ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำความเข้าใจเมื่อลูกอาละวาดและโมโหร้ายเวลาสั่งให้เลิกเล่นเกม: ปัญหานี้เกิดจากอะไร

ปัญหาเด็กและวัยรุ่นแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด อาละวาด ขว้างปาของ หรือใช้ความรุนแรงทั้งทางวาจาและร่างกายเมื่อถูกสั่งให้เลิกเล่นเกม หรือถูกยึดโทรศัพท์มือถือ เป็นหนึ่งในปัญหาพฤติกรรมทางการแพทย์และจิตวิทยาเด็กที่พบสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในยุคดิจิทัล จากข้อมูลทางกุมารเวชศาสตร์และจิตเวชเด็ก พฤติกรรมโมโหร้ายจากการถูกขัดจังหวะการเล่นเกมไม่ได้เป็นเพียงแค่ "เด็กงอแงเอาแต่ใจ" หรือ "เด็กนิสัยไม่ดี" แต่เป็นปรากฏการณ์ทางประสาทวิทยาและจิตวิทยาการเรียนรู้ที่มีความสลับซับซ้อน

กลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดปัญหานี้ ได้แก่ เด็กวัยประถมศึกษา (อายุ 6-12 ปี) และเด็กวัยรุ่นตอนต้น (อายุ 12-15 ปี) รวมถึงเด็กที่มีภาวะความบกพร่องของสมองส่วนการทำงานระดับสูง (Executive Function Deficiency) หรือเด็กที่มีโรคทางพัฒนาการและจิตเวชซ่อนอยู่ การทำความเข้าใจสาเหตุในเชิงลึกจะช่วยให้พ่อแม่และผู้ปกครองสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง ตรงจุด และไม่ส่งผลกระทบต่อสัมพันธภาพในครอบครัวระยะยาว

สาเหตุและกลไกทางสมอง: ทำไมการห้ามเล่นเกมถึงจุดชนวนความรุนแรงในเด็ก

ในทางกุมารเวชศาสตร์และประสาทวิทยาการทำงานของสมอง (Neuroscience) การที่เด็กเกิดอารมณ์โมโหร้ายอย่างรุนแรงเมื่อถูกสั่งให้หยุดเล่นเกม เกิดจากกลไกทางชีววิทยาและจิตวิทยาร่วมกัน ดังนี้

1. การหลั่งของสารสารสื่อประสาทโดพามายน์ (Dopamine Release and Withdrawal)

เกมคอมพิวเตอร์และเกมบนสมาร์ตโฟนในปัจจุบันถูกออกแบบมาอย่างแยบยลเพื่อกระตุ้นระบบการให้รางวัลในสมอง (Brain Reward System) การได้รับชัยชนะ การเลเวลอัพ การได้ไอเทมใหม่ หรือความตื่นเต้นในเกม จะกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดพามายน์ (Dopamine) ออกมาในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เด็กเกิดความสุขและตื่นตัวอย่างมาก เมื่อพ่อแม่สั่งให้เลิกเล่นเกมทันที ระดับโดพามายน์ในสมองจะลดลงอย่างรวดเร็วฉับพลัน เกิดภาวะคล้ายการถอนสาร (Withdrawal-like State) ซึ่งทำให้เด็กเกิดความเครียด ความกังวล และความหงุดหงิดอย่างรุนแรงทันที

2. ความไม่สมบูรณ์ของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex Immaturity)

สมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ซึ่งทำหน้าที่ในการควบคุมอารมณ์ การยับยั้งชั่งใจ (Inhibitory Control) และการคิดวิเคราะห์ถึงผลลัพธ์ระยะยาว ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ในวัยเด็กและวัยรุ่น (สมองส่วนนี้จะพัฒนาสมบูรณ์เต็มที่เมื่ออายุประมาณ 25 ปี) ในขณะที่สมองส่วนอารมณ์หรืออะมิกดาลา (Amygdala) พัฒนาและตอบสนองได้รวดเร็วมาก เมื่อเด็กถูกขัดจังหวะความสุขอย่างกะทันหัน สมองส่วนอารมณ์จึงเข้าควบคุมพฤติกรรมทั้งหมดทันที (Amygdala Hijack) นำไปสู่การระเบิดอารมณ์ ก้าวร้าว และก้าวร้าวรุนแรงโดยขาดการยับยั้งชั่งใจ

3. ภาวะยากลำบากในการปรับเปลี่ยนความสนใจ (Cognitive Flexibility & Transition Hardship)

