ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ลูกขาโก่งงอผิดรูป: ทำความเข้าใจภาวะกระดูกและข้อในวัยเด็ก

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบกระดูกและข้อในเด็ก สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักจะมาปรึกษาด้วยความกังวลใจอยู่เสมอคือ รูปร่างขาของลูกน้อยที่ดูโก่งงอผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะขาโก่งออกด้านนอกคล้ายขาเขียด หรือเข่าชิดติดกันแต่ข้อเท้าแยกห่างจากกันจนดูผิดรูป ภาวะความผิดรูปของรยางค์ส่วนล่างในเด็กนี้ เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและต้องอาศัยการแยกแยะอย่างละเอียดระหว่างความเปลี่ยนแปลงตามพัฒนาการตามธรรมชาติ กับความผิดปกติที่เกิดจากโรคทางพันธุกรรมหรือความผิดทางเมตาบอลิกที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

ความสำคัญทางการแพทย์อยู่ที่การวินิจฉัยแยกโรคให้ถูกต้องตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เนื่องจากโครงสร้างกระดูกของเด็กมีความสามารถในการปรับรูปทรง (Remodeling) สูงมากในช่วงปฐมวัย หากความผิดปกติเกิดจากกระบวนการพัฒนาการตามวัย ภาวะนั้นมักจะหายไปได้เองโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่หากมีสาเหตุมาจากโรคทางพันธุกรรม ความบกพร่องของเอนไซม์ หรือความผิดปกติของแร่ธาตุในกระดูก การปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาจะส่งผลให้เด็กมีความพิการทางรูปร่างอย่างถาวร มีอาการเจ็บปวดเรื้อรัง และมีปัญหาในการเดินระยะยาว

พัฒนาการตามธรรมชาติกับความผิดปกติที่แท้จริง

เพื่อให้พ่อแม่เข้าใจภาพรวม สถิติทางการแพทย์ระบุว่าทารกแรกเกิดเกือบทุกคนจะมีลักษณะขาโก่ง (Genu Varum) เล็กน้อย เนื่องจากพื้นที่จำกัดในครรภ์มารดา เมื่อเด็กเริ่มหัดยืนและเดินในช่วงอายุประมาณสิบแปดเดือน ขาจะเริ่มตรงขึ้น และเมื่ออายุราวสองถึงสามขวบ เด็กส่วนใหญ่จะมีลักษณะเข่าชนกันหรือขาโก่งเข้าด้านใน (Genu Valgum) เล็กน้อย ซึ่งเป็นกระบวนการพัฒนาการปกติของแนวแกนขา (Axial Alignment) ก่อนที่ขาจะค่อยๆ ปรับตัวตรงเสมอกันเมื่อเข้าสู่วัยประถมต้น

คำแนะนำจากคุณหมอ: หากเด็กมีขาโก่งหรือขาชนกันที่สมมาตรทั้งสองข้าง และยังคงมีพัฒนาการทางมอเตอร์ตามวัย เช่น เดินได้ วิ่งได้ ไม่เจ็บปวด มักเป็นความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ แต่หากมีความไม่สมมาตร หรือมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินโดยแพทย์เฉพาะทาง

สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: เมื่อความผิดปกติมาจากยีนและสารเคมีในร่างกาย

เมื่อลักษณะขาโก่งงอไม่หายไปตามวัย หรือมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุมักไม่ได้มาจากพัฒนาการปกติอีกต่อไป แต่เกิดจากความผิดปกติในระดับพันธุกรรม เมตาบอลิก หรือโครงสร้างกระดูกโดยตรง ซึ่งกลไกการเกิดโรคสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มสำคัญดังนี้

โรคกระดูกอ่อนจากความผิดปกติของวิตามินดีและฟอสเฟต (Rickets)

โรคกระดูกอ่อนในเด็กถือเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของภาวะขาโก่งงอผิดรูปที่มีความรุนแรง เกิดจากความบกพร่องในการสร้างแร่ธาตุในกระดูก (Bone Mineralization) แม้ว่าร่างกายจะมีโครงสร้างโปรตีนของกระดูกสร้างขึ้นมาปกติ แต่เนื่องจากขาดแคลนวิตามินดี แคลเซียม หรือมีความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายขับฟอสเฟตออกทางไตมากเกินไป (X-linked Hypophosphatemic Rickets) ทำให้เนื้อเยื่อกระดูกไม่แข็งตัวพอที่จะรับน้ำหนักตัวของเด็ก เมื่อเด็กเริ่มยืนและเดิน น้ำหนักตัวจึงทำให้กระดูกที่นิ่มเกิดการโค้งงออย่างถาวร

โรคทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูก (Skeletal Dysplasias)

กลุ่มโรคทางพันธุกรรมที่หายากแต่มีความสำคัญ เช่น โรคอโครคอนโดรเพลเซีย (Achondroplasia) หรือโรคกระดูกเปราะกรรมพันธุ์ (Osteogenesis Imperfecta) ซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ควบคุมการสร้างและการเจริญเติบโตของกระดูกอ่อนบริเวณแผ่นการเจริญเติบโต (Growth Plate) ส่งผลให้กระดูกเติบโตไม่สมส่วน มีความสั้น โก่งงอ และเปราะหักง่าย

