ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกขาโก่งและเท้าปุก ความกังวลใจอันดับต้นของพ่อแม่ยุคใหม่

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อในเด็ก หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดจากคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงคือความกังวลใจเมื่อสังเกตเห็นลักษณะความผิดปกติของขาและเท้าของทารกแรกเกิดหรือเด็กเล็ก ไม่ว่าจะเป็นลักษณะขาโก่งเข้าหากัน ขาโก่งออกด้านนอก หรือรูปทรงของเท้าที่ดูบิดผิดรูปไปจากเด็กทั่วไป ความกังวลเหล่านี้มักนำมาสู่ความเครียดและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเด็ก ลูกขาโก่งและเท้าปุก: แยกแยะอาการอย่างไรและแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง จึงเป็นประเด็นสำคัญทางการแพทย์ที่พ่อแม่ทุกคนควรทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพื่อสามารถแยกแยะระหว่างภาวะที่เป็นปกติตามช่วงวัย กับภาวะความผิดปกติที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างทันท่วงที

ความแตกต่างทางกายวิภาคระหว่างภาวะขาโก่งตามธรรมชาติและภาวะเท้าปุก

การทำความเข้าใจโครงสร้างกระดูกและข้อของเด็กในแต่ละช่วงวัยเป็นหัวใจสำคัญในการประเมินเบื้องต้น ภาวะความผิดรูปของรยางค์ส่วนล่างในเด็กสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มที่พบได้ตามกระบวนการเจริญเติบโตปกติ (Physiological variations) และกลุ่มที่เป็นโรคหรือมีความผิดรูปที่แท้จริง (Pathological conditions) ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งในด้านกลไกการเกิด การดำเนินโรค และแนวทางการรักษา

ภาวะขาโก่งในเด็ก (Genu Varum และ Genu Valgum)

ภาวะขาโก่ง (Genu Varum หรือ Bowlegs) เป็นลักษณะที่พบได้บ่อยมากในเด็กทารกแรกเกิดจนถึงอายุประมาณสองขวบ ซึ่งเกิดจากการจัดposition ของทารกในครรภ์มารดาที่มีพื้นที่จำกัด ทำให้กระดูก tibia และ femur มีการโค้งงอตามธรรมชาติ เมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน ขาโก่งนี้มักจะค่อยๆ ตรงขึ้นเองตามพัฒนาการตามธรรมชาติ จนกระทั่งเข้าสู่วัยประมาณสามถึงสี่ขวบ เด็กส่วนใหญ่จะมีภาวะขาฉากหรือเข่าชนกัน (Genu Valgum หรือ Knock-knees) แทน ซึ่งก็เป็นกระบวนการพัฒนาการปกติอีกเช่นกัน และจะค่อยๆ ปรับตัวจนมีแนวขาตรงปกติเมื่อเข้าสู่วัยประถมศึกษา

คำแนะนำจากคุณหมอ: ภาวะขาโก่งในเด็กช่วงวัยหัดเดินส่วนใหญ่เป็นกระบวนการพัฒนาการตามธรรมชาติที่เรียกว่า Physiological bowlegs ซึ่งจะหายไปได้เองโดยไม่ต้องทำการรักษาใดๆ ยกเว้นในกรณีที่มีความผิดปกติข้างเดียว หรือมุมโก่งรุนแรงมากผิดปกติ ซึ่งแพทย์จะต้องตรวจวินิจฉัยแยกโรคทางเมตาบอลิก เช่น โรคกระดูกอ่อน (Rickets) ออกไป

ภาวะเท้าปุก (Clubfoot หรือ Congenital Talipes Equinovarus)

