ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความรู้สึกของพ่อแม่เมื่อลูกรักเลือกปู่ย่าตายายหรือพี่เลี้ยง

ในฐานะกุมารแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก คำถามและเสียงสะท้อนจากคุณพ่อคุณแม่ที่ว่า ลูกไม่เอาพ่อแม่และติดปู่ย่าตายายหรือพี่เลี้ยงมากกว่า ถือเป็นความกังวลใจและสร้างความเจ็บปวดในจิตใจให้แก่ผู้ให้กำเนิดไม่น้อย ภาพของเด็กน้อยที่วิ่งเข้าหาปู่ย่าตายายด้วยรอยยิ้ม แต่กลับร้องไห้งอแงเมื่อพ่อแม่อุ้ม หรือการที่เด็กยอมให้พี่เลี้ยงป้อนข้าวและนอนหลับด้วย แต่กลับปฏิเสธพ่อแม่ในทุกขั้นตอนของการดูแล สามารถสร้างความรู้สึกผิด ความน้อยใจ และความสงสัยในศักยภาพของการเป็นพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี

อาการ ลูกไม่เอาพ่อแม่และติดปู่ย่าตายายหรื พ่อแม่หลายท่านมักกังวลว่าความสัมพันธ์ในครอบครัวกำลังพังทลายลง หรือเด็กเกิดความผูกพันที่ไม่ถูกต้อง (Insecure Attachment) แต่ในทางการแพทย์และจิตวิทยาพัฒนาการเด็ก ปรากฏการณ์นี้มีกลไกทางธรรมชาติและทางสมองรองรับอย่างชัดเจน การทำความเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้พ่อแม่คลายความกังวล และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อทวงคืนความผูกพันอันอบอุ่นกลับคืนมาได้อย่างถูกวิธี โดยไม่ต้องใช้วิธีการที่รุนแรงหรือสร้างบาดแผลทางจิตใจให้แก่เด็ก

กลไกทางจิตวิทยาและพัฒนาการเบื้องหลังอาการติดผู้ดูแลอื่นมากกว่าพ่อแม่

ความผูกพันระหว่างเด็กกับผู้เลี้ยงดู (Attachment Theory) เป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดขั้นพื้นฐานของมนุษย์ สมองของเด็กเล็กในวัยทารกจนถึงปฐมวัยถูกออกแบบมาให้แสวงหาความปลอดภัย (Safety) และความมั่นคงทางอารมณ์จากบุคคลที่ตอบสนองต่อความต้องการของตนเองได้ดีที่สุดและรวดเร็วที่สุดในขณะนั้น

หากปู่ย่า ตายาย หรือพี่เลี้ยง เป็นผู้ที่ใช้เวลาอยู่ร่วมกับเด็กตลอดทั้งวัน คอยป้อนข้าว เช็ดก้น อุ้มปลอบเวลา ร้องไห้ และตอบสนองต่อสัญญาณความต้องการของเด็กอย่างสม่ำเสมอ สมองส่วนอะมิกดลา (Amygdala) และฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ของเด็กจะบันทึกภาพจำว่า บุคคลเหล่านี้คือศูนย์กลางความปลอดภัย เมื่อพ่อแม่กลับมาบ้านหลังจากการทำงานที่เหน็ดเหนื่อย แม้พ่อแม่จะมีความรักความปรารถนาดีอย่างเต็มเปี่ยม แต่หากปราศจากความสม่ำเสมอในการตอบสนองทางอารมณ์ เด็กย่อมแสดงออกถึงความคุ้นชินและเลือกเข้าหาผู้ดูแลหลักในเวลานั้นมากกว่า

สัญญาณและพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงความผูกพันในแต่ละช่วงวัยของเด็ก