การเล่นเกมต้องใช้สมาธิและความจดจ่อระดับสูง (Hyperfocus) เมื่อสภาวะทางจิตของเด็กกำลังจดจ่ออยู่กับโลกเสมือนจริง การเปลี่ยนผ่านบริบท (Transition) จากโลกของเกมมาสู่ความเป็นจริงทันที เป็นเรื่องที่ต้องใช้พลังงานสมองอย่างมหาศาล เด็กจำนวนมากขาดทักษะความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility) ทำให้ไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงกระทันหันได้ เกิดเป็นอารมณ์โกรธและต่อต้าน

4. โรคทางจิตเวชและพัฒนาการที่ซ่อนอยู่ (Underlying Neurodevelopmental Conditions)

เด็กที่มีอาการโมโหร้ายก้าวร้าวรุนแรงผิดปกติเมื่อให้เลิกเล่นเกม มักพบว่ามีโรคหรือภาวะทางจิตเวชร่วมด้วย (Comorbidities) ได้แก่:

  • โรคสมาธิสั้น (Attention-Deficit/Hyperactivity Disorder - ADHD): เด็กกลุ่มนี้จะมีสารโดพามายน์ในสมองต่ำกว่าปกติ จึงติดเกมได้ง่าย และมีความสามารถในการยับยั้งอารมณ์ตัวเองต่ำกว่าเด็กทั่วไป
  • โรคอารมณ์ดิสโฟริกและหงุดหงิดง่ายในเด็ก (DMDD): มีอารมณ์รุนแรงเกินกว่าเหตุต่อสิ่งกระตุ้นเล็กน้อย
  • ภาวะออทิสติกสเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder - ASD): มีปัญหาใหญ่หลวงในการปรับเปลี่ยนกิจกรรมตามคำสั่ง
  • ภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวลในเด็ก (Childhood Depression/Anxiety): ใช้เกมเป็นกลไกการเผชิญหน้า (Coping Mechanism) เพื่อหนีความทุกข์ในชีวิตจริง เมื่อถูกห้ามจึงแสดงออกด้วยความโกรธ
คำแนะนำจากคุณหมอ: การพิจารณาว่าลูกติดเกมหรือโมโหร้าย ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงความเกเร แต่มันคือปฏิกิริยาของสมองเด็กที่ไม่สามารถรับมือกับความผิดหวังและการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันได้ การดุด่าหรือลงโทษด้วยความรุนแรงโต้ตอบจะยิ่งทำให้สมองส่วนอารมณ์ของเด็กปิดรับการเรียนรู้และเพิ่มความก้าวร้าวมากขึ้น

อาการและระดับความรุนแรง: จากงอแงธรรมดาไปจนถึงการเสพติดเกม (Gaming Disorder)

หมอขอแบ่งระดับการแสดงออกของเด็กเมื่อถูกห้ามเล่นเกมออกเป็น 3 ระดับ เพื่อให้ผู้ปกครองประเมินสถานการณ์ของลูกได้อย่างถูกต้อง:

  • ระดับที่ 1: การต่อต้านทั่วไปตามวัย (Mild/Normal Resistance) - เด็กมีอาการหน้าบึ้ง บ่นอุบอิบ ถอนหายใจ ต่อรองขอเล่นต่ออีก 5-10 นาที แต่สุดท้ายยอมเลิกและเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นได้แม้จะไม่พอใจก็ตาม
  • ระดับที่ 2: อาการอาละวาดและอารมณ์เกรี้ยวกราด (Moderate Outbursts) - กรีดร้อง เสียงดัง ตะคอกใส่ผู้ปกครอง ขว้างปาข้าวของที่ไม่ก่ออันตรายร้ายแรง ปิดประตูใส่หน้า กระทืบเท้า ปฏิเสธการกินข้าวหรือทำบ้านพักใหญ่ แต่ยังไม่มีการทำร้ายร่างกายผู้อื่น
  • ระดับที่ 3: พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงเข้าขั้นวิกฤต (Severe Aggression & Gaming Disorder) - ทำร้ายร่างกายพ่อแม่หรือพี่น้อง ทำลายทรัพย์สินในบ้าน เช่น ทุบหน้าจอคอมพิวเตอร์ ขู่ทำร้ายตัวเอง ทำลายสิ่งของก้าวร้าว ละทิ้งการเรียน ไม่เข้าเรียน ไม่นอน ไม่สรงน้ำ ขังตัวเองในห้อง

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)

หากเด็กมีอาการในกลุ่มสัญญาณเตือนอันตรายดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางพฤติกรรมและจิตเวชเด็กที่ผู้ปกครองต้องพามาพบกุมารแพทย์ หรือจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นทันทีเพื่อทำการประเมินและช่วยเหลือ:

