ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้และสัญญาณเตือนจากร่างกาย

ต่อมน้ำเหลือง (Lymph Node) ถือเป็นด่านหน้าสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่เปรียบเสมือนสถานีคัดกรองเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอม เซลล์มะเร็ง และของเหลวส่วนเกินก่อนที่จะไหลเวียนกลับเข้าสู่กระแสเลือด บริเวณรักแร้หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่าต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้ (Axillary Lymph Nodes) เป็นจุดรวมของท่อน้ำเหลืองจากแขน ผนังอกด้านข้าง และเต้านม จึงเป็นบริเวณที่แพทย์ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการตรวจคัดกรองโรคต่างๆ ตั้งแต่อาการติดเชื้อทั่วไปไปจนถึงโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลือง การหมั่นสังเกตและเรียนรู้ วิธีตรวจคลำหาต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ ด้วยตนเองอย่างถูกวิธี จึงเป็นทักษะดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่ทุกคนควรทำความเข้าใจและปฏิบัติเป็นประจำ

สถิติทางการแพทย์พบว่า อาการต่อมน้ำเหลืองโตบริเวณรักแร้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยในกลุ่มเด็กเล็กมักเกิดจากการติดเชื้อรากผมหรือแผลที่มือ แขน ส่วนในวัยรุ่นและผู้ใหญ่วัยทำงานมักเกี่ยวข้องกับการอักเสบเฉพาะที่ การใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายบางชนิดที่กระตุ้นการแพ้ หรือในผู้หญิงอาจมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและโรคของเต้านม การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยลดความตื่นตระหนก และนำไปสู่การพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยได้อย่างทันท่วงที

กลไกการเกิดอาการต่อมน้ำเหลืองโตและการจำแนกสาเหตุทางการแพทย์

เมื่อร่างกายเผชิญกับการรุกรานของเชื้อโรค เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือมีความผิดปกติภายในเนื้อเยื่อ เซลล์เม็ดเลือดขาวภายในต่อมน้ำเหลืองจะมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วเพื่อต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม ส่งผลให้ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดใหญ่ขึ้น บวม และบางครั้งอาจมีอาการเจ็บร่วมด้วย กลไกนี้เรียกว่าภาวะต่อมน้ำเหลืองโต (Lymphadenopathy) ซึ่งสามารถแบ่งสาเหตุหลักออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่ๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายดังนี้

  • การติดเชื้อเฉพาะที่ (Localized Infection): เช่น แผลที่มือ แขน การติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณรักแร้ รูขุมขนอักเสบ หรือการอักเสบของต่อมไขมัน ซึ่งมักทำให้ต่อมน้ำเหลืองข้างเดียวกับที่มีแผลเกิดอาการบวมโตและเจ็บเมื่อกด
  • การติดเชื้อทั่วร่างกาย (Systemic Infection): เช่น โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) วัณโรค ซิฟิลิส หรือการติดเชื้อไวรัสบางชนิด ซึ่งมักทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตหลายตำแหน่งทั่วร่างกายร่วมกับมีไข้
  • โรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Diseases): เช่น โรคพุ่มพวง หรือโรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus) และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)
  • โรคมะเร็ง (Malignancies): เช่น มะเร็งเต้านมที่กระจายมายังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งลักษณะของต่อมน้ำเหลืองมักจะโตขึ้นเรื่อยๆ แข็ง แน่น ไม่ขยับตามมือ และมักไม่มีอาการเจ็บในระยะแรก

ขั้นตอนและเทคนิควิธีตรวจคลำหาต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ด้วยตัวเองอย่างถูกต้อง

การตรวจคลำหาความผิดปกติด้วยตนเองควรทำอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ควรทำควบคู่กับการตรวจเต้านมด้วยตนเอง เพื่อให้คุ้นเคยกับลักษณะเนื้อเยื่อปกติของร่างกายตนเอง และสามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติที่เป็นระบบดังนี้

การเตรียมตัวและท่าทางที่เหมาะสม

ให้ยืนหรือนั่งหน้ากระจกบานใหญ่ เพื่อให้สามารถมองเห็นความสมมาตรของร่างกายทั้งสองข้างได้อย่างชัดเจน ยกแขนข้างที่จะตรวจขึ้นวางพาดไว้บนศีรษะ หรือปล่อยแขนสบายๆ แนบลำตัวแล้วให้ผู้ช่วยหรือญาติช่วยคลำ (แต่การใช้วิธียกแขนขึ้นจะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าอกและรักแร้ตึงตัว ทำให้คลำหาต่อมน้ำเหลืองได้ง่ายที่สุด)

