ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจพัฒนาการกระดูกขาของทารก ทำไมเด็กแรกเกิดถึงดูขาโก่ง

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบกระดูกและข้อในเด็ก คำถามยอด ฮิตที่แพทย์มักได้รับจากคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงอยู่เสมอคือ ทำไมลูกน้อยแรกเกิดถึงมีลักษณะขาที่โก่งงอออกด้านนอก ราวกับนักกีฬาขี่ม้า หลายครอบครัวรู้สึกกังวลใจกลัวว่าลูกจะเติบโตมามีรูปร่างผิดปกติหรือเดินไม่สวยงาม ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะขาโก่งในเด็กแรกเกิดส่วนใหญ่เป็นกระบวนการพัฒนาการตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติ เนื่องจากทารกต้องอยู่ในพื้นที่จำกัดภายในครรภ์มารดาเป็นเวลาเก้าเดือน ท่าทางของทารกจึงต้องงอตัวและไขว้ขาเข้าหากัน แรงกดดันภายในมดลูกนี้ส่งผลให้กระดูกหน้าแข้งและกระดูกต้นขาเกิดความโค้งงอตามกายวิภาค ซึ่งเราเรียกว่า ภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ (Physiological Genu Varum)

สถิติทางการแพทย์ระบุว่าทารกเกือบทุกคนเกิดมาพร้อมกับลักษณะขาโก่ง และสภาพนี้จะยังคงอยู่หรือเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเด็กเริ่มหัดยืนและหัดเดินในช่วงอายุประมาณสิบสองถึงสิบแปดเดือน อย่างไรก็ตาม กระดูกและข้อต่อของเด็กมีความสามารถในการปรับตัวและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่จึงไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป แต่สิ่งสำคัญคือการมีความรู้ความเข้าใจในการสังเกตแยกแยะระหว่าง ความผิดปกติที่เป็นธรรมชาติกับโรคทางกระดูกที่ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างทันท่วงที

สาเหตุและกลไกความผิดปกติของโครงสร้างขาในเด็ก

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เราต้องแยกแยะระหว่างภาวะขาโก่งปกติและภาวะขาโก่งจากโรคทางกาย โดยกลไกการเกิดแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ดังนี้

  • ภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ (Physiological Genu Varum): เกิดจากแรงกดในครรภ์มารดา เด็กกลุ่มนี้จะมีขาทั้งสองข้างโก่งเท่ากัน สมมาตรกัน และไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ เมื่อเด็กโตขึ้นจนถึงอายุประมาณสองขวบ กระดูกจะค่อยๆ ตรงขึ้นเองตามธรรมชาติ จากนั้นอาจจะเปลี่ยนเป็นภาวะขาฉากหรือขา X (Physiological Genu Valgum) ช่วงอายุสามถึงสี่ขวบ และจะกลับมาตั้งตรงเป็นปกติเมื่อเข้าสู่วัยประถม
  • โรคบลูต์ (Blount Disease): เป็นความผิดปกติของการเจริญเติบโตของแผ่นการเจริญเติบโต (Growth Plate) บริเวณส่วนบนของกระดูกหน้าแข้งด้านใน ส่งผลให้กระดูกโค้งงอมากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะตรงขึ้นตามวัย มักพบในเด็กที่เริ่มเดินเร็วเกินไป เด็กที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน หรือมีปัจจัยทางพันธุกรรม
  • โรคกระดูกอ่อนในเด็ก (Rickets): เกิดจากการขาดวิตามินดี แคลเซียม หรือฟอสฟอรัส ทำให้กระดูกไม่แข็งแรงและไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวได้ ส่งผลให้กระดูกงอตัวผิดรูปทั้งบริเวณขาและส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
  • ความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือโรคทางระบบเมตาบอลิก: เช่น โรคพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการสร้างกระดูก หรือความผิดปกติของฮอร์โมนที่ควบคุมสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย

วิธีตรวจเช็กกระดูกขาลูกน้อยง่ายๆ ได้ด้วยตนเองที่บ้าน

คุณพ่อคุณแม่สามารถทำกายตรวจประเมินเบื้องต้นได้ด้วยวิธีง่ายๆ เพื่อให้มั่นใจว่าพัฒนาการทางกระดูกของลูกน้อยดำเนินไปในทิศทางที่ปกติ โดยมีขั้นตอนดังนี้

  • จัดท่าทางให้ถูกต้อง: ให้ลูกนอนหงายราบลงบนพื้นผิวที่เรียบและมั่นคง เช่น บนที่นอนที่ไม่นุ่มยวบจนเกินไป หรือบนเบาะรองคลาน จัดขาทั้งสองข้างให้เหยียดตรงและให้ข้อเท้าชิดติดกัน หันปลายเท้าชี้ขึ้นเพดานในลักษณะตรง
  • สังเกตช่องว่างระหว่างเข่า: เมื่อจัดท่าให้ข้อเท้าชิดกันแล้ว ให้สังเกตระยะห่างระหว่างหัวเข่าทั้งสองข้าง ในเด็กที่มีภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ จะพบว่ามีช่องว่างระหว่างเข่าเกิดขึ้น แต่ต้องไม่กว้างจนผิดปกติ และที่สำคัญคือขาทั้งสองข้างต้องมีความโค้งสมมาตรกัน
  • ตรวจสอบความสมมาตร (Symmetry): ขาซ้ายและขาขวาต้องมีความโค้งในลักษณะเดียวกัน ไม่มีข้างใดข้างหนึ่งโก่งงอมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจน และไม่มีอาการบวมแดงหรือผิดรูปที่บริเวณข้อต่อ
  • ทดลองกดและสังเกตอาการเจ็บ: ใช้มือกดเบาๆ บริเวณน่องและต้นขาของลูก เด็กที่มีภาวะขาโก่งธรรมชาติต้องไม่แสดงอาการเจ็บปวด งอแง หรือร้องไห้เมื่อสัมผัส
คำแนะนำจากคุณหมอ: การตรวจเช็กควรทำขณะที่ลูกอารมณ์ดีและผ่อนคลาย เพื่อให้สามารถจัดท่าทางเหยียดขาตรงได้ง่ายที่สุด หากไม่แน่ใจผลการตรวจ สามารถถ่ายภาพมุมตรงขณะที่ลูกนอนเหยียดขาและชิดข้อเท้าไว้ เพื่อนำมาปรึกษากุมารแพทย์ในคราวถัดไปได้

สัญญาณเตือนอันตรายและอาการผิดปกติ (Red Flag Symptoms) ที่ต้องรีบพบแพทย์

แม้ว่าส่วนใหญ่ภาวะขาโก่งจะหายได้เอง แต่มีสัญญาณอันตรายบางประการที่บ่งบอกว่าความผิดปกตินั้น อาจไม่ได้เกิดจากพัฒนาการตามธรรมชาติ และจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อในเด็กโดยด่วน สัญญาณเตือนที่สำคัญประกอบด้วย

  • ขาโก่งไม่เท่ากัน (Asymmetry): ขาข้างหนึ่งโก่งมาก แต่อีกข้างตรงหรือไม่โก่งเลย ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดของความผิดปกติที่ต้องตรวจวินิจฉัย
  • อาการแย่ลงเรื่อยๆ หลังอายุสองขวบ: ตามพัฒนาการปกติ ขาควรจะเริ่มตรงขึ้นเมื่ออายุเข้าสู่ปีที่สอง หากพบว่าความโก่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ลดลง แสดงถึงความผิดปกติ เช่น โรคบลูต์
  • อาการปวดขาหรือเดินกะเพาะ: เด็กมีอาการเจ็บปวดบริเวณขา เข่า หรือข้อเท้า เดินกะเผลก หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติเวลาเดิน
  • ความสูงน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน: เด็กมีความผิดปกติร่วมกับส่วนสูงที่ไม่ค่อยเพิ่มขึ้น หรือมีรูปร่างแคระแกร็น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับโรคความผิดปกติของกระดูกหรือระบบเผาผลาญในร่างกาย
  • ความผิดรูปของกระดูกส่วนอื่น: มีข้อมือ ข้อศอก หรือกระดูกซี่โครงผิดรูปร่วมด้วย ซึ่งเป็นอาการจำเพาะของโรคกระดูกอ่อน (Rickets)