  • มีการทำร้ายร่างกายตนเอง เช่น ชกผนังจนมือแตก กรีดแขน หรือดึงผมตัวเอง เมื่อถูกห้ามเล่นเกม
  • มีการทำร้ายร่างกายพ่อแม่ ผู้ดูแล หรือบุคคลอื่นในบ้าน
  • มีพฤติกรรมทำลายทรัพย์สินที่มีมูลค่าหรืออันตราย เช่น ทุบทีวี ขว้างปาแก้วแตก จุดไฟ
  • พูดหรือแสดงท่าทีอยากตาย (Suicidal Ideation) หรือพูดว่า "ถ้าไม่ได้เล่นเกมจะตายให้ดู"
  • มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตขั้นวิกฤต เช่น ขาดโรงเรียนติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์ อดนอนติดต่อกันหลายคืน ร่างกายทรุดโทรม ขาดสารอาหาร
  • มีพฤติกรรมลักขโมยเงินเพื่อนำไปเติมเกม หรือข่มขู่เอาเงินจากคนในบ้าน
ข้อควรระวังทางการแพทย์: เมื่อเด็กเริ่มแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวระดับวิกฤตหรือทำร้ายตัวเอง พ่อแม่ไม่ควรพยายามใช้กำลังเข้าปะทะเพียงลำพัง เพราะอาจเกิดบาดเจ็บร้ายแรงทั้งสองฝ่าย ควรตั้งสติ ดึงตัวเองและผู้อื่นให้อยู่ในที่ปลอดภัย และปรึกษาจิตแพทย์เด็กเพื่อวางแผนการปรับพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ (Diagnosis & Medical Assessment)

เมื่อผู้ปกครองพาลูกมาพบกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรม หรือจิตแพทย์เด็ก แพทย์จะมีแนวทางการวินิจฉัยดังนี้:

1. การซักประวัติอย่างครอบคลุม (Comprehensive Clinical History)

แพทย์จะทำการซักประวัติประเด็นสำคัญ ได้แก่ พฤติกรรมการเล่นเกม (ระยะเวลา ประเภทเกม) รูปแบบการเลี้ยงดู สัมพันธภาพในครอบครัว ประวัติการเรียน พฤติกรรมที่โรงเรียน และประวัติโรคประจำตัวรวมถึงพันธุกรรมทางจิตเวชในครอบครัว

2. การประเมินตามเกณฑ์เกณฑ์วินิจฉัยโรคติดเกม (ICD-11 / DSM-5 Gaming Disorder)

องค์กรอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้ "โรคเสพติดเกม" (Gaming Disorder) เป็นโรคทางจิตเวชในระบบ ICD-11 โดยมีเกณฑ์การวินิจฉัยสำคัญ ดังนี้:

  • ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมการเล่นเกมได้ (ทั้งจุดเริ่มต้น ความถี่ ระยะเวลา และการเลิกเล่น)
  • ให้ความสำคัญกับเกมเป็นอันดับหนึ่งในชีวิต จนแซงหน้าความสนใจและกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน
  • ยังคงเล่นเกมต่อหรือเพิ่มระดับการเล่นมากขึ้น ทั้งที่เริ่มเกิดผลเสียต่อตนเอง ครอบครัว การเรียน หรือการทำงาน
  • พฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือน (หรือสั้นกว่านั้นหากอาการรุนแรงมาก)

3. การตรวจคัดกรองโรคทางจิตเวชและพัฒนาการร่วม (Screening for Comorbidities)

แพทย์จะใช้แบบประเมินมาตรฐานทางการแพทย์ เช่น แบบประเมินพฤติกรรมสมาธิสั้น (SNAP-IV หรือ SDQ) แบบประเมินภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวล เพื่อดูว่าอาการโมโหร้ายนั้นแท้จริงแล้วมีสาเหตุมาจากโรคสมาธิสั้น (ADHD) หรือโรคอารมณ์อื่นหรือไม่

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักจิตวิทยาและการแพทย์

การแก้ไขปัญหาลูกโมโหร้ายเวลาห้ามเล่นเกมอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องใช้กระบวนการทางจิตวิทยาและการแพทย์ร่วมกันอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็นด้านต่างๆ ดังนี้:

1. จิตวิทยาการสื่อสารในภาวะวิกฤต (In-the-moment Communication Strategy)

ในขณะที่ลูกกำลังเล่นเกมและใกล้หมดเวลา พ่อแม่ควรใช้กลยุทธ์การสื่อสารดังนี้:

