ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เจ็บรักแร้คล้ายฝี ก้อนบวมโตสัญญาณอันตราย: เข้าใจโรคต่อมน้ำเหลืองอักเสบและการรักษาที่ถูกต้อง

อาการเจ็บรักแร้พร้อมกับคลำพบก้อนบวมคล้ายฝี เป็นอาการที่สร้างความกังวลใจและสร้างความเจ็บปวดให้ผู้ป่วยเป็นอย่างมาก หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเพียงฝีธรรมดาหรือสิวอักเสบใต้ผิวหนัง แต่ในทางการแพทย์ อาการลักษณะนี้มักบ่งบอกถึงความผิดปกติของต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ (Axillary Lymph Node) ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านหน้าของระบบภูมิคุ้มกันในการดักจับและทำลายเชื้อโรค การทำความเข้าใจสาเหตุ กลไกการเกิดโรค และแนวทางการรักษาที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

กายวิภาคและหน้าที่ของต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้

ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้เป็นส่วนหนึ่งของระบบน้ำเหลือง (Lymphatic System) ทั่วร่างกาย ทำหน้าที่กรองของเหลวหรือน้ำเหลืองที่ไหลมาจากแขน ผิวหนังบริเวณหน้าอกส่วนบน และเต้านม เมื่อร่างกายเกิดการติดเชื้อ บาดเจ็บ หรือมีความผิดปกติ เซลล์เม็ดเลือดขาวภายในต่อมน้ำเหลืองจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อต่อ 1 สู้กับสิ่งแปลกปลอม ส่งผลให้ต่อมน้ำเหลืองบริเวณนั้นเกิดอาการบวมโต ร้อน แดง และเจ็บปวด ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของระบบภูมิคุ้มกัน

สาเหตุและกลไกการเกิดอาการบวมและเจ็บที่รักแร้

อาการรักแร้บวมเป็นก้อนและเจ็บเหมือนฝี เกิดได้จากหลายสาเหตุทางการแพทย์ โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ดังนี้

  • การติดเชื้อแบคทีเรีย: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เชื้อแบคทีเรีย เช่น สแตฟิโลคอกคัส (Staphylococcus aureus) หรือสเตรปโตคอกคัส (Streptococcus) อาจเข้าสู่ร่างกายผ่านทางแผลถลอก รอยข่วน รูขุมขนอักเสบ ต่อมเหงื่ออักเสบ (Hidradenitis Suppurativa) หรือการโกนขนรักแร้ ทำให้เกิดการอักเสบเป็นหนองคล้ายฝีและการลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
  • การติดเชื้อไวรัสหรือเชื้อรา: โรคติดเชื้อบางชนิด เช่น โรคแมวข่วน (Cat Scratch Disease) โรคซิฟิลิส หรือการติดเชื้อไวรัสบางประเภท ก็สามารถทำให้ต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกายรวมถึงรักแร้โตได้เช่นกัน
  • การใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายหรือเครื่องสำอาง: สารเคมีบางชนิดในผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อหรือโรลออนอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ระคายเคืองอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดตุ่มอักเสบ บวมแดง และเจ็บปวดบริเวณรักแร้
  • ซีสต์หรือเนื้องอกใต้ผิวหนัง: ถุงน้ำใต้ผิวหนัง (Epidermal Cyst) หรือไขมันอุดตันที่เกิดการอักเสบและติดเชื้อ ก็จะมีลักษณะนูนบวมและเจ็บคล้ายฝีได้
  • ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันและโรคมะเร็ง: ในบางกรณีที่ก้อนต่อมน้ำเหลืองโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ยุบลง และไม่มีอาการเจ็บ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) หรือมะเร็งเต้านมที่กระจายมายังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้
คำแนะนำจากคุณหมอ: หากพบก้อนบวมที่รักแร้ สิ่งสำคัญคือห้ามบีบ นวด หรือพยายามเจาะก้อนนั้นด้วยตนเองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้การติดเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดและกลายเป็นภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

อาการและลำดับการพัฒนาของโรค

อาการเริ่มต้นมักเริ่มจากความรู้สึกเจ็บตึงเบาๆ บริเวณรักแร้ ต่อมาจะเริ่มคลำพบก้อนเนื้อขนาดตั้งแต่เมล็ดถั่วเขียวจนถึงขนาดใหญ่เท่าไข่ไก่ ผิวหนังบริเวณนั้นอาจมีสีแดงขึ้น ร้อนเมื่อสัมผัส และเจ็บมากเวลาขยับแขน หากมีการสะสมของหนองภายใน (Abscess) ก้อนจะมีความนิ่มหยุ่นและกดเจ็บชัดเจน อาการเหล่านี้อาจมาพร้อมกับไข้ต่ำๆ และอาการอ่อนเพลีย เนื่องจากร่างกายกำลังต่อสู้กับการติดเชื้อ

