ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความกังวลใจของพ่อแม่เมื่อพบว่าลูกขาโก่งและโค้งงอ

ภาวะขาโก่งและขาโค้งผิดรูปในเด็กเป็นหนึ่งในความกังวลใจอันดับต้นๆ ที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบพาบุตรหลานมาพบแพทย์กระดูกเด็ก (Pediatric Orthopedic Surgeon) อยู่เสมอ ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อในเด็ก พบว่าความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับพัฒนาการของกระดูกขาในช่วงปฐมวัยอาจนำไปสู่ความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น หรือในทางกลับกัน อาจทำให้ละเลยสัญญาณอันตรายของโรคกระดูกที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน การทำความเข้าใจธรรมชาติของพัฒนาการกระดูกขาทารกและเด็กเล็กจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้เด็กเติบโตมามีสุขภาพขาที่แข็งแรงและมีบุคลิกภาพการเดินที่ปกติ

สถิติทางการแพทย์ระบุว่าทารกแรกเกิดเกือบทุกคนจะมีลักษณะขาโก่ง (Genu Varum) ในระดับที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดวางตัวของทารกภายในมารดาที่มีพื้นที่จำกัดในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสสุดท้าย ลักษณะดังกล่าวนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการตามธรรมชาติ (Physiological Bowlegs) ที่จะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนรูปร่างไปตามช่วงอายุ จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงวัยเด็กตอนต้นขาจะค่อยๆ ตรงขึ้นและอาจกลายเป็นขา X หรือขาฉากในเวลาต่อมา ก่อนที่จะกลับมาตรงเป็นปกติเมื่อเข้าสู่วัยเรียน อย่างไรก็ตาม มีรอยต่อสำคัญระหว่างความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติกับความผิดปกติทางพยาธิสภาพ (Pathological Conditions) ที่คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องสังเกตให้ถ่องแท้

สาเหตุและกลไกการเกิดความผิดรูปของกระดูกขาในเด็ก

ความผิดรูปของขาในเด็กสามารถแบ่งออกได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ตามกลไกการเกิดโรคและสาเหตุทางการแพทย์ ดังนี้

  • ภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ (Physiological Genu Varum): เกิดจากแรงกดทับของมารดาขณะอยู่ในครรภ์ มักพบชัดเจนในทารกแรกเกิดถึงอายุประมาณสิบแปดเดือน ขาจะค่อยๆ ตรงขึ้นได้เองโดยไม่ต้องรับการรักษาใดๆ
  • โรคกระดูกอ่อนในเด็ก (Rickets): เกิดจากการขาดวิตามินดี แคลเซียม หรือฟอสฟอรัส ส่งผลให้กระดูกไม่สามารถสร้างความแข็งแกร่งและแร่ธาตุได้ตามปกติ ทำให้กระดูกอ่อนตัวลงและโค้งงอรับน้ำหนักตัว
  • โรคบลูต์ (Blount Disease): เป็นความผิดปกติของการเจริญเติบโตของแผ่นการเจริญเติบโต (Growth Plate) บริเวณส่วนบนของกระดูกหน้าแข้งด้านใน ส่งผลให้กระดูกหน้าแข้งโค้งงอออกด้านนอกอย่างถาวรและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หากไม่ได้รับการรักษา
  • ความผิดปกติทางพันธุกรรมและโรคทางเมตาบอลิก: เช่น ภาวะความผิดปกติของเกลือแร่ในร่างกายที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ส่งผลต่อความแข็งแรงและการเจริญเติบโตของกระดูกทั่วร่างกาย
  • การบาดเจ็บที่แผ่นการเจริญเติบโต (Growth Plate Injury): อุบัติเหตุหรือการติดเชื้อที่เกิดขึ้นบริเวณหัวกระดูกและแผ่นการเจริญเติบโต ส่งผลให้กระดูกเจริญเติบโตไม่เท่ากันและเกิดความโค้งงอตามมา

