลิกกลับมาเป็นขาฉิ่งหรือเข่าชนกันเล็กน้อยในช่วงอายุ 3 ถึง 4 ปี ก่อนที่จะกลับมาตั้งตรงเป็นปกติเมื่อเข้าสู่วัยประถม
  • โรคกระดูกอ่อนในเด็ก (Rickets): เกิดจากการขาดวิตามินดี แคลเซียม หรือฟอสฟอรัส ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความแข็งแรงให้แก่กระดูก ทำให้กระดูกอ่อนเกินไปและไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวได้ ส่งผลให้กระดูกขาโก่งงอมากขึ้นผิดปกติ
  • โรคบลูท (Blount Disease): เป็นความผิดปกติของการเจริญเติบโตบริเวณแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูก (Growth Plate) ที่ส่วนบนของกระดูกหน้าแข้งด้านใน ทำให้กระดูกโค้งงอผิดรูปอย่างถาวรหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม
  • ความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือโรคทางเมตาบอลิกอื่นๆ: เช่น โรคพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการเผาผลาญแร่ธาตุในกระดูก ทำให้โครงสร้างกระดูกผิดรูปทั่วร่างกาย

อาการและพัฒนาการตามช่วงวัยของขาโก่งในเด็ก

การสังเกตพัฒนาการของรูปขาเด็กตามช่วงวัยมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินว่าอาการขาโก่งนั้นกำลังดำเนินไปในทิศทางปกติหรือไม่ โดยมีลำดับอาการดังนี้

  • ช่วงวัยทารกแรกเกิดถึง 1 ปี: ขาโก่งเด่นชัด ขาทั้งสองข้างโค้งออกด้านนอก เท้าอาจมีลักษณะบิดเข้าด้านในเล็กน้อยจากการนอนขดตัวในครรภ์
  • ช่วงวัยอายุ 18 เดือนถึง 2 ปี: ช่องว่างระหว่างหัวเข่าเริ่มแคบลง ขาเริ่มตรงขึ้นทีละน้อย เด็กสามารถยืนและเดินได้มั่นคงขึ้น
  • ช่วงวัยอายุ 3 ถึง 4 ปี: อาจพบภาวะเข่าชนกัน (Physiological Genu Valgum หรือขาฉิ่ง) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนการปรับตัวตามธรรมชาติของกระดูกเด็ก ก่อนที่ขาจะค่อยๆ ตรงเสมอกันเมื่ออายุประมาณ 7 ถึง 8 ปี
คำแนะนำจากคุณหมอ: การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของขาเด็กควรดูภาพรวมเป็นระยะ หากสงสัยให้บันทึกภาพถ่ายในท่านั่งและยืนตรงในแต่ละเดือน เพื่อนำมาเปรียบเทียบความก้าวหน้าในการเติบโตของลูกน้อยร่วมกับแพทย์เฉพาะทาง

สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องพามาพบแพทย์ทันที

แม้ว่าภาวะขาโก่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องปกติ แต่มีสัญญาณเตือนบางประการที่บ่งชี้ว่าเด็กอาจมีโรคทางกายที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

  • ขาโก่งข้างเดียว (Asymmetrical Bowing): ขาข้างหนึ่งโก่งมาก แต่อีกข้างตรงปกติ ซึ่งถือว่าผิดธรรมชาติอย่างมาก
  • ความสูงไม่เป็นไปตามเกณฑ์: เด็กเตี้ยกว่าเกณฑ์มาตรฐานเมื่อเทียบกับอายุและพันธุกรรม
  • อาการเจ็บปวด: เด็กบ่นปวดบริเวณขา เข่า หรือข้อเท้า โดยเฉพาะเวลาเดินหรือวิ่ง
  • เดินกะเพาะหรือเดินผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด: ลักษณะการเดินผิดแปลกไปจากเด็กวัยเดียวกันอย่างสิ้นเชิง
  • อาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ: หลังจากอายุ 2 ปีไปแล้ว แต่ลักษณะขาโก่งกลับแย่ลง ไม่ได้ตรงขึ้นตามวัย
  • ขามีองศาการโก่งรุนแรงมากผิดปกติ: ช่องว่างระหว่างเข่ากว้างมากจนน่าตกใจ

