ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

กังวลใจเรื่องขาโก่งในลูกน้อย: ทำความเข้าใจภาวะปกติและผิดปกติในเด็กแรกเกิด

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อในเด็ก หนึ่งในความกังวลใจอันดับต้นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่มักนำมาปรึกษาที่ห้องตรวจเสมอคือ ภาวะที่ลูกน้อยมีลักษณะขาโก่ง (Genu Varum) ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยเริ่มหัดเดิน ความกังวลนี้มักสร้างความเครียดและความวิตกกังวลให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก เพราะเกรงว่าลูกโตขึ้นจะมีปัญหาในการเดิน ความสวยงาม หรือมีความผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย

ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะขาโก่งในทารกแรกเกิดและเด็กเล็กส่วนใหญ่ เป็นกระบวนการเจริญเติบโตตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป (Physiological Genu Varum) และสามารถหายไปได้เองโดยไม่ต้องรับการรักษาใดๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีภาวะขาโก่งบางประเภทที่เกิดจากความผิดปกติของโรคทางพันธุกรรม โรคกระดูก หรือภาวะขาดสารอาหาร ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ บทความฉบับนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ การตรวจเช็กเบื้องต้นที่บ้าน และสัญญาณเตือนอันตรายที่ท่านต้องพาบุตรหลานมาพบแพทย์โดยด่วน

สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะขาโก่งในเด็ก

การทำความเข้าใจถึงสาเหตุของภาวะขาโก่ง จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่คลายความกังวลลงได้มาก โดยเราสามารถแบ่งสาเหตุหลักออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้

  • ภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ (Physiological Genu Varum): เกิดจากการที่ทารกต้องขดตัวอยู่ในครรภ์มารดาที่มีพื้นที่จำกัดในช่วงหลายเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ทำให้กระดูกหน้าแข้งและกระดูกต้นขาเกิดการบิดงอเข้าด้านในเพื่อความเหมาะสม เมื่อคลอดออกมาเด็กจึงยังมีลักษณะขาโก่ง ซึ่งถือเป็นพัฒนาการปกติ
  • ภาวะขาโก่งจากโรคกระดูกอ่อน (Rickets): เกิดจากการขาดวิตามินดี แคลเซียม หรือฟอสฟอรัส ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก ทำให้เนื้อกระดูกนิ่มและไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวได้ ส่งผลให้ขากลายเป็นรูปวงโค้งที่ผิดปกติ
  • ความผิดปกติของการเจริญเติบโตของแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูก (Growth Plate Injury): อาจเกิดจากการติดเชื้อ การบาดเจ็บ หรือโรคทางพันธุกรรมบางชนิดที่ทำให้กระดูกเติบโตไม่สมดุลกันทั้งสองข้าง
  • โรคทางพันธุกรรมและโรคความผิดปกติของเมตาบอลิซึม: เช่น โรค Blount Disease ซึ่งเกิดจากการผิดปกติของกระดูกส่วนบนของหน้าแข้ง ทำให้ยิ่งโตยิ่งโก่งมากขึ้นและไม่หายไปเองตามอายุ

พัฒนาการตามธรรมชาติของรูปขาในเด็กแต่ละช่วงวัย

รูปทรงขาของเด็กจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงอายุอย่างเป็นระบบ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรทราบเพื่อใช้เป็นเกณฑ์สังเกตเบื้องต้น

  • วัยแรกเกิดถึงอายุหนึ่งปีครึ่ง: เด็กส่วนใหญ่จะมีลักษณะขาโก่ง (Genu Varum) ชัดเจน เนื่องจากท่าทางในครรภ์มารดา
  • วัยอายุประมาณหนึ่งปีครึ่งถึงสองปี: ขาจะเริ่มตรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลับมาขิดชิดกัน
  • วัยอายุประมาณสองปีถึงสามปีครึ่ง: ขาของเด็กจะเริ่มเปลี่ยนเป็นลักษณะขาฉิ่งหรือเข่าชนกัน (Genu Valgum หรือ Knock-knees) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งระยะพัฒนาการปกติเช่นกัน
  • วัยอายุประมาณเจ็ดปีขึ้นไป: โครงสร้างกระดูกขาจะพัฒนาเข้าสู่ลักษณะขาตรงแบบผู้ใหญ่เต็มตัว

