ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องการตรวจคลำต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ด้วยตัวเอง

ระบบน้ำเหลือง (Lymphatic System) เป็นส่วนสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่กรองของเสีย ดักจับสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรค และเซลล์ที่ผิดปกติ โดยมีต่อมน้ำเหลือง (Lymph Nodes) กระจายอยู่ทั่วร่างกาย สำหรับบริเวณรักแร้ (Axilla) ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทางการแพทย์ เนื่องจากเป็นแหล่งรวมของต่อมน้ำเหลืองจำนวนมากที่คอยรับน้ำเหลืองมาจากบริเวณทรวงอก เต้านม และแขนทั้งสองข้าง

การตรวจคลำหาต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ด้วยตัวเองเป็นแนวทางปฏิบัติที่แพทย์เฉพาะทางแนะนำอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นการอักเสบจากการติดเชื้อ หรือสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งเต้านม (Breast Cancer) และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) ทั้งในผู้ใหญ่และผู้ป่วยเด็ก การตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กายวิภาคและกลไกการทำงานของต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้

ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ (Axillary Lymph Nodes) มีจำนวนประมาณ 20 ถึง 40 ต่อม แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ตามตำแหน่งทางกายวิภาค ได้แก่ กลุ่มด้านหน้า (Anterior/Pectoral Group) กลุ่มด้านหลัง (Posterior/Subscapular Group) กลุ่มด้านข้าง (Lateral Group) กลุ่มส่วนกลาง (Central Group) และกลุ่มส่วนยอด (Apical Group) น้ำเหลืองจากบริเวณเต้านมมากกว่าร้อยละ 75 จะไหลเวียนผ่านต่อมน้ำเหลืองกลุ่มนี้ก่อนที่จะเข้าสู่ระบบกระแสเลือดหลัก

เมื่อร่างกายเกิดกระบวนการติดเชื้อหรือมีความผิดปกติ เซลล์เม็ดเลือดขาวในต่อมน้ำเหลืองจะทำปฏิกิริยาและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วเพื่อต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม ส่งผลให้เกิดภาวะต่อมน้ำเหลืองโต (Lymphadenopathy) ซึ่งสามารถตรวจพบได้จากการคลำ

สาเหตุทางการแพทย์ที่ทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โต

ภาวะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โตสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยแพทย์จะแบ่งกลุ่มอาการออกเป็นดังนี้

1. การติดเชื้อเฉพาะที่และระบบทั่วร่างกาย (Infections)

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย: เช่น แผลอักเสบติดเชื้อบริเวณแขน มือ หรือเต้านม รวมถึงโรคแมวข่วน (Cat Scratch Disease) ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Bartonella henselae
  • การติดเชื้อไวรัส: เช่น โรคโมโนนิวคลีโอซิส (Infectious Mononucleosis) จากเชื้อ Epstein-Barr Virus (EBV) โรคหัดเยอรมัน (Rubella) หรือการติดเชื้อ HIV
  • การติดเชื้อเฉพาะตัวอื่นๆ: เช่น วัณโรคต่อมน้ำเหลือง (Tuberculous Lymphadenitis)

2. ปฏิกิริยาหลังการได้รับวัคซีน (Vaccine-Induced Lymphadenopathy)

ในผู้ป่วยเด็กและผู้ใหญ่บางราย อาจพบต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ข้างเดียวกับที่ได้รับการฉีดวัคซีนโตขึ้นชั่วคราว เช่น หลังการฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค (BCG) ในทารก หรือวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของภูมิคุ้มกันตามปกติและจะยุบลงเองภายในไม่กี่สัปดาห์

3. โรคมะเร็ง (Malignancies)

  • การแพร่กระจายของมะเร็งเต้านม (Breast Cancer Metastasis): มะเร็งเต้านมมักจะแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้เป็นอันดับแรก
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma): ทั้งชนิด Hodgkin Lymphoma และ Non-Hodgkin Lymphoma ซึ่งมักพบต่อมน้ำเหลืองโตหลายตำแหน่งร่วมด้วย
  • มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia): อาจทำให้เกิดต่อมน้ำเหลืองโตทั่วร่างกาย
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากพบต่อมน้ำเหลืองโตหลังการฉีดวัคซีนและไม่ยุบตัวลงภายใน 4 ถึง 6 สัปดาห์ หรือมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ควรได้รับการตรวจประเมินโดยแพทย์เพื่อแยกแยะสาเหตุร้ายแรงอื่นๆ ออกไป

วิธีตรวจคลำหาต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ด้วยตัวเองอย่างละเอียด