เทคนิคการใช้นิ้วมือตรวจคลำ

ใช้ปลายนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางของมือข้างที่ไม่ได้ตรวจ (เช่น จะตรวจรักแร้ข้างขวา ให้ใช้มือซ้ายในการคลำ) รวบรวมสัมผัสด้วยความรู้สึกที่อ่อนโยนแต่มั่นคง ห้ามใช้วิธีหยิกเนื้อบริเวณรักแร้เด็ดขาด แต่ให้ใช้วิธีวางปลายนิ้วราบลงไปแล้วกดนวดวนเป็นวงกลมเบาๆ (Circular Motion) ในทิศทางตามเข็มนาฬิกาและทวนเข็มนาฬิกา

การไล่ระดับพื้นที่ครอบคลุมทั่วบริเวณรักแร้

การตรวจบริเวณรักแร้ต้องคลำให้ครอบคลุม 4 จุดสำคัญทางกายวิภาค ได้แก่ ผนังอกด้านหน้า ใต้กล้ามเนื้อหน้าอก ผนังอกด้านหลัง ใต้สะบัก และบริเวณกึ่งกลางรักแร้ รวมถึงบริเวณไหปลาร้าต่อเนื่องกัน เพราะต่อมน้ำเหลืองกลุ่มนี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

คำแนะนำจากคุณหมอ: ลักษณะของต่อมน้ำเหลืองปกติมักจะมีขนาดเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียวหรือเมล็ดถั่วลิสง นิ่ม ขยับเคลื่อนไหวได้เล็กน้อยเมื่อใช้นิ้วดัน และอาจมีอาการเจ็บเล็กน้อยหากมีการอักเสบร่วมด้วย แต่หากคลำพบก้อนที่มีลักษณะแข็งราวกับหิน ยึดติดแน่นกับเนื้อเยื่อรอบข้าง ไม่ยอมขยับเขยื้อน และมีขนาดใหญ่กว่าหนึ่งเซนติเมตรโดยไม่ยุบลงภายในสองสัปดาห์ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องรีบพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจวินิจฉัยเชิงลึก

อาการและลักษณะของต่อมน้ำเหลืองที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของขนาด ความยืดหยุ่น และอาการร่วมอื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินความรุนแรงของโรค ลักษณะของก้อนที่บ่งบอกถึงความผิดปกติอันตรายมีดังต่อไปนี้

  • ขนาดใหญ่ผิดปกติ: ก้อนที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 1 ถึง 2 เซนติเมตรขึ้นไป และไม่มีแนวโน้มที่จะยุบลงหลังจากผ่านไป 2 สัปดาห์
  • ความแข็งและพื้นผิว: ก้อนที่มีความแข็งมาก คล้ายก้อนหิน หรือผิวขรุขระ ไม่เรียบเนียน
  • การเคลื่อนไหว: ก้อนที่ยึดติดแน่นกับผิวหนังหรือกล้ามเนื้อใต้ผิวหนัง ไม่สามารถขยับเลื่อนไปมาได้เมื่อใช้นิ้วผลัก
  • อาการเจ็บ: ก้อนเนื้อร้ายมักจะไม่เจ็บในระยะแรก ต่างจากก้อนที่เกิดจากการติดเชื้ออักเสบทั่วไปที่จะมีอาการปวด บวม แดง ร้อนอย่างชัดเจน
  • อาการร่วมทั่วร่างกาย: มีไข้เรื้อรัง เหงื่อออกมากตอนกลางคืน น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ อ่อนเพลียเรื้อรัง และมีผื่นขึ้นตามตัว

สัญญาณอันตราย (Red Flag Symptoms) ที่ต้องมาพบแพทย์ทันที

หากท่านตรวจพบต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โต ร่วมกับมีอาการเตือนเหล่านี้ ห้ามรอสังเกตอาการเด็ดขาด ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์โดยด่วน

  • มีไข้สูงติดต่อกันหลายวันโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการหนาวสั่นรุนแรง
  • น้ำหนักตัวลดลงมากกว่าร้อยละสิบของน้ำหนักเดิมภายในระยะเวลาหกเดือนโดยไม่ได้ควบคุมอาหาร
  • มีเหงื่อออกชุ่มเสื้อผ้าในเวลากลางคืนอย่างต่อเนื่อง
  • มีอาการหายใจลำบาก หายใจหอบเหนื่อย หรือเจ็บหน้าอกร่วมด้วย
  • มีก้อนเนื้อกระจายตัวโตขึ้นหลายตำแหน่งพร้อมกัน เช่น ที่คอ รักแร้ และขาหนีบ

