บทนำและภาพรวมของภาวะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โตจากการติดเชื้อ
ต่อมน้ำเหลือง (Lymph nodes) เป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่เสมือน ด่านกรอง เชื้อโรค สิ่งแปลกปลอม และเซลล์ที่ผิดปกติ โดยปกติแล้ว ต่อมน้ำเหลืองจะมีกระจายอยู่ทั่วร่างกาย แต่บริเวณที่มีการรวมตัวกันหนาแน่นและสามารถคลำพบได้ง่ายเมื่อเกิดความผิดปกติ ได้แก่ บริเวณลำคอ ขาหนีบ และรักแร้ (Axilla) เมื่อเกิดการเจ็บป่วยหรือมีการติดเชื้อในบริเวณใกล้เคียง ต่อมน้ำเหลืองในบริเวณนั้นจะทำหน้าที่ตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้มีขนาดโตขึ้นและอาจมีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย
ในบรรดาสาเหตุทั้งหมดที่ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังทำให้เกิดการอักเสบและการโตขึ้นของต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ได้อย่างบ่อยครั้งที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เด็กทารก เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ในเด็กเล็กนั้น ผิวหนังมีความบอบบางและง่ายต่อการเกิดบาดแผลจากการเกา อับชื้น หรือแมลงสัตว์กัดต่อย ในขณะที่ผู้สูงอายุอาจมีผิวหนังที่แห้ง คัน และระบบการไหลเวียนของน้ำเหลืองที่เสื่อมถอยลง ทำให้การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังชั้นนอกลุกลามเข้าสู่ระบบน้ำเหลืองลึกขึ้นอย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจกลไก อาการ และแนวทางการรักษาที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันไม่ให้การติดเชื้อลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดอันอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค: การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตได้อย่างไร
การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังทำให้เกิดกระบวนการอักเสบต่อเนื่องลึกลงไปจนถึงต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ ผ่านกลไกทางสรีรวิทยาและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยสามารถแบ่งอธิบายได้ดังนี้
1. เชื้อก่อโรคตัวการสำคัญ
เชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุหลักในการก่อโรคผิวหนังอักเสบและนำไปสู่ต่อมน้ำเหลืองโต ได้แก่:
- สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus): แบคทีเรียแกรมบวกที่พบได้บ่อยตามผิวหนังปกติ แต่เมื่อมีบาดแผล เชื้อนี้จะเข้าสู่ผิวหนังชั้นลึก ก่อให้เกิดหนอง ฝี และเนื้อเยื่ออักเสบ
- สเตรปโตค็อกคัส ไพโอจีนัส (Streptococcus pyogenes) หรือ Group A Streptococcus: แบคทีเรียที่แพร่กระจายได้รวดเร็ว ก่อให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบเฉียบพลัน (Cellulitis) และโรคไฟลามทุ่ง (Erysipelas) ซึ่งมีแนวโน้มลุกลามเข้าสู่ท่อน้ำเหลืองได้สูงมาก
2. กลไกการเดินทางของเชื้อโรคจากผิวหนังสู่รักแร้ (Pathophysiology)
เมื่อผิวหนังบริเวณแขน มือ หน้าอก หรือรักแร้ เกิดรอยฉีกขาด เช่น แผลถลอก แผลโกนขนรักแร้ แผลจากแมลงกัด หรือโรคผิวหนังอักเสบ (Eczema) แบคทีเรียจะบุกรุกเข้าสู่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (Dermis and Subcutaneous tissue) และแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว
ร่างกายจะพยายามจำกัดการติดเชื้อโดยส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวมากำจัดเชื้อโรค ทว่า แบคทีเรียบางส่วนรวมถึงสารพิษ (Toxins) ที่แบคทีเรียปล่อยออกมา จะหลุดรอดเข้าสู่ท่อน้ำเหลืองฝอย (Lymphatic capillaries) ที่อยู่บริเวณผิวหนัง ท่อน้ำเหลืองเหล่านี้จะทำหน้าที่ระบายน้ำเหลืองจากบริเวณแขนและทรวงอก มุ่งหน้าเข้าสู่สถานีกรองน้ำเหลืองหลัก ซึ่งก็คือ ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ (Axillary lymph nodes)
เมื่อแบคทีเรียและสิ่งแปลกปลอมเดินทางมาถึงต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ เช่น แมคโครฟาจ (Macrophages) และลิมโฟไซต์ (Lymphocytes) ที่อาศัยอยู่ในต่อมน้ำเหลืองจะตื่นตัวและทำปฏิกิริยาต่อสู้กับเชื้อโรคอย่างรุนแรง กระบวนการนี้ส่งผลให้เกิดการหลั่งสารสื่ออักเสบ (Inflammatory cytokines) มีการขยายตัวของหลอดเลือดในต่อมน้ำเหลือง และมีการเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์นี้เองที่เรียกว่า ต่อมน้ำเหลืองอักเสบเฉียบพลัน (Acute lymphadenitis) ทำให้ต่อมน้ำเหลืองมีขนาดโตขึ้น ตึง เจ็บ และร้อนเมื่อสัมผัส