เพื่อให้ได้ผลการตรวจที่ถูกต้องและแม่นยำที่สุด ควรทำการตรวจคลำหลังการอาบน้ำ เนื่องจากผิวหนังจะมีความลื่นและอ่อนนุ่มทำให้คลำได้ง่ายขึ้น โดยมีขั้นตอนปฏิบัติดังนี้

ขั้นตอนที่ 1: การตรวจพินิจด้วยสายตา (Visual Inspection)

ยืนหน้ากระจกในห้องที่มีแสงสว่างเพียงพอ ปล่อยแขนทั้งสองข้างลงข้างลำตัวตามปกติ สังเกตรูปร่างของรักแร้และเต้านมทั้งสองข้างว่ามีความสมมาตรกันหรือไม่ มีการบวมนูน ผิวหนังแดง หรือมีรอยบุ๋มผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ จากนั้นค่อยๆ ยกแขนขึ้นเหนือศีรษะเพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังบริเวณใต้รักแร้อีกครั้ง

ขั้นตอนที่ 2: การเตรียมท่าทางสำหรับการคลำ (Positioning)

หากต้องการตรวจรักแร้ข้างซ้าย ให้ปล่อยแขนซ้ายลงข้างลำตัวในท่าที่สบายและผ่อนคลายที่สุด ไม่ควรเกร็งกล้ามเนื้อไหล่หรือหนีบรักแร้ เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ตึงจะบดบังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ลึกลงไป จากนั้นใช้มือขวาในการตรวจคลำ (และทำสลับกันเมื่อต้องการตรวจรักแร้ข้างขวา)

ขั้นตอนที่ 3: เทคนิคการคลำที่ถูกต้อง (Palpation Technique)

ใช้ข้อนิ้วส่วนปลายของนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางของมือข้างที่ใช้ตรวจ กดลงผิวหนังบริเวณรักแร้อย่างนุ่มนวลแต่ลึกพอที่จะสัมผัสถึงเนื้อเยื่อด้านใน ให้เคลื่อนไหวนิ้วมือเป็นวงกลมเล็กๆ ค่อยๆ ขยับไปให้ทั่วบริเวณรักแร้ตามตำแหน่งต่างๆ ดังนี้

  • บริเวณส่วนยอดของรักแร้ (Apex): กดลึกเข้าไปบริเวณส่วนบนสุดของแอ่งรักแร้
  • ผนังด้านหน้า (Anterior Wall): คลำบริเวณขอบกล้ามเนื้อหน้าอกด้านหน้ารักแร้
  • ผนังด้านหลัง (Posterior Wall): คลำบริเวณขอบกล้ามเนื้อด้านหลังรักแร้ใกล้กับสะบัก
  • ผนังด้านใน (Medial Wall): คลำบริเวณซี่โครงใต้รักแร้
  • ผนังด้านนอก (Lateral Wall): คลำบริเวณต้นแขนส่วนบนที่ติดกับรักแร้
คำแนะนำจากคุณหมอ: ลักษณะของต่อมน้ำเหลืองปกติจะมีขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตร มีลักษณะนุ่ม ลื่น และสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้เล็กน้อยเมื่อกดลงไป โดยปกติแล้วจะไม่สามารถคลำพบได้ชัดเจน หรือหากคลำพบก็จะไม่รู้สึกเจ็บปวด

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flags)

ในการตรวจคลำ หากพบสิ่งผิดปกติต่อไปนี้ ควรรีบเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดทันที

  • ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดใหญ่กว่า 1 ถึง 2 เซนติเมตร หรือมีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว
  • ลักษณะของต่อมน้ำเหลืองมีเนื้อสัมผัสแข็งเหมือนหิน (Hard) หรือแน่นเหนียวเหมือนยาง (Rubbery)
  • ต่อมน้ำเหลืองยึดติดแน่นกับเนื้อเยื่อรอบข้าง ไม่สามารถขยับหรือเคลื่อนที่ไปมาได้ (Fixed/Matted)
  • ไม่มีอาการเจ็บหรือปวดเมื่อกดลงไปบนต่อมน้ำเหลืองที่โต (Painless Lymphadenopathy) ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้บ่อยในโรคมะเร็ง
  • มีอาการร่วมทางระบบทั่วร่างกาย (Systemic Symptoms) เช่น มีไข้ต่ำๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ เหงื่อออกมากในตอนกลางคืนจนชุ่มตัว (Night Sweats) และน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจลดน้ำหนัก
  • มีแผลเรื้อรัง ผิวหนังบริเวณรักแร้แดงอักเสบ หรือมีหนองไหลออกมา

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยเข้าพบแพทย์เนื่องจากพบต่อมน้ำเหลืองโต แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานทางการแพทย์ดังต่อไปนี้

1. การซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด

แพทย์จะสอบถามระยะเวลาที่เริ่มสังเกตเห็น อาการร่วมต่างๆ ประวัติการเจ็บป่วย การสัมผัสสัตว์เลี้ยง และประวัติการรับวัคซีน พร้อมทั้งตรวจคลำต่อมน้ำเหลืองบริเวณอื่นๆ ทั่วร่างกาย เช่น คอ และขาหนีบ

2. การตรวจทางรังสีวิทยา (Imaging Studies)

  • การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasonography): เป็นการตรวจเบื้องต้นที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยประเมินขนาด รูปร่าง และโครงสร้างภายในของต่อมน้ำเหลืองเพื่อแยกแยะระหว่างการอักเสบและการติดเชื้อออกจากมะเร็ง
  • การตรวจแมมโมแกรม (Mammography): ในผู้ป่วยผู้หญิง แพทย์จะส่งตรวจร่วมกับการอัลตราซาวด์เต้านมเพื่อหาจุดกำเนิดของมะเร็งเต้านม

3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy)

หากแพทย์สงสัยภาวะโรคร้ายแรง จะแนะนำทำการเจาะดูดเซลล์ด้วยเข็มขนาดเล็ก (Fine Needle Aspiration - FNA) หรือการผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองออกไปตรวจทางพยาธิวิทยา (Excisional Biopsy) ซึ่งเป็นวิธีที่ให้ผลการวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุดในการระบุชนิดของเซลล์มะเร็งหรือเชื้อก่อโรคเฉพาะตัว

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาภาวะต่อมน้ำเหลืองโตจะมุ่งเน้นไปที่การรักษาตามสาเหตุต้นตอ (Etiotropic Treatment) เป็นหลัก ดังนี้

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย: แพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ที่ตรงกับชนิดของเชื้อ และผู้ป่วยต้องรับประทานยาจนครบกำหนดตามแผนการรักษา
  • การติดเชื้อไวรัส: ส่วนใหญ่เน้นการรักษาตามอาการ (Symptomatic Treatment) เช่น การให้ยาลดไข้ พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำจัดไวรัสไปเอง
  • โรคมะเร็ง: หากตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ผู้ป่วยจะได้รับการดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านออนโคโลยี (Oncologist) เพื่อวางแผนการรักษาด้วยการผ่าตัด เคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือรังสีรักษา (Radiation Therapy) ต่อไป
ข้อควรระวังสำคัญทางการแพทย์: ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองโดยเด็ดขาด เนื่องจากภาวะต่อมน้ำเหลืองโตส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การใช้ยาไม่ตรงกับโรคอาจทำให้เกิดภาวะเชื้อดื้อยาที่เป็นอันตรายถึงชีวิต และห้ามทำการบีบ เค้น หรือเจาะต่อมน้ำเหลืองด้วยตัวเอง เนื่องจากจะทำให้เกิดการติดเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดได้

การป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

แม้ว่าเราจะไม่สามารถป้องกันสาเหตุของต่อมน้ำเหลืองโตได้ทั้งหมด แต่การดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอจะช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและการเกิดโรคต่างๆ ได้

  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • การดูแลบาดแผลอย่างถูกวิธี: หากมีบาดแผลบริเวณแขน มือ หรือรักแร้ ต้องทำความสะอาดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทันทีเพื่อป้องกันแบคทีเรียเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง
  • การรับวัคซีนป้องกันโรค: เข้ารับการฉีดวัคซีนพื้นฐานตามกำหนด รวมถึงวัคซีนเสริมเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่สำคัญ
  • การตรวจสุขภาพประจำปี: สำหรับผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์เต้านมเป็นประจำทุกปี

แนวทางปฏิบัติในการตรวจคลำต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ด้วยตัวเอง

รายการตรวจสอบสำหรับผู้รักสุขภาพ (Self-Checklist):
  • ตรวจคลำต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้เป็นประจำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง โดยแนะนำให้ทำพร้อมกับการตรวจเต้านมด้วยตัวเองหลังหมดประจำเดือนประมาณ 7 วัน
  • บันทึกขนาด รูปร่าง และความรู้สึกเจ็บ (ถ้ามี) ไว้เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงในการตรวจครั้งต่อไป
  • สังเกตความเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและอาการร่วมอื่นๆ เช่น ไข้ น้ำหนักลด อย่างสม่ำเสมอ
  • หากพบสิ่งผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยและไม่แน่ใจ ให้เข้าพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างเหมาะสม ท่องจำไว้เสมอว่า "ตรวจเจอเร็ว รักษาได้ทันเวลา"
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down