พฤติกรรมความติดผู้เลี้ยงดูสามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจนตามช่วงวัยที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • วัยทารกแรกเกิดถึงหกเดือน: ทารกจะตอบสนองต่อทุกคนที่เข้ามาอุ้มและป้อนนมโดยไม่มีการแยกแยะบุคคลอย่างชัดเจน
  • วัยเจ็ดเดือนถึงสิบสองเดือน: เริ่มเกิดภาวะกลัวคนแปลกหน้า (Stranger Anxiety) และภาวะกลัวการแยกจากพ่อแม่หรือผู้ดูแลหลัก (Separation Anxiety) ในช่วงนี้หากปู่ย่าตายายหรือพี่เลี้ยงเป็นผู้ดูแลหลัก เด็กจะแสดงอาการติดอย่างหนักและปฏิเสธคนอื่นรวมถึงพ่อแม่บางส่วน
  • วัยเด็กเล็กหนึ่งถึงสามปี: เป็นวัยแห่งการสร้างตัวตนและการทดลองขอบเขต เด็กจะเลือกข้างอย่างชัดเจนตามความคุ้นชินในกิจวัตรประจำวัน
คำแนะนำจากคุณหมอ: อาการที่ลูกไม่เอาพ่อแม่ในช่วงวัยขวบปีแรกถึงสองขวบครึ่ง เป็นเพียงหมุดหมายชั่วคราวทางพัฒนาการเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าเด็กจะไม่รักพ่อแม่ในระยะยาว หากพ่อแม่เข้าใจและปรับท่าทีความสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ความผูกพันที่แท้จริงจะกลับคืนมาอย่างแน่นอน

สัญญาณเตือนอันตรายทางจิตใจและพฤติกรรมที่ต้องระวัง

แม้ว่าอาการติดปู่ย่าตายายหรือพี่เลี้ยงจะเป็นเรื่องปกติในทางพัฒนาการ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตแยกแยะระหว่างความคุ้นชิน กับภาวะความผิดปกติทางจิตใจที่อาจเกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งมีสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้

  • ภาวะถดถอยทางพัฒนาการ (Developmental Regression): เด็กมีอาการพูดน้อยลง เงียบขังตัวเอง หรือสูญเสียทักษะที่เคยทำได้แล้ว เช่น กลับมาปัสสาวะรดที่นอน หรือดูดนิ้วมากกว่าปกติ
  • ความกลัวที่รุนแรงเกินเหตุ (Severe Phobic Reactions): มีอาการตัวสั่น กรีดร้อง หรืออาเจียน ทุกครั้งที่ต้องอยู่ตามลำพังกับพ่อแม่
  • ความก้าวร้าวรุนแรง (Aggressive Behaviors): แสดงออกด้วยการทำร้ายตัวเอง ทุบตีข้าวของ หรือทำร้ายพ่อแม่อย่างรุนแรงเมื่อเข้าใกล้
  • ภาวะซึมเศร้าในเด็กเล็ก (Infantile Depression): สีหน้าแววตาเศร้าสร้อย ไร้ชีวิตชีวา ไม่เล่นสนุก ไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้ารอบตัว
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบบุตรหลานมีอาการเตือนดังกล่าวร่วมด้วย ควรรีบพาไปพบกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก เพื่อประเมินสภาพจิตใจและค้นหาว่าอาจมีการเลี้ยงดูที่ผิดวิธี หรือมีการล่วงละเมิดทางร่างกายหรือจิตใจโดยบุคคลใกล้ชิดหรือไม่

วิธีรักษาและปรับพฤติกรรมเพื่อทวงคืนความผูกพันกับลูกน้อย

การแก้ไขปัญหาลูกไม่เอาพ่อแม่ ไม่ใช่การบังคับ ขู่เข็ญ หรือพรากลูกออกจากผู้ดูแลเดิมอย่างกะทันหัน เพราะจะยิ่งสร้างความหวาดกลัวและทำลายความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในจิตใจเด็ก แนวทางที่ถูกต้องตามหลักกุมารเวชศาสตร์และจิตวิทยาครอบครัวมีดังนี้

  • การเพิ่มคุณภาพของเวลา (Quality Time): แม้พ่อแม่จะมีเวลาจำกัดเนื่องจากภาระหน้าที่การงาน แต่เวลาที่อยู่กับลูกต้องเป็นเวลาทองที่ปราศจากการเล่นโทรศัพท์มือถือหรือจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่การสบตา การกอด การพูดคุย และการเล่นร่วมกัน
  • การมีส่วนร่วมในกิจวัตรประจำวัน: ให้พ่อแม่เข้ามามีบทบาทในกิจกรรมเดิมที่ปู่ย่าตายายหรือพี่เลี้ยงเคยทำ เช่น การอาบน้ำ การเล่านิทานก่อนนอน หรือการป้อนนม เพื่อให้สมองของเด็กเชื่อมโยงความสุขสบายเข้ากับตัวพ่อแม่ทีละน้อย
  • การสื่อสารทางบวกและการควบคุมอารมณ์: เมื่อลูกปฏิเสธ พ่อแม่ต้องไม่แสดงอาการน้อยใจ โกรธเกรี้ยว หรือตำหนิเด็กเด็ดขาด เพราะจะทำให้เด็กยิ่งผลักไสพ่อแม่มากขึ้น ให้ใช้ความใจเย็น อ่อนโยน และแสดงความรักอย่างสม่ำเสมอ
  • การประสานงานร่วมกับผู้ดูแลหลัก: พูดคุยทำความเข้าใจกับปู่ย่าตายายหรือพี่เลี้ยง ให้ช่วยกันสนับสนุนบทบาทของพ่อแม่ เช่น เมื่อพ่อแม่กลับมาบ้าน ผู้ดูแลเดิมควรเป็นผู้ส่งเสริมให้เด็กเข้าไปหาพ่อแม่ ไม่ใช่การดึงเด็กไว้กับตัวตลอดเวลา