อาการสำคัญและระยะการดำเนินโรค
การแสดงอาการของโรคนี้มักเริ่มจากจุดเล็กๆ ที่ผิวหนังก่อนจะลุกลาม โดยทางการแพทย์สามารถแบ่งระยะของอาการออกเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้
ระยะที่ 1: การติดเชื้อเฉพาะที่ที่ผิวหนัง (Localized Skin Infection)
ผู้ป่วยจะมีอาการนำจากโรคผิวหนังเริ่มต้น เช่น มีตุ่มหนอง รูขุมขนอักเสบ (Folliculitis) แผลพุพอง (Impetigo) หรือผิวหนังบริเวณแขน มือ หรือรักแร้ มีลักษณะบวม แดง ร้อน และเจ็บปวดลามเป็นบริเวณกว้าง (Cellulitis) ในระยะนี้ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้อาจจะยังไม่โต หรือเริ่มคลำได้เป็นก้อนนุ่มๆ ขนาดเล็กที่ยังไม่เจ็บมาก
ระยะที่ 2: ท่อน้ำเหลืองอักเสบลุกลาม (Lymphangitis)
เมื่อเชื้อโรคเริ่มแพร่กระจายผ่านท่อน้ำเหลือง ผู้ป่วยบางรายอาจสังเกตเห็น เส้นสีแดง (Red streaks) พาดผ่านจากบริเวณบาดแผลต้นเหตุลากยาวขึ้นไปทางรักแร้ เส้นสีแดงนี้คือท่อน้ำเหลืองที่กำลังอักเสบเฉียบพลัน เป็นสัญญาณชัดเจนว่าเชื้อโรคกำลังเดินทางเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองหลัก
ระยะที่ 3: ต่อมน้ำเหลืองอักเสบเด่นชัด (Acute Axillary Lymphadenitis)
ในระยะนี้ ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้จะมีขนาดโตขึ้นอย่างรวดเร็ว (มักมีขนาดมากกว่า 1 เซนติเมตรขึ้นไป) คลำพบเป็นก้อนเดี่ยวหรือหลายก้อนติดกัน มีอาการเจ็บปวดเด่นชัด โดยเฉพาะเวลาขยับแขนหรือยกแขน ผิวหนังเหนือต่อมน้ำเหลืองอาจมีสีแดงและอุ่นกว่าผิวหนังบริเวณรอบข้าง ผู้ป่วยมักเริ่มมีไข้ต่ำถึงไข้สูง หนาวสั่น อ่อนเพลีย และเบื่ออาหารร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ต่อมน้ำเหลืองที่อักเสบอาจกลายเป็นหนองภายใน (Suppurative lymphadenitis) ซึ่งจะคลำได้ก้อนที่มีลักษณะหยุ่นๆ (Fluctuant) และเจ็บปวดรุนแรงถึงขั้นไม่สามารถหุบแขนลงได้
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที (Red Flag Symptoms)
การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังลุกลามสู่ต่อมน้ำเหลืองอาจพัฒนาไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) หรือเนื้อตายเน่า (Necrotizing fasciitis) หากผู้ป่วยหรือผู้ดูแลพบสัญญาณเตือนอันตรายดังต่อไปนี้ ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอ:
- ไข้สูงเฉียบพลันและไม่ลดลง: มีไข้สูงกว่า 38.5 องศาเซลเซียส แม้จะรับประทานยาลดไข้และเช็ดตัวแล้วก็ยังไม่ทุเลาลง
- แผลบวมแดงลุกลามอย่างรวดเร็ว: บริเวณผิวหนังที่บวม แดง หรือร้อน มีการขยายขนาดอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
- สัญญาณของภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Systemic Toxicity): มีอาการหนาวสั่นอย่างรุนแรง ซึมลง เพลียจัด สับสน หรือกระสับกระส่าย
- ในเด็กเล็กและทารก: มีอาการไม่ยอมดูดนม ซึมลง ไม่เล่น ร้องกวนโยเยตลอดเวลา หรือมีอาการหายใจหอบเหนื่อย อกบุ๋ม ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อยลงมาก (สัญญาณของภาวะขาดน้ำและติดเชื้อรุนแรง)
- ก้อนที่รักแร้โตขึ้นเร็วและนิ่มหยุ่น: มีลักษณะของการเป็นฝีหนองขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง ซึ่งเสี่ยงต่อการแตกและการแพร่กระจายของเชื้อ
วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์
เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดำเนินการตรวจวินิจฉัยอย่างเป็นระบบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและวางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ดังนี้
1. การซักประวัติอย่างละเอียด (History Taking)
แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ บาดแผลต้นเหตุ (เช่น แผลแมลงกัด แผลโกนขน หรือแผลอุบัติเหตุ) ประวัติการสัมผัสสัตว์เลี้ยง (เช่น แมวข่วน ซึ่งอาจทำให้นึกถึงโรคแมวข่วน หรือ Cat scratch disease) ประวัติการใช้ยาปฏิชีวนะก่อนหน้านี้ และโรคประจำตัว
2. การตรวจร่างกาย (Physical Examination)
