ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกเดินขาโก่งผิดปกติหรือเปล่า: ความกังวลใจอันดับหนึ่งของพ่อแม่ยุคใหม่

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดจากคุณพ่อคุณแม่ที่พาบุตรหลานมาตรวจร่างกายที่ห้องตรวจ คือเรื่องของลักษณะขาของเด็กเล็ก โดยเฉพาะความกังวลว่า ลูกเดินขาโก่งผิดปกติหรือเปล่า: เช็กอายุและเกณฑ์พัฒนาการการเดินที่ถูกต้องอย่างไรดี ความกังวลนี้มักเกิดขึ้นเมื่อเด็กเริ่มหัดเดินแล้วสังเกตเห็นว่าขาสองข้างมีความโค้งงอ หรือเข่าชิดกันแต่ข้อเท้าแยกออกจากกัน หรือในทางตรงข้ามคือเข่ากางออกจนเหมือนรูปวงเล็บ

ในความเป็นจริงแล้ว ลักษณะขาโก่ง (Genu Varum) หรือขาฉาก (Genu Valgum) ในเด็กเล็กส่วนใหญ่ เป็นกระบวนการเจริญเติบโตตามธรรมชาติที่พบได้ทั่วไปตามช่วงอายุ (Physiological Bowlegs and Knock-knees) ซึ่งจะสามารถปรับเปลี่ยนและตรงได้เองตามพัฒนาการของกระดูก โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม มีภาวะขาโก่งบางประเภทที่เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างกระดูก โรคทางพันธุกรรม หรือภาวะทางโภชนาการ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและดูแลรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างทันท่วงที บทความฉบับนี้จึงได้รวบรวมข้อมูลทางการแพทย์ที่ละเอียดและครบถ้วน เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตและประเมินพัฒนาการของลูกน้อยได้อย่างมั่นใจ

ธรรมชาติของพัฒนาการกระดูกและกลไกการเกิดขาโก่งในเด็ก

เพื่อทำความเข้าใจว่าอาการขาโก่งของลูกน้อยเป็นเรื่องปกติหรือไม่ เราต้องทำความเข้าใจกลไกการเจริญเติบโตของกระดูกขาตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยรุ่น โดยทั่วไปรูปร่างของขาเด็กจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบดังนี้

  • ทารกแรกเกิดถึงอายุประมาณหนึ่งปีครึ่ง: เด็กเกือบทุกคนจะมีลักษณะขาโก่ง (Physiological Bowlegs) ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดวางตัวของทารกในครรภ์มารดาที่มีพื้นที่จำกัด แรงกดทับภายในมดลูกทำให้กระดูกหน้าแข้งและกระดูกต้นขาโค้งออกด้านนอก เมื่อเด็กเริ่มยืนและหัดเดิน ลักษณะขาโก่งนี้อาจจะยังดูเด่นชัดขึ้นในช่วงอายุสิบสองถึงสิบแปดเดือน
  • ช่วงอายุระหว่างหนึ่งปีครึ่งถึงสองปี: ขาของเด็กจะค่อยๆ ตรงขึ้นและปรับตัวให้อยู่ในแนวตั้งฉากตามธรรมชาติเมื่อกระดูกเริ่มรับน้ำหนักตัวและการเจริญเติบโตดำเนินไป
  • ช่วงอายุระหว่างสองปีถึงสามปีครึ่ง: เด็กส่วนใหญ่จะมีพัฒนาการเข้าสู่ภาวะเข่าชิดหรือขาฉาก (Physiological Knock-knees) ซึ่งสังเกตได้จากเวลาที่เด็กยืนตรง ข้อเข่าจะชนกันแต่ข้อเท้าทั้งสองข้างจะแยกห่างออกจากกัน ภาวะนี้ถือเป็นกระบวนการพัฒนาการปกติเช่นกัน
  • ช่วงอายุประมาณเจ็ดปีถึงแปดปี: แนวขาของเด็กจะค่อยๆ ปรับเข้าสู่แนวตรงปกติเสมือนขาของผู้ใหญ่ และคงสภาพนั้นตลอดไปจนโต