วิธีตรวจเช็กกระดูกขาง่ายๆ ได้ที่บ้านด้วยตัวเอง

คุณพ่อคุณแม่สามารถทำการประเมินเบื้องต้นได้ที่บ้าน เพื่อดูว่าลักษณะขาของลูกน้อยอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องระมัดระวังหรือไม่ โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้

  • ขั้นตอนที่หนึ่ง: ให้ลูกนอนราบลงบนพื้นผิวที่เรียบและนุ่ม เช่น บนเตียงนอนหรือเบาะรองนอน จัดท่าให้ขาลำตัวเหยียดตรงผ่อนคลาย
  • ขั้นตอนที่สอง: จัดให้ข้อเท้าและข้อต่อส้นเท้าของลูกชิดติดกันสนิท พร้อมทั้งพยายามให้สะบ้าหัวเข่าหันตรงขึ้นสู่ด้านบน
  • ขั้นตอนที่สาม: สังเกตระยะห่างระหว่างหัวเข่าทั้งสองข้าง ในเด็กที่มีภาวะขาโก่งตามธรรมชาติ เมื่อข้อเท้าชิดกัน หัวเข่าจะมีระยะห่างออกจากกันเล็กน้อย แต่หากระยะห่างนั้นกว้างมากผิดปกติ หรือมีลักษณะโค้งงอที่รุนแรง ควรบันทึกภาพถ่ายไว้เพื่อปรึกษาแพทย์
  • ขั้นตอนที่สองด้านความสมมาตร: ตรวจดูว่าขาข้างซ้ายและข้างขวามีความโก่งเท่ากันหรือไม่ หากพบว่าขาข้างใดข้างหนึ่งโก่งมากกว่าอีกข้างอย่างชัดเจน หรือมีความสั้นยาวไม่เท่ากัน ถือเป็นสัญญาณผิดปกติที่ต้องพบแพทย์
คำแนะนำจากคุณหมอ: การใส่ผ้าอ้อมหนาๆ หรือการห่อตัวเด็กแน่นเกินไปในอดีตเคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสาเหตุของขาโก่ง แต่ในทางการแพทย์ปัจจุบันยืนยันแล้วว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีผลทำให้โครงสร้างกระดูกขาเปลี่ยนรูปถาวร คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลใจในส่วนนี้

สัญญาณเตือนอันตรายและอาการผิดปกติ (Red Flag Symptoms) ที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าภาวะขาโก่งส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่มีอาการบางประการที่เป็นสัญญาณเตือนว่าลูกน้อยอาจมีความผิดปกติด้านโครงสร้างกระดูกหรือโรคประจำตัวที่ต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน ได้แก่

  • ลักษณะขาโก่งไม่ลดลงเลย หรือมีอาการโก่งมากขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากเด็กมีอายุเกินสองปีขึ้นไป
  • ขาโก่งเพียงข้างเดียว (Unilateral Bowing) โดยที่อีกข้างปกติ ซึ่งแสดงถึงความผิดรูปเฉพาะจุด
  • เด็กมีอาการเจ็บปวดที่บริเวณขา เข่า หรือข้อเท้าเวลากลเดินหรือวิ่ง
  • เด็กมีอาการเดินกะโหล่งกะลาะ เดินลำบาก หรือพัฒนาการด้านการเดินล่าช้ากว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างชัดเจน
  • เด็กมีส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างมากเมื่อเทียบกับอายุ ร่วมกับมีลักษณะกระดูกผิดรูปส่วนอื่นๆ เช่น ข้อมือหนาโต หรือกะโหลกศีรษะนิ่ม