แพทย์จะทำการคลำต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้เพื่อประเมินขนาด ความหนาแน่น ความเจ็บปวด และการยึดติดกับเนื้อเยื่อรอบข้าง พร้อมทั้งตรวจหาบาดแผลทางเข้าของเชื้อแบคทีเรียที่บริเวณแขน มือ ทรวงอก และหลัง
3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ (Investigations)
- การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count - CBC): เพื่อดูปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cell count) ซึ่งมักจะสูงขึ้นในภาวะติดเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะเซลล์นิวโทรฟิล (Neutrophils)
- การเพาะเชื้อจากบาดแผล (Wound Culture): แพทย์จะเก็บตัวอย่างหนองหรือสิ่งคัดหลั่งจากบาดแผลผิวหนังต้นเหตุเพื่อนำไปเพาะเชื้อและทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะ (Culture and Sensitivity)
- การเพาะเชื้อจากเลือด (Blood Culture): ในรายที่มีไข้สูงหรือสงสัยว่ามีภาวะติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด
- การตรวจอัลตราซาวนด์ (Ultrasound Axilla): ช่วยประเมินโครงสร้างของต่อมน้ำเหลือง แยกแยะระหว่างต่อมน้ำเหลืองอักเสบธรรมดาและการเกิดเป็นโพรงหนอง (Abscess) ซึ่งต้องรักษาด้วยการระบายหนอง
วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์
การรักษาภาวะต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โตอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง มีเป้าหมายเพื่อกำจัดเชื้อก่อโรค บรรเทาอาการเจ็บปวด และป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก:
1. การรักษาทางการแพทย์ (Medical Treatment)
- การใช้ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics): เป็นหัวใจสำคัญของการรักษา เนื่องจากสาเหตุเกิดจากแบคทีเรีย แพทย์จะจ่ายยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน เช่น คลอกซาซิลลิน (Cloxacillin), เซฟาเลกซิน (Cephalexin) หรืออะม็อกซีซิลลินร่วมกับกรดคลาวูลานิก (Amoxicillin/Clavulanate) หากอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อรับยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำ (Intravenous antibiotics)
- การรักษาทางศัลยกรรม (Surgical Intervention): หากตรวจพบว่าต่อมน้ำเหลืองกลายเป็นโพรงหนอง (Abscess) แพทย์จะทำการเจาะระบายหนองออก (Incision and Drainage - I&D) ภายใต้เทคนิคปราศจากเชื้อ
- ยาบรรเทาอาการ: ยาลดไข้และยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol) หรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ในกรณีที่ไม่มีข้อห้ามใช้
2. การดูแลและพยาบาลที่บ้านอย่างถูกวิธี (Home Care)
- การประคบอุ่น (Warm Compress): ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นบิดหมาดๆ ประคบบริเวณรักแร้ที่อักเสบ ครั้งละ 15-20 นาที วันละ 3-4 ครั้ง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ช่วยให้ระบบน้ำเหลืองระบายได้ดีขึ้นและลดอาการปวด
- การพักผ่อนและการจำกัดการใช้แขน: พยายามหลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือขยับแขนข้างที่อักเสบมากเกินไป เพื่อลดการระคายเคืองต่อต่อมน้ำเหลือง
- การเช็ดตัวลดไข้ที่ถูกต้อง (Tepid Sponge): สำหรับผู้ป่วยเด็กที่มีไข้ ให้ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นหมาดๆ เช็ดตามร่างกายย้อนทิศทางการไหลของขน โดยเน้นบริเวณข้อพับต่างๆ เช่น รักแร้ ซอกคอ และขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อน ห้ามใช้น้ำเย็นจัดหรือแอลกอฮอล์เช็ดตัวเด็ดขาด
- การรักษาความสะอาดของบาดแผล: ทำความสะอาดบาดแผลผิวหนังที่เป็นต้นเหตุด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำเกลือปราศจากเชื้อตามคำแนะนำของแพทย์ และปิดแผลเพื่อป้องกันสิ่งสกปรก
ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด
เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตัวผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่ต้องยึดถืออย่างเคร่งครัดดังนี้:
- ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง: การได้รับยาปฏิชีวนะไม่ตรงกับชนิดของเชื้อหรือในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ไม่เพียงแต่ทำให้การรักษาไม่ได้ผล แต่ยังเหนี่ยวนำให้เกิดเชื้อดื้อยาและโรคแทรกซ้อนรุนแรง