วิธีตรวจเช็กกระดูกขาง่ายๆ ได้ที่บ้านด้วยตนเอง

คุณพ่อคุณแม่สามารถทำเบื้องต้นเพื่อประเมินความผิดปกติของขาเด็กได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้

  • จัดท่าให้เด็กนอนหงาย: ให้เด็กนอนเหยียดขาตรงบนพื้นราบหรือที่นอนเรียบ จัดให้สะโพกและขาอยู่ในแนวตรง
  • ประกบข้อเท้าเข้าหากัน: ค่อยๆ ดึงข้อเท้าและนิ้วเท้าทั้งสองข้างให้ชิดติดกันเบาๆ
  • สังเกตช่องว่างที่หัวเข่า: ดูระยะห่างระหว่างหัวเข่าทั้งสองข้าง หากเป็นภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ ช่องว่างมักจะมีขนาดไม่กี่เซนติเมตร และไม่มีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย
  • ตรวจสอบความสมมาตร: เปรียบเทียบขาซ้ายและขาขวาว่ามีความโค้งงอใกล้เคียงกันหรือไม่ หากพบว่าข้างใดข้างหนึ่งโก่งผิดปกติชัดเจน ควรปรึกษากุมารแพทย์ทันที

วิธีตรวจวินิจฉัยและการรักษาทางการแพทย์

เมื่อท่านพาเด็กมาพบแพทย์ กุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อจะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: ตรวจสอบประวัติสุขภาพของครอบครัว ประวัติโภชนาการ และวัดองศาความโค้งของกระดูกขา
  • การถ่ายภาพเอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูโครงสร้างกระดูกและแผ่นการเจริญเติบโตอย่างละเอียด แยกแยะระหว่างภาวะปกติและโรคกระดูกอ่อน
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ: ตรวจหาระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินดี และเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างกระดูก

ในส่วนของการรักษานั้น หากเป็นภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ แพทย์จะแนะนำเพียงแค่การติดตามอาการเป็นระยะ (Observation) เนื่องจากกระดูกสามารถปรับตัวได้เอง ไม่จำเป็นต้องใส่เฝือก ดัดขา หรือใส่รองเท้าพิเศษแต่อย่างใด แต่หากพบว่าเป็นโรคกระดูกอ่อนหรือโรคบลูท แพทย์จะพิจารณาให้วิตามินเสริม รักษาโรคที่เป็นสาเหตุ หรือในบางรายที่รุนแรงอาจต้องใช้กายภาพบำบัดหรือการผ่าตัดแก้ไขโครงสร้างกระดูก

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้ออุปกรณ์ดัดขา สายรัด หรือรองเท้าเสริมอุ้งเท้าตามอินเทอร์เน็ตมาให้เด็กใส่เองโดยเด็ดขาด เนื่องจากอาจกดทับกระดูกและข้อต่อในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้การเจริญเติบโตของกระดูกผิดรูปถาวรและเป็นอันตรายต่อเด็กได้

การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพกระดูกให้แข็งแรง

การดูแลโภชนาการและสุขภาพตั้งแต่ปฐมวัยเป็นรากฐานสำคัญในการป้องกันความผิดปกติของกระดูก

  • ส่งเสริมการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์: ให้เด็กรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ปลาเล็กปลาน้อย และผักใบเขียว
  • รับวิตามินดีจากแสงแดดอ่อนๆ: สนับสนุนให้เด็กทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเช้าเพื่อช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งจำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียม
  • การรับประทานวิตามินเสริมตามคำแนะนำแพทย์: ในเด็กทารกที่ดื่มนมแม่ล้วน แพทย์อาจพิจารณาเสริมวิตามินดีตามความเหมาะสม
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ (Actionable Checklist):
1. สังเกตลักษณะขาของลูกด้วยการประกบข้อเท้าและดูช่องว่างหัวเข่า
2. บันทึกภาพถ่ายพัฒนาการของขาลูกน้อยทุกๆ 3 เดือน
3. ตรวจสอบสัญญาณอันตราย เช่น ขาโก่งข้างเดียว เตี้ยผิดปกติ หรือมีอาการเจ็บปวด
4. พาไปตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนตามนัดเพื่อประเมินพัฒนาการรวม
5. ปรึกษากุมารแพทย์เฉพาะทางทันทีหากพบความผิดปกติ ไม่ควรซื้ออุปกรณ์ดัดขามาใช้เอง
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down