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อคุณพ่อคุณแม่พามาพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ (Pediatric Orthopedic Surgeon) แพทย์จะมีขั้นตอนการตรวจวินิจฉัยที่ละเอียดและแม่นยำ ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: ประวัติการตั้งครรภ์ การคลอด ประวัติทางพันธุกรรมในครอบครัว อายุที่เริ่มหัดเดิน และระยะเวลาที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ
  • การตรวจร่างกายเฉพาะทาง: ประเมินองศาการโก่งของขา ตรวจความยาวของกระดูกทั้งสองข้าง ลักษณะการเดิน การทำงานของกล้ามเนื้อ และความมั่นคงของข้อต่อสะโพกและหัวเข่า
  • การถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์ (X-ray): เป็นเครื่องมือสำคัญในการดูโครงสร้างภายในของกระดูก แผ่นการเจริญเติบโต (Growth Plate) และวัดมุมความโก่งของกระดูกได้อย่างแม่นยำ เพื่อแยกแยะระหว่างโรคบลูต์ โรคกระดูกอ่อน และภาวะขาโก่งปกติ
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests): ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าเกิดจากภาวะโรคกระดูกอ่อน หรือความผิดปกติทางเมตาบอลิก แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับวิตามินดี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และอัลคาไลน์ฟอสฟาเตสในเลือด

วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะขาโก่งในเด็กจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและระดับความรุนแรงของโรค โดยแพทย์จะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด ดังนี้

  • การติดตามอาการ (Observation): สำหรับเด็กที่มีภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ (Physiological Genu Varum) ที่ไม่มีอาการผิดปกติอื่น แพทย์จะแนะนำให้เฝ้าติดตามดูพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะทุกๆ หกเดือน โดยไม่ต้องทำการรักษาใดๆ เนื่องจากกระดูกจะปรับตัวตรงได้เองเมื่อเด็กโตขึ้น
  • การรักษาทางกายภาพบำบัดและการใช้อุปกรณ์เสริม: ในกรณีที่มีความรุนแรงปานกลาง แพทย์อาจพิจารณาใช้อุปกรณ์ดัดขาหรือเฝือกอ่อนในเวลากลางคืน เพื่อช่วยปรับแนวของกระดูกในเด็กบางกลุ่ม
  • การรักษาด้วยยาและสารอาหารเสริม: หากตรวจพบว่าเกิดจากภาวะขาดวิตามินดีหรือโรคกระดูกอ่อน (Rickets) แพทย์จะให้รับประทานวิตามินดีและแคลเซียมเสริมในปริมาณที่เหมาะสมตามน้ำหนักตัวและผลเลือด
  • การผ่าตัด (Surgery): สงวนไว้สำหรับกรณีที่มีความรุนแรงมาก เช่น โรคบลูต์ในเด็กโต หรือภาวะขาโก่งที่ไม่ดีขึ้นตามวัยจนส่งผลต่อข้อต่อและการเดิน การผ่าตัดอาจเป็นการตัดต่อกระดูกเพื่อปรับแนว หรือการผ่าตัดเล็กเพื่อชะลอการเจริญเติบโตของแผ่นการเจริญเติบโตด้านที่ปกติ เพื่อให้ด้านที่ผิดปกติโตตามทัน (Guided Growth)