ความผิดปกติของเมตาบอลิกและฮอร์โมน

ความบกพร่องของต่อมไร้ท่อบางชนิด หรือความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือดไม่สมดุล ส่งผลโดยตรงต่อความหนาแน่นและความแข็งแรงของมวลกระดูกในเด็กวัยเจริญเติบโต

อาการสำคัญและระยะลุกลามของโรค

ลักษณะอาการทางคลินิกของเด็กที่มีความผิดปกติของขาจากโรคทางพันธุกรรมหรือความผิดปกติทางเมตาบอลิก จะมีความจำเพาะที่แตกต่างจากขาโก่งทั่วไป โดยมักจะแสดงอาการตามลำดับดังนี้

  • ระยะเริ่มแรก (อายุหกเดือนถึงหนึ่งปีครึ่ง): สังเกตเห็นขากเริ่มโก่งออกหรือผิดรูปอย่างชัดเจนตั้งแต่ยังเด็กมาก หรือมีความยาวของขาที่ไม่สมดุล เด็กอาจเริ่มนั่งหรือตั้งไข่ได้ช้ากว่าปกติเนื่องจากความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อต่อ
  • ระยะแสดงอาการเด่นชัด (อายุหนึ่งปีครึ่งถึงสามปี): เมื่อเด็กเริ่มเดิน อาการโก่งงอจะเด่นชัดขึ้นอย่างรวดเร็ว บริเวณข้อต่อข้อมือและข้อเท้าอาจมีลักษณะบวมโตขึ้นอย่างผิดปกติ (Rachitic Rosette หรือ Widening of Metaphysis) เด็กมักเดินกะโผลกกะพูล หรือเดินแบบเป็ด (Waddling Gait) เนื่องจากความอ่อนแอของกระดูกเชิงกรานและขา
  • ระยะลุกลามและเกิดภาวะแทรกซ้อน: เด็กจะมีอาการปวดตามกระดูกและข้อ โดยเฉพาะบริเวณขาท่อนล่างและเข่า มีส่วนสูงหยุดชะงักหรือต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างมาก กระดูกอาจเกิดการหักร้าวได้ง่ายแม้ได้รับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย และอาจพบความผิดรูปของกระดูกสันหลังหรือกะโหลกศีรษะร่วมด้วย

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากคุณพ่อคุณแม่พบสัญญาณอันตรายเหล่านี้ ควรรีบนำบุตรหลานมาพบกุมารแพทย์และแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อในเด็กโดยด่วนที่สุด เพื่อไม่ให้กระดูกผิดรูปถาวร

  • ลักษณะขาโก่งหรือผิดรูปเกิดขึ้นเพียงข้างเดียว (Asymmetry) หรือมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดระหว่างขาซ้ายและขาขวา
  • ความผิดรูปมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากอายุสองขวบไปแล้ว
  • เด็กมีอาการเจ็บปวดบริเวณขา เข่า หรือข้อเท้า จนไม่อยากเดิน ไม่อยากยืน หรือมีอาการงอแงเมื่อถูกสัมผัสที่ขา
  • ส่วนสูงของเด็กต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ หรือมีสัดส่วนร่างกายที่ผิดปกติ เช่น แขนขาและลำตัวสั้นไม่สมส่วน
  • มีประวัติคนในครอบครัวมีความผิดปกติของกระดูก โรคกระดูกอ่อน หรือโรคทางพันธุกรรมเกี่ยวกับความสูงและความแข็งแรงของกระดูก
  • พบความผิดปกติร่วมอื่นๆ เช่น ข้อมือหนาผิดปกติ ฟันขึ้นช้ามากและฟันผุง่ายเนื่องจากเคลือบฟันบาง

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเป็นขั้นตอน เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของความผิดปกติ

  • การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด: แพทย์จะประเมินรูปแบบการเดิน องศาความโก่งงอของขา ความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และตรวจหาร่องรอยความผิดปกติของกระดูกส่วนอื่นๆ ร่วมกับการซักประวัติครอบครัวและพัฒนาการตั้งแต่แรกเกิด
  • การถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์ (X-rays): เป็นการตรวจที่สำคัญที่สุดเพื่อดูโครงสร้างภายในของกระดูก ความหนาของเปลือกกระดูก และสภาพของแผ่นการเจริญเติบโต (Growth Plate) รวมถึงวัดมุมความโก่งงอของกระดูกขา
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Blood Tests): ตรวจระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัส อัลคาไลน์ฟอสฟาเตส (Alkaline Phosphatase) ระดับวิตามินดีในเลือด และการทำงานของไต เพื่อประเมินภาวะความผิดปกติทางเมตาบอลิกและโรคกระดูกอ่อน
  • การตรวจทางพันธุศาสตร์ (Genetic Testing): ในกรณีที่สงสัยโรคทางพันธุกรรมเฉพาะกลุ่ม แพทย์อาจพิจารณา ส่งตรวจหายีนกลายพันธุ์ที่จำเพาะ เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แม่นยำและวางแผนการรักษาในระยะยาว