สาเหตุและกลไกของภาวะขาโก่งที่ผิดปกติ (Pathological Bowlegs) นั้นแตกต่างออกไป โดยอาจเกิดจากความผิดปกติของแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูก (Growth Plate) โรคบลูต์ (Blount Disease) ซึ่งเกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของส่วนในของกระดูกหน้าแข้งส่วนต้น หรือโรคกระดูกอ่อน (Rickets) ที่เกิดจากการขาดวิตามินดีและแคลเซียม ซึ่งส่งผลให้กระดูกไม่แข็งแรงและไม่สามารถรับน้ำหนักตัวได้ ทำให้กระดูกโค้งงอมากขึ้นเรื่อยๆ ตามแรงโน้มถ่วงและการใช้งาน

อาการสำคัญ ระยะของความผิดปกติ และสัญญาณเตือนอันตราย

การแยกแยะระหว่างขาโก่งตามธรรมชาติและขาโก่งที่ผิดปกติ อาศัยการสังเกตลักษณะทางกายภาพร่วมกับอายุของเด็ก หากลักษณะขาโก่งไม่สอดคล้องตามเกณฑ์อายุ หรือมีความผิดปกติร่วมอื่นๆ แสดงว่าอาจมีโรคซ่อนอยู่

ลักษณะอาการที่พบในภาวะผิดปกติ

  • ขาโก่งข้างเดียว (Asymmetrical Bowlegs): หากเด็กมีขาโก่งเพียงข้างเดียว หรือข้างหนึ่งโก่งมากกว่าอีกข้างอย่างเห็นได้ชัด ถือเป็นสัญญาณผิดปกติที่ต้องได้รับการตรวจทางรังสีวิทยา เนื่องจากภาวะปกติมักจะเกิดขึ้นสมมาตรทั้งสองข้าง
  • ความสูงน้อยกว่าเกณฑ์: เด็กที่มีภาวะกระดูกอ่อนหรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรม มักจะมีพัฒนาการด้านความสูงหยุดชะงัก หรือเตี้ยกว่าเกณฑ์มาตรฐานเมื่อเทียบกับอายุ
  • อาการปวดบริเวณขาหรือเข่า: เด็กวัยหัดเดินปกติมักจะไม่ค่อยบ่นปวดขา หากเด็กมีอาการปวดหน่วงบริเวณเข่าหรือหน้าแข้ง โดยเฉพาะเวลาเดินหรือวิ่ง อาการปวดนี้บ่งชี้ถึงความผิดรูปที่สร้างแรงกดทับผิดปกติบนข้อต่อ
  • ลักษณะการเดินที่ผิดปกติอย่างรุนแรง: เช่น การเดินกะเพก การเดินเอาปลายเท้าเข้าด้านในหรือออกด้านนอกอย่างมาก หรือการเดินแล้วล้มบ่อยผิดปกติเนื่องจากความไม่มั่นคงของข้อเข่าและข้อเท้า
สัญญาณเตือนอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อเด็กทันที:
- เด็กอายุเกินสองปีแล้วยังมีอาการขาโก่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะตรงขึ้น
- มีภาวะขาโก่งหรือขาฉากเพียงข้างเดียว (Unilateral deformity)
- เด็กมีความสูงน้อยกว่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่สามอย่างชัดเจน
- มีอาการเจ็บปวดที่ขา เข่า หรือสะโพกอย่างต่อเนื่อง
- เดินลำบาก เดินกะเพก หรือมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขาร่วมด้วย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อคุณพ่อคุณแพพาลูกมาพบแพทย์เนื่องจากความกังวลเรื่องขาโก่ง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะมีขั้นตอนการวินิจฉัยที่เป็นระบบเพื่อแยกแยะสาเหตุได้อย่างแม่นยำ ดังนี้ครับ