ลักษณะอาการและพัฒนาการตามช่วงวัยที่ควรสังเกต

พัฒนาการของรูปขาเด็กจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบตามช่วงอายุ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจเพื่อประเมินเบื้องต้น:

  • ช่วงวัยแรกเกิดถึงอายุสิบแปดเดือน: เด็กจะมีลักษณะขาโก่ง (Physiological Genu Varum) ชัดเจน เมื่อให้เด็กนอนหงายและนำข้อเท้ามาชิดกัน หัวเข่าทั้งสองข้างจะห่างกันอย่างเห็นได้ชัด
  • ช่วงอายุสิบแปดเดือนถึงสองปีครึ่ง: ขาจะเริ่มปรับตัวตรงขึ้น ช่องว่างระหว่างหัวเข่าจะค่อยๆ ลดลงจนกระทั่งขาตรงเสมอกัน
  • ช่วงอายุสองปีครึ่งถึงเจ็ดปี: เด็กส่วนใหญ่จะมีภาวะขาฉากหรือเข่าชิดเท้าห่าง (Physiological Genu Valgum) ซึ่งเมื่อให้เด็กยืนตรงและนำเข่ามาชิดกัน ข้อเท้าทั้งสองข้างจะแยกห่างออกจากกัน
  • ช่วงอายุเจ็ดปีขึ้นไป: ขาจะปรับรูปทรงเข้าสู่โครงสร้างแบบผู้ใหญ่ โดยเข่าและข้อเท้าจะมีความตรงสมส่วนตามสรีรวิทยา
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากลักษณะขาโก่งหรือขาฉากไม่สอดคล้องตามช่วงอายุ หรือมีความผิดปกติเกิดขึ้นเพียงข้างเดียว (Asymmetry) ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าอาจไม่ใช่ภาวะปกติและควรปรึกษาแพทย์ทันที

สัญญาณอันตราย Red Flags ที่ต้องพาไปพบแพทย์กระดูกเด็ก

แม้ว่าภาวะขาโก่งส่วนใหญ่จะหายไปได้เองตามธรรมชาติ แต่มีสัญญาณเตือนภัยบางประการที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่:

  • ขาโก่งเพียงข้างเดียว (Unilateral Bowing): หากเด็กมีขาโก่งหรือโค้งผิดรูปเพียงข้างเดียวในขณะที่อีกข้างปกติ ถือเป็นข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนในการพบแพทย์เพื่อตรวจหาพยาธิสภาพ
  • ความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว: หากสังเกตเห็นว่าความโก่งของขามีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังอายุสิบแปดเดือน แทนที่จะค่อยๆ ลดลง
  • อาการปวดบริเวณขาหรือข้อเข่า: เด็กที่มีอาการปวดขา ปวดเข่า หรือเดินกะเพก ซึ่งอาการปวดจากกระดูกผิดปกติมักเป็นมากขึ้นขณะเดินหรือวิ่ง
  • ความสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน: เด็กที่มีภาวะขาโก่งร่วมกับส่วนสูงน้อยกว่าเกณฑ์ปกติอย่างมาก อาจมีความผิดกลุ่มโรคทางเมตาบอลิกหรือโรคกระดูกอ่อนร่วมด้วย
  • ลักษณะการเดินที่ผิดปกติอย่างชัดเจน: เช่น การเดินปลายเท้าเข้าด้านในอย่างรุนแรง การสะดุดล้มบ่อยครั้ง หรือการทรงตัวไม่ดีเมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อท่านพาลูกน้อยมาพบแพทย์กระดูกเด็ก แพทย์จะดำเนินกระบวนการวินิจฉัยที่ละเอียดรอบคอบเพื่อให้ได้มาซึ่งแผนการรักษาที่แม่นยำที่สุด ประกอบด้วย:

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามระยะเวลาที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ ประวัติการตั้งครรภ์และการคลอด ประวัติโภชนาการ และประวัติโรคทางพันธุกรรมในครอบครัว
  • การตรวจร่างกายเฉพาะทาง: การประเมินมุมของการโก่ง ความยืดหยุ่นของข้อต่อ การตรวจหาร่องรอยของโรคกระดูกอ่อน และการสังเกตลักษณะการเดิน (Gait Analysis)
  • การถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์ (X-Ray): เป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินมุมของกระดูก วัดองศาความโค้ง ตรวจสอบความสมบูรณ์ของแผ่นการเจริญเติบโต และแยกแยะระหว่างภาวะปกติกับโรคทางพยาธิสภาพ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests): ในกรณีที่สงสัยว่าเกิดจากโรคกระดูกอ่อนหรือความผิดปกติของเกลือแร่ แพทย์อาจพิจารณาเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับวิตามินดี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเอนไซม์แอลคาไลน์ฟอสฟาเตส

อายุเท่าไหร่ถึงควรพาไปพบแพทย์กระดูกเด็ก

คำถามสำคัญที่พ่อแม่มักสงสัยคือช่วงเวลาใดที่เหมาะสมที่สุดในการพาลูกไปพบแพทย์กระดูกเด็ก ทางการแพทย์มีเกณฑ์การพิจารณาดังนี้:

  • อายุต่ำกว่าสิบแปดเดือน: หากเด็กมีขาโก่งสองข้างเท่ากัน ไม่มีอาการเจ็บปวด และพัฒนาการทางร่างกายอื่นๆ ปกติ สามารถสังเกตอาการไปก่อนตามนัดหมายฉีดวัคซีนปกติ
  • อายุเกินสิบแปดเดือนและลักษณะขาโก่งยังคงรุนแรง: หากผ่านพ้นช่วงเวลาที่ควรจะเริ่มตรงขึ้น แต่ขากลับยังคงโก่งงออย่างเห็นได้ชัด ควรเข้ารับการตรวจประเมิน
  • พบความผิดปกติตั้งแต่อายุน้อยร่วมกับอาการอื่น: เช่น ขาโก่งข้างเดียว ปวดขา เดินกะเพก หรือเตี้ยกว่าเกณฑ์ ควรพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้อายุถึงเกณฑ์
คำแนะนำจากคุณหมอ: การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่มในกลุ่มโรคพยาธิสภาพ เช่น โรคบลูต์ หรือโรคกระดูกอ่อน จะช่วยป้องกันความผิดรูปถาวรของข้อต่อและลดความจำเป็นในการผ่าตัดใหญ่ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

แนวทางการรักษาภาวะขาโก่งและโค้งผิดรูปจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรง และอายุของเด็กเป็นสำคัญ:

  • การติดตามอาการและการเฝ้าระวัง (Observation): สำหรับเด็กที่มีภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ แพทย์จะนัดติดตามการเจริญเติบโตเป็นระยะเพื่อให้มั่นใจว่าขากลับมาตรงตามเกณฑ์อายุ
  • การรักษาทางยาและโภชนาการ: ในกรณีที่เป็นโรคกระดูกอ่อน (Rickets) การรักษาหลักคือการเสริมวิตามินดีและแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมตามคำแนะนำของแพทย์ พร้อมทั้งส่งเสริมการได้รับแสงแดดอ่อนๆ เพื่อกระบวนการสังเคราะห์วิตามินในร่างกาย
  • การใช้อุปกรณ์พยุงเสริม (Bracing): ในเด็กที่เป็นโรคบลูต์ระยะเริ่มต้น แพทย์อาจพิจารณาใช้อุปกรณ์ดามขาหรือเครื่องพยุงเพื่อช่วยปรับแนวแรงกดทับของกระดูกขณะเจริญเติบโต
  • การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgical Correction): สงวนไว้สำหรับกรณีที่มีความผิดปกติรุนแรง ภาวะโรคบลูต์ในเด็กโต หรือความผิดรูปที่ไม่ดีขึ้นหลังจากการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ การผ่าตัดอาจเป็นการตัดต่อกระดูกเพื่อปรับแนว (Osteotomy) หรือการใช้เทคนิคหยุดการเจริญเติบโตชั่วคราวที่แผ่นการเจริญเติบโตด้านหนึ่งเพื่อให้กระดูกอีกด้านเจริญเติบโตตามทัน