ในทางตรงกันข้าม ภาวะเท้าปุก (Clubfoot) ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ แต่เป็นความพิการแต่กำเนิดที่พบได้ประมาณหนึ่งในพันของการเกิดมีชีพ ลักษณะเด่นของเท้าปุกคือ เท้าจะบิดงอเข้าด้านในและชี้ลงล่างอย่างถาวร กล้ามเนื้อน่องลีบเล็ก และเอ็นร้อยหวายตึงรั้งมาก เด็กไม่สามารถวางฝาเท้าลงราบกับพื้นได้ ภาวะนี้เกิดจากความผิดปกติของการพัฒนาเนื้อเยื่ออ่อน เอ็น และข้อต่อตั้งแต่ในครรภ์มารดา ไม่สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ และหากปล่อยไว้ไม่รักษาจะส่งผลให้เด็กเดินลงน้ำหนักด้วยสันเท้าด้านนอกหรือหลังเท้า ทำให้เกิดแผลกดทับ กระดูกผิดรูปถาวร และสูญเสียความสามารถในการเดินอย่างปกติในอนาคต

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคของภาวะความผิดปกติของขาและเท้า

การวิเคราะห์สาเหตุของความผิดรูปในเด็กจำเป็นต้องอาศัยการแยกระหว่างปัจจัยทางพันธุกรรม ปัจจัยทางกายภาพในครรภ์ และโรคประจำตัวทางระบบเมตาบอลิก

  • ปัจจัยทางพันธุกรรมและยีน: ภาวะเท้าปุกมีรายงานการถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีนหลายตำแหน่ง ส่งผลให้เนื้อเยื่อคอลลาเจนและเอ็นมีความยืดหยุ่นน้อยกว่าปกติ
  • ปัจจัยเชิงกลในครรภ์มารดา (Mechanical factors): ภาวะน้ำคร่ำน้อย (Oligohydramnios) หรือครรภ์แฝด ทำให้มดลูกบีบรัดตัวทารก ส่งผลให้เกิดแรงกดทับอย่างต่อเนื่องบริเวณขาและเท้า ทำให้เกิดภาวะเท้าปุกหรือเท้าบิดงอผิดรูปชั่วคราวจากแรงกด (Positional foot deformity)
  • ความผิดปกติของระบบเมตาบอลิกและฮอร์โมน: โรคกระดูกอ่อนในเด็กที่เกิดจากการขาดวิตามินดี (Nutritional Rickets) ทำให้โครงสร้างกระดูกอ่อนแอ ไม่สามารถรับน้ำหนักตัวได้ ส่งผลให้กระดูกขาโก่งงอผิดรูปอย่างรุนแรงเมื่อเด็กเริ่มเดิน
  • โรคทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อ: โรคไขสันหลังบีบตัว (Spina Bifida) หรือภาวะสมองพิการ (Cerebral Palsy) สามารถทำให้เกิดความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อรอบข้อเท้า ส่งผลให้เกิดเท้าปุกทุติยภูมิ (Secondary clubfoot) ได้

อาการสำคัญและระยะพัฒนาการของความผิดรูป

การสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดในแต่ละช่วงวัยช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรกของชีวิตซึ่งเป็นช่วงที่เนื้อเยื่อมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อการรักษามากที่สุด

  • ระยะทารกแรกเกิด: สังเกตพบความผิดรูปของเท้าอย่างชัดเจน เท้าบิดงอเข้าหาลำตัว ไม่สามารถดัดให้กลับมาอยู่ในแนวตรงได้ด้วยมือเปล่าอย่างนิ่มนวล หรือพบความผิดปกติของแนวขาตั้งแต่สะโพกจนถึงข้อเท้า
  • ระยะเริ่มหัดเดิน (อายุสิบสองถึงสิบแปดเดือน): เด็กเริ่มยืนและเดินด้วยลักษณะที่ผิดปกติ เช่น เดินลงน้ำหนักด้วยขอบเท้าด้านนอก ขาโก่งผิดรูปชัดเจนข้างเดียว หรือมีความยาวของขาไม่เท่ากันอย่างเห็นได้ชัด
  • ระยะวัยเด็กตอนต้น: หากเป็นภาวะเท้าปุกที่ไม่ได้รับการรักษา เด็กจะมีอาการเดินกะโผลกะเผลก เกิดตาปลาหรือแผลบริเวณหลังเท้าเนื่องจากการเสียดสีกับรองเท้า และอาจมีอาการปวดข้อเท้าและเข่าร่วมด้วยเมื่อต้องเดินเป็นระยะเวลานาน

