ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องวัคซีนเด็กและการสร้างภูมิคุ้มกันโรค

ในฐานะกุมารแพทย์ สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะย้ำเตือนคุณพ่อคุณแม่เสมอคือ ระบบภูมิคุ้มกันของทารกและเด็กเล็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้มีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคติดต่ออันตรายได้อย่างรวดเร็ว โรคบางชนิดในอดีตเคยคร่าชีวิตเด็กๆ ไปนับล้านคนทั่วโลก แต่ในปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้เรามีเครื่องมือทรงประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันโรค นั่นคือ วัคซีน (Vaccine)

วัคซีนทำหน้าที่เสมือนการฝึกซ้อมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยการนำเชื้อโรคที่ถูกทำให้ตายหรืออ่อนฤทธิ์ลง หรือใช้สารพันธุกรรมส่วนหนึ่งของเชื้อโรค เข้าสู่ร่างกายเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันจำเพาะขึ้นมา เมื่อเด็กได้รับเชื้อโรคจริงๆ ในอนาคต ร่างกายจะสามารถจดจำและทำลายเชื้อโรคนั้นได้อย่างรวดเร็วก่อนที่จะเกิดอาการรุนแรง การพาบุตรหลานมารับวัคซีนตามกำหนดจึงไม่ใช่แค่การป้องกันตัวเด็กเอง แต่ยังเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ในสังคม เพื่อปกป้องเด็กทารกที่ยังเล็กเกินกว่าจะรับวัคซีนและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอีกด้วย

ประเภทของวัคซีนเด็กและความจำเป็นตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงสาธารณสุขและสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ได้กำหนดตารางสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคสำหรับเด็กไทยไว้อย่างครอบคลุม โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ วัคซีนพื้นฐาน (Expanded Program on Immunization: EPI) ที่ภาครัฐจัดให้เด็กไทยทุกคนได้รับฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และวัคซีนทางเลือก (Optional Vaccines) ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีประโยชน์สูงในการป้องกันโรคติดเชื้ออันตรายอื่นๆ แต่ผู้ปกครองอาจต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

วัคซีนพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องได้รับตามช่วงอายุ

  • วัคซีนบีซีจี (BCG Vaccine): ป้องกันโรควัณโรค ฉีดตั้งแต่แรกเกิด
  • วัคซีนตับอักเสบบี (Hepatitis B Vaccine): เข็มแรกให้หลังคลอด เข็มที่สองอายุ 1-2 เดือน และเข็มที่สามอายุ 6 เดือน
  • วัคซีนคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ตับอักเสบบี และโปลิโอ (DTP-HB-Hib และ Polio): ฉีดกระตุ้นตามกำหนดช่วงอายุ 2, 4, 6, 18 เดือน และ 4 ปี
  • วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม (MMR Vaccine): เข็มแรกอายุ 9-12 เดือน และเข็มที่สองอายุ 2 ปีครึ่งถึง 7 ปี
  • วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (JE Vaccine): ฉีดป้องกันโรคจากยุงพาหะ เริ่มต้นช่วงอายุ 1 ปีขึ้นไป
  • วัคซีนอีสุกอีใส (Varicella Vaccine): ปัจจุบันบรรจุในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคพื้นฐานแล้ว

วัคซีนทางเลือกที่แนะนำเพิ่มเติมเพื่อความครอบคลุมสูงสุด

  • วัคซีนไอพีดี หรือ วัคซีนนิวโมค็อกคัส (Pneumococcal Conjugate Vaccine: PCV): ป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมค็อกคัส เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ปอดบวม และติดเชื้อในกระแสเลือด
  • วัคซีนโรตavirus (Rotavirus Vaccine): ป้องกันโรคท้องร่วงรุนแรงในเด็กเล็กจากเชื้อไวรัสโรตา ชนิดหยอดทางปาก
  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): แนะนำให้ฉีดปีละ 1 ครั้ง ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป
  • วัคซีนเอ็มพียูหรือโรคตับอักเสบเอ (Hepatitis A Vaccine): ป้องกันโรคตับอักเสบชนิดเอ เริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป
คำแนะนำจากคุณหมอ: แม้ว่าวัคซีนทางเลือกจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ในมุมมองทางการแพทย์ ผมแนะนำให้เด็กๆ ได้รับหากมีความพร้อม เนื่องจากโรคติดเชื้อบางชนิด เช่น โรคไอพีดี หรือไวรัสโรตา สามารถสร้างความเจ็บป่วยรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล การฉีดวัคซีนเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมหาศาล

ตารางอัปเดตวัคซีนเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยรุ่น

การจดจำตารางวัคซีนอาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนสำหรับพ่อแม่ยุคใหม่ นี่คือสรุปช่วงเวลาสำคัญที่เด็กควรได้รับวัคซีนแต่ละชนิดตามมาตรฐานทางการแพทย์ปัจจุบัน