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะขาโก่งงอจากโรคทางพันธุกรรมหรือความผิดปกติของเมตาบอลิก จะต้องมุ่งเน้นไปที่การแก้ที่ต้นเหตุของโรคควบคู่ไปกับการปรับแนวแกนของกระดูก

การรักษาด้วยยาและสารอาหารเสริม

หากตรวจพบว่าเกิดจากโรคกระดูกอ่อน แพทย์จะทำการรักษาด้วยการให้วิตามินดีในขนาดสูงร่วมกับแคลเซียมและฟอสเฟตเสริมตามสูตรและน้ำหนักตัวที่เหมาะสมอย่างเคร่งครัด ในกรณีที่เป็นโรค X-linked Hypophosphatemic Rickets ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนหรือสารละลายฟอสเฟตเฉพาะทางร่วมกับวิตามินดีชนิดออกฤทธิ์เร็ว เพื่อควบคุมระดับเกลือแร่ในร่างกายให้เข้าสู่ภาวะสมดุล ซึ่งจะช่วยให้กระดูกกลับมาแข็งตัวและลดอาการโก่งงอลงได้เองเมื่อเด็กโตขึ้น

การใช้อุปกรณ์ประคองและการรักษาทางกายภาพบำบัด

ในเด็กบางรายที่มีความผิดรูปปานกลาง แพทย์อาจพิจารณาให้อุปกรณ์ดัดขาหรือเฝือกประคองในช่วงเวลากลางคืน เพื่อช่วยปรับแนวแรงของกระดูกขณะเจริญเติบโต ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อต่อ

การรักษาด้วยการผ่าตัด

หากมีความผิดรูปของกระดูกในระดับรุนแรง หรือเด็กโตขึ้นแล้วแต่กระดูกยังคงโก่งงอมากจนส่งผลต่อการเดินและการรับน้ำหนัก แพทย์ศัลยกรรมกระดูกเด็กอาจพิจารณาทำการผ่าตัดแก้ไขรูปทรงกระดูก (Osteotomy) หรือการผ่าตัดชั่วคราวเพื่อปรับทิศทางการเจริญเติบโตของแผ่นการเจริญเติบโต (Guided Growth Surgery) เพื่อให้ขากลับมาตรงตามแนวสรีรวิทยาปกติ

ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามซื้อแคลเซียม วิตามินดี หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดๆ ให้เด็กรับประทานเองในปริมาณสูงโดยไม่ผ่านการปรึกษาและตรวจเลือดติดตามผลจากแพทย์ เนื่องจากวิตามินดีบางชนิดสะสมในร่างกายและอาจส่งผลให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูงที่เป็นอันตรายต่อไตและหัวใจของเด็กได้

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างสุขภาพกระดูกในระยะยาว

แม้โรคทางพันธุกรรมบางชนิดจะไม่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่ต้น แต่การดูแลสุขภาพโภชนาการและสิ่งแวดล้อมสามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการของกระดูกให้แข็งแรงที่สุดได้

  • สนับสนุนให้ทารกได้รับนมแม่และอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนตามวัย พร้อมทั้งรับแสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าเพื่อช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์วิตามินดีตามธรรมชาติภายใต้คำแนะนำของกุมารแพทย์
  • พาเด็กเข้ารับการตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนตามกำหนด เพื่อให้กุมารแพทย์ได้ประเมินพัฒนาการทางร่างกายและโครงสร้างกระดูกเป็นระยะ
  • ส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมกลางแจ้งและการออกกำลังกายที่เหมาะสมตามวัย เพื่อกระตุ้นความหนาแน่นของมวลกระดูกและการพัฒนาระบบประสาทกล้ามเนื้อ

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล

สรุปแนวทางปฏิบัติที่พ่อแม่สามารถนำไปใช้สังเกตและดูแลลูกน้อยได้อย่างมั่นใจ

  • หมั่นสังเกตความสมมาตรของขาเด็ก: ตรวจดูแนวขาของลูกทั้งสองข้างเป็นประจำ หากพบว่าโก่งไม่เท่ากัน โก่งมากผิดปกติ หรือมีอาการปวดร่วมด้วย ให้รีบพาไปพบแพทย์
  • อย่ารอให้หายเองหากมีความผิดปกติชัดเจน: หากเด็กอายุเกินสองขวบแล้วยังมีขาโก่งรุนแรง หรือมีอาการเดินกะโผลกกะพูล ควรรีบรับการตรวจเอกซเรย์และตรวจเลือด
  • ปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด: หากเด็กได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกอ่อนหรือโรคทางพันธุกรรม การทานยาและการติดตามนัดหมายเพื่อเจาะเลือดตรวจระดับเกลือแร่ตรงตามเวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์หรือการนวดดัดขาแบบผิดวิธี: การนวดดัดขาหรือใช้สมุนไพรที่ไม่ได้รับการรับรองทางการแพทย์ อาจทำให้กระดูกที่เปราะบางอยู่แล้วเกิดการหักร้าวหรือได้รับความเสียหายรุนแรงยิ่งขึ้น
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down