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: คุณพ่อคุณแม่ควรพาทารกหรือเด็กเล็กไปพบกุมารแพทย์ด้านกระดูกและข้อทันที หากพบสัญญาณเตือนความผิดปกติดังต่อไปนี้
  • ลักษณะขาโก่งหรือเท้าผิดรูปเกิดขึ้นเพียงข้างเดียว (Asymmetrical deformity) ซึ่งบ่งชี้ถึงโรคเฉพาะที่หรือพยาธิสภาพที่ต้องได้รับการตรวจพิเศษ
  • มุมความโก่งของขามีความรุนแรงมาก หรือมีแนวโน้มแย่ลงเรื่อยๆ หลังจากอายุสองขวบ
  • ไม่สามารถดัดเท้าของทารกให้กลับมาอยู่ในท่าปกติได้ด้วยมือเปล่า (Non-flexible หรือ Fixed deformity)
  • เด็กมีอาการปวดขา ปวดข้อเข่า หรือมีอาการชา อ่อนแรงร่วมด้วย
  • พัฒนาการด้านการเดินล่าช้าอย่างชัดเจน เช่น อายุเกินสิบแปดเดือนแล้วยังไม่สามารถยืนหรือเดินได้

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

กระบวนการวินิจฉัยในเด็กเริ่มต้นจากการซักประวัติอย่างละเอียดจากผู้ปกครอง รวมถึงประวัติการตั้งครรภ์ ประวัติครอบครัว และพัฒนาการทางกายภาพ จากนั้นแพทย์จะทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด (Physical Examination) เพื่อประเมินความยืดหยุ่นของข้อต่อ ช่วงการเคลื่อนไหว (Range of motion) และการจัดเรียงตัวของกระดูกรยางค์ส่วนล่าง นอกจากนี้ ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ แพทย์อาจพิจารณา ส่งตรวจเพิ่มเติมดังนี้:

  • การถ่ายภาพรังสี (Plain Radiography / X-ray): เพื่อประเมินมุมความโก่งของกระดูก ความหนาแน่นของมวลกระดูก และตรวจหาความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกและข้อ
  • การตรวจเลือดทางห้องปฏิบัติการ: ในกรณีที่สงสัยภาวะกระดูกอ่อนจากความผิดปกติของเกลือแร่ เช่น ระดับแคลเซียม ฟอสเฟต และวิตามินดีในเลือด

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค โดยแบ่งออกเป็นการรักษาแบบไม่ผ่าตัดและการรักษาด้วยการผ่าตัด

การรักษาภาวะเท้าปุกด้วยวิธีปูนดามและการยืดเอ็น (Ponseti Method)

มาตรฐานทองคำระดับสากลในการรักษาภาวะเท้าปุกคือวิธีปอนเซติ (Ponseti Method) ซึ่งเป็นการดัดจัดกระดูกและข้อเท้าให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องทีละน้อย จากนั้นจะทำการเข้าเฝือกปูน (Serial Casting) เพื่อคงรูปเท้าไว้ โดยทั่วไปจะต้องเปลี่ยนเฝือกปูนทุกๆ หนึ่งสัปดาห์ เป็นระยะเวลาประมาณห้าถึงหกครั้ง เมื่อข้อเท้าเข้าที่แล้ว แพทย์อาจพิจารณาทำหัตถการตัดขยายเอ็นร้อยหวายขนาดเล็ก (Percutaneous Achilles Tenotomy) ภายใต้การชาเฉพาะที่ เพื่อให้ข้อเท้าสามารถกระดกขึ้นได้เต็มที่ จากนั้นเด็กจะต้องสวมใส่อุปกรณ์ดัดเท้าพิเศษ (Denis Browne Splint หรือ Foot Abduction Brace) อย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