- ห้ามใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) และไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) ในกรณีที่ยังไม่สามารถตัดภาวะไข้เลือดออกออกไปได้: โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก ยาเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อเกล็ดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออกในกระเพาะอาหารและอวัยวะภายในจนเป็นอันตรายถึงชีวิต
- การคำนวณขนาดยาพาราเซตามอลที่ถูกต้องในเด็ก: ขนาดยาพาราเซตามอลที่ปลอดภัยในเด็กคือ 10 ถึง 15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัวเด็ก 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง โดยสามารถให้ซ้ำได้ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และห้ามให้เกิน 5 ครั้งต่อวัน เพื่อป้องกันภาวะพิษต่อตับ (Hepatotoxicity)
- ต้องกินยาปฏิชีวนะให้ครบกำหนด: แม้อาการต่อมน้ำเหลืองโตและไข้จะทุเลาลงแล้วก็ตาม ผู้ป่วยต้องรับประทานยาปฏิชีวนะติดต่อกันจนครบตามแผนการรักษาของแพทย์ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำและการดื้อยาของแบคทีเรีย
วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว
การป้องกันไม่ให้การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังลุกลามจนทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต สามารถทำได้โดยการดูแลสุขอนามัยและการเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ดังนี้:
1. การรักษาความสะอาดและการดูแลผิวหนัง
- ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดเป็นประจำ โดยเฉพาะก่อนและหลังการสัมผัสแผล
- หลีกเลี่ยงการแกะ เกา ตุ่มหนอง หรือบาดแผลบนผิวหนัง ในเด็กเล็กควรตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันการเกาจนผิวหนังฉีกขาด
- หากเกิดบาดแผลที่ผิวหนัง ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ทันที ทายาฆ่าเชื้อเฉพาะที่ และปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ที่สะอาด
- ระมัดระวังในการโกนหรือถอนขนรักแร้ ควรใช้อุปกรณ์ที่สะอาดและไม่โกนย้อนแนวเส้นขนเพื่อลดการอักเสบของรูขุมขน
2. โภชนาการและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
- รับประทานอาหารที่ครบ 5 หมู่ โดยเน้นโปรตีนคุณภาพดี เช่น เนื้อปลา ไข่ และเต้าหู้ ซึ่งจำเป็นต่อการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและระบบภูมิคุ้มกัน
- รับประทานผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม ฝรั่ง และผักใบเขียว เพื่อช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวในการกำจัดเชื้อโรค
- ดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ เพื่อรักษาสมดุลของระบบไหลเวียนโลหิตและน้ำเหลือง
3. การรับวัคซีนป้องกันโรค
สำหรับเด็ก ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนพื้นฐานตามตารางของกระทรวงสาธารณสุขอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น วัคซีนไอกรน-บาดทะยัก-คอตีบ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อรุนแรงผ่านทางบาดแผลผิวหนัง
กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับพ่อแม่และผู้ดูแล (Actionable Checklist)
หากพบว่าลูกหลานหรือคนใกล้ชิดมีก้อนโตที่รักแร้ ร่วมกับประวัติมีแผลติดเชื้อที่ผิวหนัง ให้ปฏิบัติตามแนวทางขั้นตอนนี้ทันที:
- สังเกตและจดบันทึก: ตรวจดูผิวหนังบริเวณแขน มือ และรักแร้ เพื่อหาบาดแผลต้นเหตุ วัดอุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วย และบันทึกเวลาที่มีไข้
- ทำความสะอาดบาดแผล: หากพบบาดแผลที่ผิวหนัง ให้ทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ และทายาฆ่าเชื้อ
- บรรเทาอาการปวดและไข้: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวอย่างถูกต้อง และทำการเช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำอุ่น
- ประคบอุ่นที่รักแร้: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบบริเวณก้อนที่รักแร้เพื่อบรรเทาอาการปวดตึง
- สำรวจสัญญาณอันตราย (Red Flags): ตรวจสอบว่าผู้ป่วยมีอาการซึม หายใจหอบ ไข้สูงลอย หรือก้อนโตเร็วแดงร้อนผิดปกติหรือไม่
- ไปพบแพทย์เฉพาะทาง: นำผู้ป่วยไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะกินเองเด็ดขาด