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับอายุที่เริ่มเดิน ประวัติการเดินของคนในครอบครัว (เนื่องจากภาวะขาโก่งบางชนิดมีพันธุกรรมเกี่ยวข้อง) ประวัติการได้รับวิตามินดีและแสงแดด อาการปวด และระยะเวลาที่สังเกตพบความผิดปกติ
  • การตรวจร่างกายทางคลินิก (Physical Examination): แพทย์จะตรวจวัดมุมความโค้งของขา ตรวจความตึงตัวของกล้ามเนื้อ ประเมินความยาวของขาทั้งสองข้าง ตรวจลักษณะการเดิน (Gait Analysis) และตรวจความมั่นคงของข้อเข่าและสะโพก
  • การตรวจทางรังสีวิทยา (X-ray): ในกรณีที่แพทย์สงสัยภาวะขาโก่งผิดปกติ การถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์ของกระดูกขาขณะยืน (Standing Full-Length Leg X-ray) จะช่วยให้แพทย์สามารถวัดมุมความโค้ง ตรวจสอบความสมบูรณ์ของแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูก (Growth Plate) และวินิจฉัยโรคบลูต์หรือโรคกระดูกอ่อนได้อย่างแม่นยำ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests): หากสงสัยว่าเกิดจากโรคกระดูกอ่อน (Rickets) แพทย์อาจพิจารณาเจาะเลือดตรวจระดับแคลเซียม ฟอสเฟต อัลคาไลน์ฟอสฟาเตส และระดับวิตามินดีในเลือด

วิธีดูแลรักษาและการบำบัดรักษาตามหลักการแพทย์

แนวทางการรักษาภาวะขาโก่งในเด็ก จะขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรง และอายุของเด็กเป็นหลัก

  • กลุ่มภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ (Physiological Bowlegs / Knock-knees): ไม่จำเป็นต้องทำการรักษาใดๆ ไม่ต้องใส่เฝือก ไม่ต้องใส่อุปกรณ์ดัดขา (Braces) และไม่ต้องตัดรองเท้าพิเศษ เนื่องจากกระดูกจะสามารถปรับตัวและตรงได้เองตามธรรมชาติเมื่อเด็กโตขึ้น แพทย์จะนัดติดตามอาการเป็นระยะเพื่อประเมินการเจริญเติบโต
  • การรักษาด้วยยาและโภชนาการ: หากตรวจพบว่าภาวะขาโก่งเกิดจากโรคกระดูกอ่อนจากการขาดวิตามินดีหรือแคลเซียม แพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้รับประทานวิตามินดีและแคลเซียมเสริมในขนาดที่เหมาะสม พร้อมทั้งแนะนำการรับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าเพื่อช่วยสังเคราะห์วิตามินดี
  • การรักษาทางกายภาพบำบัด: ในเด็กที่มีกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าหรือข้อเท้าอ่อนแรง การทำกายภาพบำบัดเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะช่วยปรับปรุงรูปแบบการเดินและความมั่นคงของข้อต่อได้
  • การรักษาทางศัลยกรรมกระดูก (Orthopedic Surgery): สำหรับเด็กที่มีภาวะขาโก่งรุนแรงจากโรคบลูต์ (Blount Disease) หรือมีความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกที่ไม่สามารถปรับตัวได้เองเมื่ออายุมากขึ้น และมีแนวโน้มจะสร้างความเสียหายต่อข้อเข่าในอนาคต แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดแก้ไขรูปทรงกระดูก (Osteotomy) หรือการผ่าตัดชั่วคราวเพื่อปรับการเจริญเติบโตของแผ่นการเจริญเติบโต (Guided Growth Surgery) ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม
คำแนะนำจากคุณหมอสำหรับการดูแลที่บ้าน:
- หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ดัดขาหรือรองเท้าพิเศษที่ไม่ได้สั่งจ่ายโดยแพทย์เฉพาะทาง เนื่องจากอาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการตามธรรมชาติของกล้ามเนื้อและกระดูกเด็ก
- ส่งเสริมให้เด็กได้ทำกิจกรรมกลางแจ้ง วิ่งเล่น และออกกำลังกายตามวัย เพื่อให้กล้ามเนื้อขาและข้อต่อได้พัฒนาอย่างเต็มที่
- ดูแลโภชนาการให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ปลาเล็กปลาน้อย และผักใบเขียว