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในการดูแลเด็กที่มีภาวะขาโก่งหรือความกังวลเรื่องรูปทรงขา มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญยิ่งซึ่งผู้ปกครองไม่ควรปฏิบัติ:

  • ห้ามใช้การดัด ดึง หรือนวดขาอย่างรุนแรง: ความเชื่อที่ว่าการดัดขาหรือนวดเค้นแรงๆ จะช่วยให้ขาหายโก่งนั้นไม่เป็นความจริงและอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อกระดูกที่กำลังเจริญเติบโต รวมถึงอาจทำให้แผ่นการเจริญเติบโตเสียหายถาวร
  • ห้ามซื้อวิตามินหรือแคลเซียมปริมาณสูงให้เด็กรับประทานเอง: การได้รับวิตามินดีหรือแคลเซียมเกินขนาดอาจส่งผลเป็นพิษต่อร่างกายและทำให้เกิดภาวะแคลเซียมสะสมในอวัยวะภายใน
  • ห้ามบังคับให้เด็กใส่รองเท้าดัดขาหรืออุปกรณ์เสริมที่ไม่ได้สั่งจ่ายโดยแพทย์: การใช้อุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้กล้ามเนื้อขาทำงานผิดปกติและส่งผลเสียต่อพัฒนาการการเดิน

การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพกระดูกในระยะยาว

แม้ว่าความผิดปกติบางประการจะไม่สามารถป้องกันได้เนื่องจากปัจจัยทางพันธุกรรม แต่การส่งเสริมสุขภาพกระดูกโดยรวมสามารถทำได้ผ่านแนวทางปฏิบัติดังนี้:

  • โภชนาการที่ครบถ้วนและสมดุล: สนับสนุนให้เด็กรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ผลิตภัณฑ์จากนม ปลาเล็กปลาน้อย และผักใบเขียว พร้อมทั้งอาหารที่มีวิตามินดีสูง
  • การรับแสงแดดธรรมชาติอย่างเหมาะสม: ส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเช้าหรือเย็น เพื่อช่วยกระบวนการสังเคราะห์วิตามินดีในผิวหนังซึ่งมีความจำเป็นต่อการดูดซึมแคลเซียม
  • การส่งเสริมการเคลื่อนไหวและออกกำลังกาย: ให้เด็กได้วิ่งเล่นและเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระตามวัย เพื่อกระตุ้นความหนาแน่นและความแข็งแรงของมวลกระดูก

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

เพื่อให้ท่านสามารถดูแลและสังเกตอาการลูกน้อยได้อย่างมั่นใจ ขอให้ยึดปฏิบัติตามแนวทางสั้นๆ นี้:

  • สังเกตลักษณะขาของเด็กโดยเปรียบเทียบความสมมาตรทั้งสองข้างเป็นประจำ
  • จดจำช่วงวัยของพัฒนาการธรรมชาติ ขาโก่งในวัยทารกมักหายได้เอง แต่หากเกินอายุสิบแปดเดือนแล้วยังโก่งรุนแรงควรปรึกษาแพทย์
  • สังเกตสัญญาณอันตราย เช่น ขาโก่งข้างเดียว มีอาการปวดขา เดินกะเพก หรือส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์
  • หลีกเลี่ยงการดัดขา นวดเค้นรุนแรง หรือซื้ออาหารเสริมให้ทานเองโดยไม่ปรึกษากุมารแพทย์
  • พาไปพบแพทย์กระดูกเด็กเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรับแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down