  • การเตือนล่วงหน้าเป็นระยะ (Transition Warnings): ห้ามสั่งให้เลิกทันที แต่ให้ใช้วิธีเตือนก่อน เช่น "เหลือเวลาอีก 15 นาทีน้องต้นต้องปิดเกมนะครับ" และ "เหลืออีก 5 นาทีสุดท้ายครับ" เพื่อให้สมองของเด็กมีเวลาเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่าน
  • รับรู้และเข้าใจอารมณ์เด็ก (Emotion Validation): สื่อสารโดยสะท้อนความรู้สึกของลูก เช่น "หมอเข้าใจนะว่าตาเกมนี้กำลังสนุกมาก และลูกไม่อยากเลิกเล่นเลย" การสะท้อนอารมณ์จะช่วยให้สมองส่วนอารมณ์ของเด็กสงบลง
  • ตั้งหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนด้วยน้ำเสียงสงบ แต่นักแน่น (Calm but Firm): ห้ามตะคอก ห้ามประชดประชัน ใช้เสียงโทนต่ำและนิ่ง เช่น "แต่หมดเวลาของวันนี้แล้วครับ ตามข้อตกลงเราต้องปิดเครื่องครับ"
  • หลีกเลี่ยงการโต้เถียงขณะเด็กอารมณ์ร้อน (De-escalation): หากเด็กเริ่มอาละวาด ไม่ควรอธิบายเหตุผลยาวๆ ในช่วงเวลานั้น เพราะสมองส่วนหน้าของเด็กปิดรับข้อมูลแล้ว ให้พูดสั้นๆ นิ่งๆ แล้วเว้นระยะห่างเพื่อความปลอดภัย

2. การจัดการพฤติกรรมและการปรับพฤติกรรมเชิงบวก (Behavioral Modification)

  • การจัดทำกติกาและข้อตกลงครอบครัว (Family Media Agreement): ร่วมกันกำหนดเวลาเล่นเกมที่ชัดเจน เช่น วันธรรมดาไม่เกิน 1 ชั่วโมง วันหยุดไม่เกิน 2 ชั่วโมง โดยมีผลลัพธ์ที่ตกลงร่วมกันหากทำตามได้หรือทำไม่ได้
  • การใช้ระบบแรงเสริมเชิงบวก (Positive Reinforcement): ชมเชยทันทีเมื่อลูกยอมปิดเกมตามเวลา เช่น "แม่ภูมิใจมากเลยที่ลูกรักษาคำพูด และปิดเกมได้ตรงเวลา" หรือใช้ระบบการสะสมแต้ม (Token Economy) เพื่อแลกสิทธิ์ที่เด็กต้องการ
  • เทคนิคการเบี่ยงเบนความสนใจด้วยกิจกรรมทดแทน (Alternative Dopamine Source): ส่งเสริมกิจกรรมที่กระตุ้นการหลั่งโดพามายน์ตามธรรมชาติ เช่น การเล่นกีฬาที่ใช้แรง การเล่นดนตรี งานศิลปะ การออกไปเที่ยวธรรมชาตินอกบ้าน

3. การรักษาด้วยวิธีทางจิตวิทยาและจิตเวชเด็ก (Psychotherapy)

หากปัญหาค่อนข้างรุนแรง แพทย์อาจแนะนำกระบวนการรักษา ได้แก่:

  • พฤติกรรมบำบัดความคิด (Cognitive Behavioral Therapy - CBT): ช่วยให้เด็กฝึกการรับรู้และจัดการอารมณ์โกรธของตนเอง พัฒนาทักษะการยับยั้งชั่งใจ
  • การปรับพฤติกรรมบำบัดผู้ปกครอง (Parent Management Training - PMT): ฝึกเทคนิคการปรับพฤติกรรมลูกให้พ่อแม่ เพื่อลดการปะทะและการใช้ความรุนแรงในบ้าน

4. การรักษาด้วยยา (Pharmacotherapy)

ในกรณีที่เด็กได้รับการวินิจฉัยว่ามีโรคทางจิตเวชร่วม เช่น โรคสมาธิสั้น (ADHD) หรือโรคอารมณ์เศร้า/วิตกกังวลอย่างรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยารักษาควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม เช่น ยาในกลุ่มกระตุ้นประสาท (Methylphenidate) สำหรับโรคสมาธิสั้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มการสมาธิและการยับยั้งชั่งใจของสมองส่วนหน้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด (Crucial Medical Precautions)

สิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาดเมื่อลูกโมโหร้ายเวลาห้ามเล่นเกม:
  • ห้ามกระชากปลั๊ก ตัดไฟ หรือยึดเครื่องทันทีขณะเด็กกำลังแข่งเกม: การทำเช่นนี้เป็นการกระตุ้นสภาวะ สู้หรือหนี (Fight or Flight) ของสมองอย่างรุนแรง และเป็นชนวนเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้เด็กก้าวร้าวและทำร้ายร่างกายพ่อแม่
  • ห้ามใช้อารมณ์โต้ตอบ ตบตี หรือด่าทอด้วยคำรุนแรง: การใช้ความรุนแรงจะตอกย้ำให้เด็กเรียนรู้ว่าความรุนแรงคือวิธีแก้ปัญหา และทำลายความไว้วางใจในครอบครัว
  • ห้ามใจอ่อนยอมให้เล่นต่อเมื่อลูกเริ่มอาละวาด (Intermittent Reinforcement): หากพ่อแม่ยอมให้เด็กเล่นต่อเพียงเพราะเด็กร้องกรีดร้องหรือขว้างของ สมองเด็กจะเรียนรู้ทันทีว่า "การอาละวาดรุนแรงคือวิธีที่ได้ผลในการได้เล่นเกมต่อ" และพฤติกรรมนี้จะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในครั้งถัดไป
  • ห้ามเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่น: การพูดว่า "ทำไมลูกคนอื่นเขาปิดได้ ไม่เห็นก้าวร้าวเหมือนเธอ" ยิ่งเพิ่มความรู้สึกไร้ค่าและสะสมความโกรธแค้นในจิตใจเด็ก

วิธีป้องกันปัญหาระยะยาวและการจัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาติดจอและอารมณ์โมโหร้ายในระยะยาว พ่อแม่ควรวางโครงสร้างสิ่งแวดล้อมในบ้านดังนี้:

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของสมาคมกุมารแพทย์: เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ห้ามใช้หน้าจอทุกชนิด (ยกเว้น Video call) เด็กอายุ 2-5 ปี ไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน และเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป ควรกำหนดขอบเขตเวลาที่ชัดเจน ไม่ให้รบกวนเวลา นอน ออกกำลังกาย และการเรียน
  • สร้างโซนและเวลาปลอดสื่อดิจิทัล (Screen-Free Zones & Times): ห้ามนำสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์ไว้ในห้องนอนเด็กตอนกลางคืน และกำหนดให้โต๊ะอาหารเป็นพื้นที่ปลอดหน้าจอสำหรับทุกคนในครอบครัว
  • พ่อแม่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี (Role Modeling): เด็กจะเรียนรู้พฤติกรรมการใช้สื่อจากพ่อแม่ หากพ่อแม่ติดหน้าจอหรือใช้โทรศัพท์ตลอดเวลา เด็กจะไม่ยอมรับกิตติกาที่ตั้งขึ้น
  • ส่งเสริมสัมพันธภาพเชิงบวกในครอบครัว: ใช้เวลาอย่างน้อย 15-30 นาทีต่อวันในการทำกิจกรรมร่วมกันโดยไม่มีหน้าจอมาแทรกแซง เพื่อสร้างสายสัมพันธ์และความอบอุ่นในใจเด็ก

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่/ผู้ดูแล (Parent Actionable Checklist)

รายการตรวจสอบเพื่อการรับมืออย่างถูกต้อง:
  • ร่วมกันทำกติกาการเล่นเกมที่เป็นลายลักษณ์อักษรขณะที่เด็กอารมณ์ปกติ
  • เตือนล่วงหน้าก่อนหมดเวลาเสมอ (15 นาที และ 5 นาที)
  • เมื่อหมดเวลา พูดด้วยน้ำเสียงสงบ นิ่ง และสะท้อนอารมณ์ลูก เช่น "หมอเข้าใจว่าสนุก แต่มันหมดเวลาแล้วครับ"
  • หากลูกเริ่มอาละวาด ไม่โต้ตอบด้วยอารมณ์ ไม่ด่าทอ ไม่ใช้ความรุนแรง
  • ไม่ยอมอ่อนข้อให้เล่นต่อเมื่อลูกแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวเด็ดขาด
  • หากเกิดการทำร้ายร่างกายหรือทำลายข้าวของ ให้แยกเด็กและผู้ปกครองให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย
  • เมื่อเด็กสงบลงแล้ว ค่อยกลับมาพูดคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และปฏิบัติตามผลลัพธ์ที่เคยตกลงกันไว้
  • หากเด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงต่อเนื่อง ควรนัดหมายพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นเพื่อขอรับการประเมินทันที
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down