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

มีความเชื่อผิดๆ หลายประการในสังคมเกี่ยวกับการแก้ไขขาโก่งในเด็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงสิ่งต่อไปนี้อย่างเด็ดขาด

  • ห้ามดึง ดัด หรือนวดขาของเด็กอย่างรุนแรง: การพยายามดัดขาของทารกด้วยความเชื่อว่าจะช่วยให้ขาหายโก่งเร็วยิ่งขึ้น เป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะอาจทำให้กระดูกที่ยังอ่อนอยู่เกิดการบาดเจ็บ แตกหัก หรือทำให้แผ่นการเจริญเติบโตเสียหายถาวร
  • ห้ามซื้ออุปกรณ์ดัดขาหรือรองเท้าสั่งตัดตามอินเทอร์เน็ตมาให้ลูกใช้เอง: อุปกรณ์พยุงหรือรองเท้าเหล่านี้ต้องได้รับการออกแบบและประเมินโดยแพทย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อเด็กเท่านั้น การใช้ผิดประเภทอาจทำให้เด็กเดินผิดปกติมากกว่าเดิมและส่งผลเสียต่อการพัฒนาของกระดูกสันหลังและสะโพก
  • ห้ามละเลยการพาเด็กมาพบแพทย์ตามนัด: หากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นภาวะปกติและนัดติดตามอาการ การมาพบแพทย์ตามกำหนดมีความสำคัญมากในการประเมินว่าขากลับมาตรงตามเกณฑ์อายุจริงหรือไม่

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันกระดูกและข้อในระยะยาว

แม้ว่าภาวะขาโก่งตามธรรมชาติจะไม่สามารถป้องกันได้เนื่องจากเป็นกระบวนการพัฒนาการ แต่การดูแลสุขภาพกระดูกและข้อให้แข็งแรงตั้งแต่วัยเด็กเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันโรคกระดูกและข้อผิดปกติอื่นๆ

  • การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียมและวิตามินดี: ส่งเสริมให้เด็กดื่มนมและรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสะสมมวลกระดูกให้หนาแน่นและแข็งแรงในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่น
  • การรับแสงแดดธรรมชาติอย่างเหมาะสม: การให้เด็กทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเช้าหรือเย็น ช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดูดซึมแคลเซียมและการสร้างกระดูก
  • การส่งเสริมการเคลื่อนไหวตามวัย: ปล่อยให้เด็กได้คลาน วิ่ง และเล่นอิสระตามพัฒนาการตามธรรมชาติ เพื่อให้กล้ามเนื้อและกระดูกได้รับแรงกระตุ้นที่เหมาะสมในการพัฒนาโครงสร้างที่แข็งแรง

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

สรุปประเด็นสำคัญสำหรับคุณพ่อคุณแม่ในการสังเกตและดูแลลูกน้อยที่มีภาวะขาโก่ง มีขั้นตอนปฏิบัติที่สามารถทำตามได้ทันทีดังนี้ครับ

  • สังเกตอายุและลักษณะความโค้ง: หากลูกอายุต่ำกว่าสองปีและมีขาโก่งทั้งสองข้างอย่างสมมาตร โดยไม่มีอาการเจ็บปวดและพัฒนาการทางร่างกายอื่นๆ ปกติ มักเป็นภาวะปกติที่ไม่ต้องกังวล
  • ตรวจสอบสัญญาณเตือน: หากพบว่าขาโก่งข้างเดียว โก่งมากผิดปกติเมื่ออายุเกินสองปี มีอาการปวดขา เดินกะเพก หรือตัวเตี้ยกว่าเกณฑ์ ควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์
  • ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ: หลีกเลี่ยงการรักษาด้วยวิธีพื้นบ้านหรือใช้อุปกรณ์เสริมโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ การวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้นคือหัวใจสำคัญที่สุดในการดูแลสุขภาพกระดูกและข้อของลูกน้อย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down