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อท่านพาบุตรหลานมาพบกุมารแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อในเด็ก แพทย์จะมีกระบวนการตรวจวินิจฉัยที่ละเอียดและแม่นยำ ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามอายุเริ่มต้นที่สังเกตเห็นอาการ ประวัติการตั้งครรภ์และการคลอด ประวัติโรคประจำตัวในครอบครัว และภาวะโภชนาการ
  • การตรวจร่างกายเฉพาะทาง: การวัดมุมของกระดูกขา การตรวจสอบความยืดหยุ่นของข้อต่อ และการประเมินรูปแบบการเดิน (Gait Analysis)
  • การถ่ายภาพรังสีหรือเอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูโครงสร้างภายในของเนื้อกระดูก ความโค้งงอของกระดูกหน้าแข้งและต้นขา รวมถึงตรวจสอบความสมบูรณ์ของแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูก
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests): ในกรณีที่สงสัยว่ามีภาวะโรคกระดูกอ่อนหรือความผิดปกติของเกลือแร่ในร่างกาย แพทย์อาจพิจารณาเจาะเลือดตรวจระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินดี และเอนไซม์แอลคาไลน์ฟอสฟาเตส

วิธีรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะขาโก่งในเด็กจะขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรง และอายุของเด็กเป็นหลัก โดยแบ่งแนวทางออกเป็นดังนี้

  • การเฝ้าระวังและติดตามอาการ (Watchful Waiting): สำหรับเด็กที่มีภาวะขาโก่งตามธรรมชาติและไม่มีอาการผิดปกติอื่น แพทย์จะนัดติดตามการเจริญเติบโตทุกๆ หกเดือน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของรูปขา
  • การรักษาด้วยยาและโภชนาการ: หากตรวจพบว่าเกิดจากโรคกระดูกอ่อนจากการขาดวิตามินดี แพทย์จะทำการรักษาด้วยการเสริมวิตามินดีและแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสม พร้อมแนะนำปรับเปลี่ยนโภชนาการ
  • การใช้อุปกรณ์เสริมหรือเฝือก (Bracing): ในบางกรณีที่พบว่ามีความผิดปกติเฉพาะโรค เช่น โรค Blount Disease ในระยะเริ่มต้น แพทย์อาจพิจารณาใส่อุปกรณ์ประคองขาเพื่อปรับแนวของกระดูก
  • การผ่าตัด (Surgical Treatment): ใช้ในกรณีที่เด็กมีอาการรุนแรงมาก โก่งตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือมีโรคทางพันธุกรรมที่ไม่อาจรักษาหายได้ด้วยวิธีประคับประคอง โดยแพทย์จะทำการผ่าตัดปรับแนวกระดูกเมื่อถึงวัยที่เหมาะสม
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามหาซื้ออุปกรณ์ดัดขาหรือรองเท้าพิเศษตามอินเทอร์เน็ตมาให้เด็กใส่เองโดยเด็ดขาด หากไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การใช้อุปกรณ์ที่ไม่ถูกต้องอาจไปกดทับแผ่นการเจริญเติบโตของกระดูก ทำให้กระดูกผิดรูปถาวรหรือขาสั้นยาวไม่เท่ากันได้

การป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพกระดูกที่แข็งแรงในระยะยาว

แม้ว่าภาวะขาโก่งตามธรรมชาติจะไม่สามารถป้องกันได้เนื่องจากเป็นกลไกในครรภ์ แต่เราสามารถเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ระบบกระดูกและข้อของเด็กได้ด้วยแนวทางดังนี้

  • ส่งเสริมให้ทารกได้รับนมแม่และสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนตามวัย
  • ให้เด็กได้รับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้า เพื่อช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์วิตามินดีตามธรรมชาติในร่างกายภายใต้คำแนะนำที่ปลอดภัย
  • ส่งเสริมให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายและออกกำลังกายตามพัฒนาการ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูกรอบข้อต่อ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

  • สังเกตลักษณะขาของลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงวัยแรกเกิดถึงสองขวบ
  • ทำการทดสอบเบื้องต้นด้วยการให้ลูกนอนราบและจัดข้อเท้าชิดกันเพื่อดูระยะห่างของหัวเข่า
  • จดจำสัญญาณเตือนอันตราย เช่น ขาโก่งข้างเดียว โก่งมากขึ้นเรื่อยๆ หลังอายุสองขวบ หรือมีอาการเจ็บปวด
  • หลีกเลี่ยงการซื้ออุปกรณ์ดัดขาหรือรักษาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • พาบุตรหลานมาตรวจสุขภาพและติดตามพัฒนาการตามนัดหมายของกุมารแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down