การรักษาภาวะขาโก่งผิดปกติ

สำหรับภาวะขาโก่งที่เป็นผลมาจากโรคเมตาบอลิก เช่น โรคกระดูกอ่อน การรักษาหลักคือการให้รับประทานวิตามินดีและแคลเซียมทดแทนภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งติดตามอาการทางรังสีวิทยาเป็นระยะ ในกรณีที่กระดูกโก่งผิดรูปมากและไม่สามารถปรับแก้ได้เองเมื่อเด็กโตขึ้น แพทย์อาจพิจารณาแนวทางการผ่าตัดปรับแนวแกนกระดูก (Osteotomy) เพื่อแก้ไขความผิดรูปเมื่อเด็กมีอายุที่เหมาะสม

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ความเชื่อที่คลาดเคลื่อนในการดูแลเด็กที่มีภาวะขาโก่งหรือเท้าปุกอาจนำมาซึ่งอันตรายและความล่าช้าในการรักษา

  • ห้ามบังคับดัดขาหรือใช้ผ้าพันรัดขาเด็กด้วยความรุนแรง: การใช้แรงดัดขาที่โก่งตามชาติตามความเชื่อโบราณไม่สามารถแก้ไขความผิดรูปของกระดูกได้ แต่วิธีดังกล่าวอาจทำให้เนื้อเยื่ออ่อนและกระดูกอ่อนของเด็กได้รับบาดเจ็บรุนแรง
  • ห้ามซื้อรองดามเท้าหรือรองเท้าสุขภาพสั่งตัดเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์: การใช้อุปกรณ์พยุงที่ไม่ถูกต้องตามหลักการแพทย์อาจทำให้กล้ามเนื้อรอบเท้าทำงานผิดปกติและขัดขวางพัฒนาการตามธรรมชาติ
  • ห้ามละเลยการปฏิบัติตามนัดหมายการใส่เฝือกหรือใส่อุปกรณ์ดัดเท้า: ในผู้ป่วยเท้าปุก ความสม่ำเสมอในการใส่อุปกรณ์ดัดเท้าตามคำสั่งแพทย์เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรค

วิธีป้องกันและการดูแลสุขภาพกระดูกและข้อในระยะยาว

แม้ว่าความผิดบางประการเช่นเท้าปุกจะไม่สามารถป้องกันได้เนื่องจากเป็นปัจจัยแต่กำเนิด แต่การส่งเสริมสุขภาพกระดูกและข้อให้แข็งแรงสามารถทำได้ผ่านโภชนาการและการดูแลที่เหมาะสม

  • โภชนาการที่เหมาะสม: ส่งเสริมให้เด็กได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน โดยเฉพาะแคลเซียมจากนมและผลิตภัณฑ์จากนม รวมถึงวิตามินดีจากการรับแสงแดดยามเช้าอย่างเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของมวลกระดูก
  • การสนับสนุนพัฒนาการตามธรรมชาติ: ปล่อยให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระตามวัย หลีกเลี่ยงการบังคับให้เด็กยืนหรือเดินก่อนวัยอันควร
  • การตรวจสุขภาพเด็กสม่ำเสมอ: พาบุตรหลานเข้ารับการตรวจพัฒนาการและตรวจร่างกายตามกำหนดนัดของกุมารแพทย์ เพื่อคัดกรองความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

สรุปขั้นตอนปฏิบัติที่ทำตามได้ทันทีสำหรับผู้ดูแล:
  • สังเกตลักษณะขาและเท้าของเด็กอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่แรกเกิด โดยเน้นดูความสมมาตรของขาทั้งสองข้าง
  • หากพบเท้าบิดงอเข้าด้านในอย่างชัดเจนและดัดไม่ลง ให้รีบพาทารกพบกุมารแพทย์ด้านกระดูกและข้อโดยเร็วที่สุดเพื่อรับการรักษาด้วยวิธีปอนเซติ
  • ทำความเข้าใจว่าภาวะขาโก่งในช่วงวัยหัดเดินส่วนใหญ่เป็นเรื่องปกติและจะหายได้เอง
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดในกรณีที่ต้องใส่เฝือกหรือใช้อุปกรณ์ดัดเท้า ห้ามถอดอุปกรณ์ก่อนกำหนดเด็ดขาด
  • ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีหากมีความกังวลใจ เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกน้อย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down