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์และการรักษาที่ถูกต้อง

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการต่อมน้ำเหลืองโต แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยตามขั้นตอนมาตรฐานทางการแพทย์ เพื่อค้นหาต้นตอที่แท้จริงของปัญหา ดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามระยะเวลาที่พบก้อน อาการเจ็บ ประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการสัมผัสโรค และทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดทั่วทั้งตัว
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: เช่น การเจาะเลือดตรวจหาเม็ดเลือดขาว การติดเชื้อ หรือค่าการอักเสบในร่างกาย
  • การตรวจทางรังสีวิทยา: เช่น การทำอัลตราซาวด์ (Ultrasound) บริเวณรักแร้และเต้านม เพื่อประลักษณะของต่อมน้ำเหลือง หรือการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ในกรณีที่จำเป็น
  • การตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy): หากพบว่ามีลักษณะน่าสงสัยว่าเป็นเซลล์มะเร็ง แพทย์จะทำการใช้เข็มขนาดเล็กเจาะดูดเซลล์ (Fine Needle Aspiration) หรือตัดชิ้นเนื้อบางส่วนไปตรวจยืนยันผลภายใต้กล้องจุลทรรศน์
ข้อควรระวังทางการแพทย์: ห้ามทำการบีบ นวด เค้น หรือพยายามเจาะก้อนเนื้อที่รักแร้ด้วยตนเองเด็ดขาด เพราะการกระทำดังกล่าวอาจทำให้เกิดการอักเสบรุนแรง ติดเชื้อในกระแสเลือด หรือหากก้อนเนื้อนั้นเป็นเซลล์มะเร็ง อาจเป็นการกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งกระจายตัวเข้าสู่ระบบท่อน้ำเหลืองและแพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่นได้เร็วขึ้น

การดูแลรักษาและการปฏิบัติตัวเมื่อพบอาการต่อมน้ำเหลืองโต

การรักษาภาวะต่อมน้ำเหลืองโตที่รักแร้จะยึดตามสาเหตุที่ตรวจพบเป็นหลัก หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ที่เหมาะสมให้รับประทานจนครบกำหนด ห้ามหยุดยาเองแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม หากเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ร่างกายมักจะสามารถฟื้น 0ตัวได้เองโดยการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดมากๆ และรับประทานยาลดไข้แก้ปวดตามอาการ

ในกรณีที่ตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองหรือมะเร็งเต้านม การรักษาจะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางด้านโรคมะเร็ง ซึ่งอาจประกอบด้วยการผ่าตัด การให้เคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือการฉายรังสี (Radiotherapy) ตามระยะของโรค

การป้องกันและการดูแลสุขภาพเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

แม้ว่าบางสาเหตุของต่อมน้ำเหลืองโตจะไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงได้ด้วยแนวทางปฏิบัติดังนี้

  • รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัส
  • ระมัดระวังไม่ให้เกิดแผลบริเวณมือ แขน และรักแร้ หากมีแผลควรทำความสะอาดและใส่ยาฆ่าเชื้อทันที
  • หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีรุนแรงหรือผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองบริเวณรักแร้
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วน 5 หมู่ เน้นผักผลไม้สดที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการกับความเครียดอย่างเหมาะสม
  • ตรวจสุขภาพประจำปีอย่างต่อเนื่อง และหมั่นตรวจคลำเต้านมและรักแร้ด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือน

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ดูแลและผู้ป่วยในการตรวจเช็กต่อมน้ำเหลือง

Checklist แนวทางปฏิบัติที่ควรทำทันที:

1. จัดสรรเวลาเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อทำความเข้าใจ วิธีตรวจคลำหาต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ ด้วยตนเองหน้ากระจก
2. สังเกตขนาด ความนิ่ม และการเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อบริเวณรักแร้ทั้งสองข้างอย่างละเอียด
3. หากพบก้อนเนื้อที่โตขึ้น ผิดปกติ แข็ง แน่น หรือไม่ยุบลงใน 2 สัปดาห์ ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะทานเองเด็ดขาด
4. รีบเข้ารับการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องและปลอดภัยที่สุด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down