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

มีความเชื่อผิดๆ หลายประการเกี่ยวกับการแก้ขาโก่งในเด็ก ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องระมัดระวังและหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อกระดูกและข้อต่อที่กำลังเจริญเติบโตของลูกน้อย

ข้อควรระวังทางการแพทย์:
  • ห้ามใช้ผ้ารัดขาหรือไม้ดัดขาเองเด็ดขาด: การใช้แรงกด รัด หรือดัดขาของเด็กทารกด้วยความเชื่อโบราณ ไม่สามารถแก้ไขภาวะขาโก่งได้ แต่กลับส่งผลให้เส้นประสาทถูกกดทับ การไหลเวียนเลือดไม่ดี และอาจทำให้กระดูกหรือข้อต่อได้รับความเสียหายอย่างถาวร
  • ห้ามให้เด็กใส่รองเท้าดัดขาหรืออุปกรณ์เสริมที่ไม่ได้สั่งจ่ายโดยแพทย์: การใส่อุปกรณ์พยุงขาหรือรองเท้าพิเศษที่ไม่ตรงกับโรค อาจทำให้กล้ามเนื้อขาพัฒนาการผิดปกติและส่งผลเสียต่อการเดินในระยะยาว
  • หลีกเลี่ยงการปล่อยให้เด็กมีน้ำหนักเกินเกณฑ์: น้ำหนักตัวที่มากเกินไปในช่วงวัยหัดเดิน จะสร้างแรงกดทับมหาศาลต่อกระดูกขาและแผ่นการเจริญเติบโต กระตุ้นให้ภาวะขาโก่งรุนแรงขึ้นได้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพกระดูกให้แข็งแรงในระยะยาว

แม้ว่าภาวะขาโก่งตามธรรมชาติจะไม่สามารถป้องกันได้เนื่องจากเป็นกายวิภาคในครรภ์ แต่เราสามารถส่งเสริมให้กระดูกและข้อต่อของเด็กเจริญเติบโตได้อย่างแข็งแรงสมบูรณ์ด้วยแนวทางปฏิบัติดังนี้

  • ส่งเสริมการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์: ให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วน โดยเฉพาะแคลเซียมจากนมและผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียว และโปรตีนที่มีคุณภาพ เพื่อเสริมสร้างความหนาแน่นของมวลกระดูก
  • สนับสนุนการรับวิตามินดีจากธรรมชาติ: วิตามินดีมีความสำคัญสูงสุดในการดูดซึมแคลเซียม ควรให้เด็กได้รับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าอย่างเหมาะสม และรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีสูง เช่น ไข่แดงและปลาทะเล
  • ส่งเสริมการเคลื่อนไหวตามวัย: ปล่อยให้เด็กได้คลาน วิ่ง และเล่นอิสระตามพัฒนาการ การใช้งานกล้ามเนื้อและกระดูกผ่านการเคลื่อนไหวจะช่วยกระตุ้นการสร้างความแข็งแรงของโครงสร้างร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม
  • ตรวจสุขภาพเด็กตามกำหนด: พาบุตรหลานไปรับการตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนตามนัดหมายของกุมารแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แพทย์ประเมินพัฒนาการรวมถึงความผิดปกติของกระดูกและข้อได้อย่างต่อเนื่อง
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist):
  • จัดท่าให้ลูกนอนหงาย เหยียดขาตรง ชิดข้อเท้า เพื่อตรวจเช็กช่องว่างระหว่างเข่าเป็นประจำ
  • สังเกตความสมมาตรของขาทั้งสองข้าง หากพบว่าโก่งไม่เท่ากันควรพาไปพบแพทย์
  • จดจำช่วงเวลาสำคัญ: ขาโก่งมักพบได้ปกติในเด็กอายุต่ำกว่าสองขวบและจะค่อยๆ ตรงขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผ้ารัด ดัด หรือใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ กับขาของลูกโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทาง
  • รีบพาลูกไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการปวดขา เดินกะเพาะ หรือความสูงไม่เป็นไปตามเกณฑ์
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down