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

แม้ว่าอาการบวมบางกรณีอาจยุบลงได้เอง แต่มีสัญญาณอันตรายบางประการที่ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์โดยด่วนเพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม ได้แก่

  • มีไข้สูงหนาวสั่นร่วมด้วยอย่างต่อเนื่อง
  • ก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน
  • มีหนองหรือเลือดไหลออกมาจากก้อนเนื้อเอง
  • ผิวหนังรอบก้อนเนื้อมีสีม่วงคล้ำหรือลุกลามเป็นวงกว้าง
  • ก้อนเนื้อมีความแข็งมาก ยึดติดแน่นกับเนื้อเยื่อรอบข้างและไม่ยอมขยับเคลื่อนที่
  • ต่อมน้ำเหลืองโตขึ้นหลายตำแหน่งพร้อมกัน เช่น บริเวณลำคอ ขาหนีบ ร่วมกับการน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุนานกว่าหนึ่งเดือน
ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากก้อนต่อมน้ำเหลืองโตนานเกินสองสัปดาห์โดยไม่มีทีท่าว่าจะลดลง หรือไม่มีอาการเจ็บปวดร่วมด้วยเลย ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อตัดประเด็นโรคมะเร็งออกไป

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการรักแร้บวมและเจ็บ แพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นขั้นตอน ดังนี้

  • การซักประวัติและการตรวจร่างกาย: แพทย์จะสอบถามระยะเวลาที่เป็น อาการเจ็บ ประวัติการบาดเจ็บ การโกนขน การใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย และประวัติการเจ็บป่วยอื่นๆ พร้อมทั้งคลำตรวจลักษณะของก้อน ความแข็ง ขนาด และความเคลื่อนไหวของต่อมน้ำเหลือง
  • การตรวจทางห้องปฏิบัติการ: เช่น การเจาะเลือดตรวจหาค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count) เพื่อประเมินภาวะการติดเชื้อและการอักเสบในร่างกาย
  • การอัลตร้าซาวด์ (Ultrasound): ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อตรวจสอบลักษณะภายในของก้อน ว่าเป็นถุงน้ำหนอง (Abscess) เนื้อเยื่ออักเสบ หรือมีความผิดปกติของโครงสร้างอื่นๆ
  • การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา (Biopsy): ในกรณีที่แพทย์สงสัยว่าอาจมีภาวะเนื้อเยื่อผิดปกติหรือโรคมะเร็ง การนำตัวอย่างเซลล์หรือชิ้นเนื้อไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะช่วยให้ได้การวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุด

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

การรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการ โดยแบ่งออกเป็นแนวทางหลักๆ ดังนี้

  • การรักษาด้วยยา: หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ชนิดรับประทานหรือชนิดฉีดให้ครบตามกำหนด ห้ามหยุดยาเองแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้ว ร่วมกับการให้ยาแก้ปวด ยาลดอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ (NSAIDs) เพื่อบรรเทาอาการปวดและลดบวม
  • การผ่าระบายหนอง: หากก้อนเนื้อพัฒนาเป็นฝีที่มีหนองสะสมอยู่ภายใน (Abscess) แพทย์จะทำการฉีดยาชาและทำการกรีดระบายหนองออก พร้อมทั้งล้างแผลให้สะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อลุกลาม
  • การดูแลรักษาความสะอาดที่บ้าน: ประคบอุ่นบริเวณที่เป็นครั้งละสิบห้าถึงยี่สิบนาที วันละสามถึงสี่ครั้ง เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและช่วยให้ก้อนยุบตัวหรือหนองสุกเร็วขึ้น รักษาความสะอาดผิวหนังบริเวณรักแร้ด้วยสบู่สูตรอ่อนโยน และหลีกเลี่ยงการใช้โรลออนหรือน้ำหอมชั่วคราว

สิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาดเมื่อมีอาการ

  • ห้ามใช้มือบีบ เค้น หรือเจาะก้อนหนองด้วยตนเองเด็ดขาด
  • ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อรับประทานเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ โลชั่น หรือน้ำหอมทาบริเวณที่มีอาการอักเสบ
  • หลีกเลี่ยงการโกนขนรักแร้ในระยะที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อ

วิธีป้องกันการเกิดซ้ำและการดูแลสุขภาพภูมิคุ้มกัน

การป้องกันสามารถทำได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด รักษาความสะอาดบริเวณรักแร้ให้แห้งอยู่เสมอ ระมัดระวังในการโกนขนรักแร้เพื่อไม่ให้เกิดแผลถลอก หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ และควรดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้พร้อมต่อสู้กับเชื้อโรคอยู่เสมอ

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down