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดในการสร้างความผูกพัน

ในการพยายามดึงลูกกลับมาสู่อ้อมอกของพ่อแม่ มีข้อควรปฏิบัติทางการแพทย์และจิตวิทยาที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเพื่อป้องกันผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพจิตของเด็ก

  • ห้ามบังคับหรือแยกตัวเด็กออกจากผู้ดูแลเดิมทันที: การหักดิบพรากลูกออกจากปู่ย่าตายายหรือพี่เลี้ยงที่เด็กผูกพัน จะทำให้เด็กเกิดภาวะบาดแผลทางจิตใจ (Trauma) และสูญเสียความเชื่อมั่นในโลกใบนี้
  • ห้ามตำหนิหรือกล่าวโทษปู่ย่าตายายต่อหน้าเด็ก: การพูดจาว่ากล่าวผู้สูงอายุว่าตามใจเด็กเกินไปต่อหน้าลูก จะทำให้เด็กเกิดความสับสนและเกิดความรู้สึกขัดแย้งในจิตใจ
  • ห้ามใช้อารมณ์รุนแรงหรือลงโทษเมื่อลูกปฏิเสธ: การตี ดุว่า หรือแสดงความโกรธเมื่อลูกไม่ยอมให้อุ้ม จะยิ่งตอกย้ำให้สมองเด็กมองว่าพ่อแม่คืออันตรายและเป็นแหล่งความเครียด

วิธีป้องกันและการสร้างสายใยความผูกพันในระยะยาว

การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลูกไม่เอาพ่อแม่ในอนาคต หรือการรักษาความสัมพันธ์ที่แข็งแรงไว้ตั้งแต่เริ่มต้น มีหลักการทางโภชนาการทางใจและสุขอนามัยครอบครัวที่ควรปฏิบัติ ดังนี้

  • สร้างความสมดุลระหว่างการทำงานและการเลี้ยงดู: จัดสรรเวลาทำงานและเวลาครอบครัวให้มีความแน่นอน เพื่อให้เด็กจดจำตารางเวลาและคาดการณ์การกลับมาของพ่อแม่ได้
  • ส่งเสริมให้ผู้ดูแลหลักและพ่อแม่เป็นทีมเดียวกัน: ให้มีการเลี้ยงดูไปในทิศทางเดียวกัน (Co-parenting and Co-caregiving) มีการสื่อสารกติกากลอบบ้านที่ชัดเจน
  • ดูแลสุขภาพกายและจิตใจของพ่อแม่เอง: พ่อแม่ที่มีความเครียดสะสมจะขาดพลังงานทางอารมณ์ในการตอบสนองต่อลูก การดูแลตัวเองให้มีสุขภาพจิตแจ่มใสจึงเป็นรากฐานสำคัญในการดูแลลูกน้อย

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ในการทวงคืนความผูกพัน

ขั้นตอนปฏิบัติสำหรับคุณพ่อคุณแม่:
  • สำรวจและยอมรับความจริงด้วยความเข้าใจ ไม่ใช้อารมณ์
  • เพิ่มช่วงเวลาคุณภาพที่ไม่มีสิ่งรบกวนร่วมกับลูกทุกวัน
  • เข้ามามีส่วนร่วมทีละน้อยในกิจวัตรประจำวันของลูกผ่านทางผู้ดูแลหลัก
  • แสดงความรัก ความอบอุ่น และความอดทนอย่างสม่ำเสมอโดยไม่คาดคั้น
  • ปรึกษากุมารแพทย์หรือนักจิตวิทยาเด็กหากพบสัญญาณอันตรายทางพฤติกรรมที่ผิดปกติ
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down