  • แรกเกิด: วัคซีนบีซีจี (วัณโรค) และวัคซีนตับอักเสบบี เข็มที่ 1
  • อายุ 2 เดือน: วัคซีนรวมคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ตับอักเสบบี ฮิบ (เข็ม 1), วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด (เข็ม 1), วัคซีนโรตา (หยอดเข็ม 1) และวัคซีนไอพีดี (เข็ม 1)
  • อายุ 4 เดือน: วัคซีนรวมคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ตับอักเสบบี ฮิบ (เข็ม 2), โปลิโอ (เข็ม 2), โรตา (หยอดเข็ม 2) และไอพีดี (เข็ม 2)
  • อายุ 6 เดือน: วัคซีนรวมคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ตับอักเสบบี ฮิบ (เข็ม 3), โปลิโอ (เข็ม 3), โรตา (หยอดเข็ม 3 หากเป็นชนิด 3 โดส), ไอพีดี (เข็ม 3) และเริ่มฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เข็มแรก (หลังจากนั้นฉีดปีละ 1 ครั้ง)
  • อายุ 9-12 เดือน: วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม (MMR) เข็มที่ 1 และวัคซีนไข้สมองอักเสบเจอี (JE) เข็มที่ 1
  • อายุ 1 ปี - 1 ปี 6 เดือน: วัคซีนอีสุกอีใส, วัคซีนตับอักเสบเอ, วัคซีนกระตุ้น MMR เข็มที่ 2, วัคซีนกระตุ้น IPD และวัคซีนรวมคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ฮิบ (กระตุ้นเข็มที่ 4)
  • อายุ 2 ปี - 4 ปี: วัคซีนกระตุ้นไข้สมองอักเสบเจอี, วัคซีนกระตุ้นคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และโปลิโอ
  • อายุ 9 ปีขึ้นไป: วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (HPV Vaccine) แนะนำให้ฉีดทั้งในเด็กหญิงและเด็กชายเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อเอชพีวี

อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังการรับวัคซีนและการดูแลเบื้องต้น

การที่เด็กมีอาการบางอย่างหลังได้รับวัคซีนถือเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของร่างกายที่กำลังสร้างภูมิคุ้มกัน อาการที่พบได้บ่อยและมักหายได้เองภายใน 1 ถึง 3 วัน ได้แก่

  • มีไข้ต่ำๆ ปวด บวม แดง หรือมีก้อนแข็งเล็กๆ บริเวณที่ฉีดวัคซีน
  • งอแง ซึมลงเล็กน้อย หรือรับประทานนมน้อยลงชั่วคราว
  • อาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวเล็กน้อย (มักพบหลังได้รับวัคซีนชนิดหยอด เช่น โรตา)

แนวทางการดูแลเบื้องต้นที่บ้าน:

  • หากลูกมีอาการปวดบวมบริเวณที่ฉีด ให้ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุณหภูมิปกติประคบบ บริเวณรอยฉีดเบาๆ
  • หากมีไข้ต่ำๆ สามารถเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง และให้รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดน้ำหนักตัวที่แพทย์แนะนำ
  • ให้เด็กดื่มน้ำหรือนมให้มากกว่าปกติ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบาย ไม่หนาจนเกินไป

สัญญาณอันตรายหลังรับวัคซีนที่ต้องพามาพบแพทย์ทันที

แม้ว่าผลข้างเคียงรุนแรงจากวัคซีนจะพบได้น้อยมากๆ แต่ผู้ปกครองต้องเฝ้าระวังอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาแพ้รุนแรง (Anaphylaxis) หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ หากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบพาเด็กมาโรงพยาบาลทันที

  • มีไข้สูงมากกว่า 39 อาศยเซลเซียส หรือไข้ไม่ยอมลดลงเลยหลังให้ยาลดไข้
  • ร้องกวนงอแงผิดปกติ ร้องไห้ไม่หยุดนานเกิน 3 ชั่วโมงติดต่อกัน
  • มีผื่นลมพิษขึ้นกระจายทั่วตัว หน้าบวม ริมฝีปากบวม หรือเปลือกตาบวม
  • หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด หายใจหอบเหนื่อย หรือหน้าซีดเขียว
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก ชัก หรือมีเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อ
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามให้เด็กที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีนชนิดนั้นๆ อย่างรุนแรง (เช่น แพ้ไข่ไก่รุนแรงในวัคซีนบางชนิด) รับวัคซีนซ้ำโดยไม่ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง และหากเด็กมีไข้สูงเฉียบพลันในวันที่จะมารับวัคซีน ควเลื่อนการฉีดออกไปก่อนจนกว่าจะหายป่วยเป็นปกติ

วิธีเตรียมตัวเด็กก่อนและหลังมารับวัคซีน

การเตรียมตัวที่ดีช่วยลดความกังวลและทำให้กระบวนการฉีดวัคซีนเป็นไปอย่างราบรื่น

  • ก่อนมารับวัคซีน: ตรวจสอบสมุดบันทึกสุขภาพเด็กและประวัติการรับวัคซีนทุกครั้ง เพื่อให้แพทย์ประเมินความพร้อมได้อย่างแม่นยำ เตรียมเสื้อผ้าที่ถอดเปลี่ยนได้ง่าย แจ้งแพทย์ให้ทราบหากเด็กมีโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา แพ้สารเคมี หรือมีอาการป่วยในขณะนั้น
  • หลังมารับวัคซีน: ควรนั่งพักรอสังเกตอาการที่โรงพยาบาลหรือคลินิกอย่างน้อย 30 นาทีเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีปฏิกิริยาการแพ้เฉียบพลันเกิดขึ้นก่อนเดินทางกลับบ้าน

สรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่ในการดูแลเรื่องวัคซีนของลูกรัก

วัคซีนคือเกราะป้องกันโรคที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุดสำหรับเด็ก การพาบุตรหลานมารับวัคซีนตรงตามกำหนดเวลาและการปรึกษากุมารแพทย์เกี่ยวกับวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติม จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งและลดความเสี่ยงจากโรคร้ายแรงได้อย่างยั่งยืน

คำแนะนำจากคุณหมอ: บันทึกตารางนัดหมายวัคซีนทุกครั้งในปฏิทินส่วนตัวหรือแอปพลิเคชันของสถานพยาบาล เพื่อไม่ให้พลาดทุกเข็มสำคัญ เพราะการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วนและตรงตามช่วงอายุ คือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่พ่อแม่มอบให้สุขภาพของลูกรักได้เติบโตอย่างแข็งแรงและปลอดภัย
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down