ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ทำไมต้องต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้และภาพรวมทางการแพทย์

ต่อมน้ำเหลือง (Lymph Node) เป็นอวัยวะส่วนสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำหน้าที่เสมือนด่านหน้าในการกรองเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอม เซลล์มะเร็ง และสร้างเม็ดเลือดขาวเพื่อต่อสารก่อโรค โดยในร่างกายมนุษย์มีต่อมน้ำเหลืองกระจายอยู่ทั่วร่าง และบริเวณรักแร้ (Axilla) ก็เป็นหนึ่งในจุดรวมของต่อมน้ำเหลืองจำนวนมากที่ทำหน้าที่ดูแลแขน หน้าอก และส่วนบนของลำตัว เมื่อเกิดความผิดปกติหรือมีการติดเชื้อในบริเวณดังกล่าว ต่อมน้ำเหลืองเหล่านี้มักจะตอบสนองด้วยการขยายขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งในทางการแพทย์เรียกว่า ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โตแบบไหนต้องเ...

สถิติทางการแพทย์พบว่า อาการต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โตส่วนใหญ่เกิดจากภาวะที่ไม่รุนแรง เช่น การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียทั่วไป และสามารถยุบลงได้เองเมื่อร่างกายหายจากโรค อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีความกังวลใจว่า อาการก้อนที่รักแร้นี้จะเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) หรือมะเร็งเต้านมที่แพร่กระจายมายังต่อมน้ำเหลือง การทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสาเหตุ ลักษณะของก้อน และเกณฑ์ในการตัดสินใจว่าเมื่อใดที่แพทย์พิจารณาต้องเจาะตรวจชิ้นเนื้อ (Biopsy) จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

สาเหตุและกลไกการเกิดอาการต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โต

การที่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้มีขนาดโตขึ้น เกิดจากกระบวนการทางสรีรวิทยาและภูมิคุ้มกัน เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดขาวประเภทลิมฟาไซต์ (Lymphocyte) และแมคโครฟาจ (Macrophage) จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วภายในต่อมน้ำเหลืองเพื่อทำลายเชื้อโรค ส่งผลให้เนื้อเยื่อภายในขยายตัวและทำให้เราคลำพบก้อนที่รักแร้ สาเหตุหลักแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มดังนี้

การติดเชื้อ (Infections)

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ การติดเชื้อบริเวณแขน มือ หรือหน้าอก เช่น แผลอักเสบที่ผิวหนัง การติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟิโลค็อกคัส (Staphylococcus) หรือสแตปโตค็อกคัส (Streptococcus) นอกจากนี้การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น โรคหัดเยอรมัน อีสุกอีใส หรือการติดเชื้อไวรัสEpstein-Barr ก็ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตทั่วร่างกายรวมถึงที่รักแร้ได้เช่นกัน การติดเชื้อจากแมวข่วน (Cat Scratch Disease) หรือวัณโรคต่อมน้ำเหลืองก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่พบได้ในทางปฏิบัติ

โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Diseases)

โรคบางชนิดที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติและหันมาทำลายเนื้อเยื่อของตนเอง เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) หรือโรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus หรือ SLE) สามารถกระตุ้นให้ต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกายรวมถึงบริเวณรักแร้โตขึ้นได้เช่นกัน

เนื้องอกและโรคมะเร็ง (Neoplasms and Malignancies)

นี่คือสาเหตุที่แพทย์และผู้ป่วยให้ความสำคัญมากที่สุด เนื้องอกที่ทำให้ต่อมน้ำเหลืองรักแร้โตแบ่งเป็น มะเร็งที่เกิดจากตัวต่อมน้ำเหลืองเองโดยตรง เช่น โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma) และมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด กับมะเร็งที่ลุกลามมาจากอวัยวะอื่น โดยเฉพาะโรคมะเร็งเต้านม (Breast Cancer) เนื่องจากท่อน้ำเหลืองจากเต้านมส่วนใหญ่จะระบายน้ำเหลืองไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ ทำให้มะเร็งเต้านมมักปรากฏอาการแรกเริ่มด้วยก้อนต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โต

อาการสำคัญและลักษณะทางคลินิกของต่อมน้ำเหลืองที่โต

ลักษณะทางกายภาพของต่อมน้ำเหลืองที่โตสามารถบอกเบาะแสสำคัญให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ โดยทั่วไปแพทย์จะทำการตรวจร่างกายด้วยการคลำเพื่อประเมินคุณ 5 ประการ ได้แก่ ตำแหน่ง ขนาด ความนิ่มหรือแข็ง ความสามารถในการขยับเคลื่อนที่ และอาการเจ็บปวด

  • ต่อมน้ำเหลืองโตจากการติดเชื้อ: มักมีขนาดค่อนข้างนิ่ม คลำแล้วขยับเคลื่อนที่ได้ง่ายใต้ผิวหนัง และมักมีอาการเจ็บหรือกดเจ็บร่วมด้วย เนื่องจากมีการอักเสบและบวมอย่างรวดเร็ว
  • ต่อมน้ำเหลืองโตจากมะเร็ง: มักมีลักษณะแข็งหรือค่อนข้างแข็งราวกับก้อนหิน คลำแล้วยึดติดแน่นกับเนื้อเยื่อรอบข้าง ไม่ยอมขยับเคลื่อนที่ และในระยะแรกมักไม่มีอาการเจ็บปวด ทำให้ผู้ป่วยหลายคนชะล่าใจไม่ยอมมาพบแพทย์

ระยะเวลาในการโตก็เป็นสิ่งสำคัญ หากก้อนต่อมน้ำเหลืองโตขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน มักเกิดจากการติดเชื้อเฉียบพลัน แต่หากก้อนค่อยๆ โตขึ้นอย่างช้าๆ ต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนโดยไม่ยุบลง ยิ่งเพิ่มความน่าสงสัยว่าอาจมีความผิดปกติที่รุนแรงซ่อนอยู่

สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที

ข้อควรระวังทางการแพทย์: หากท่านพบอาการร่วมเหล่านี้ (Red Flag Symptoms) ควรรีบเดินทางไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดโดยเร็วที่สุด ห้ามปล่อยทิ้งไว้เด็ดขาด
  • ก้อนต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้มีขนาดใหญ่มากกว่าสองเซนติเมตรขึ้นไป
  • ก้อนมีความแข็งมาก ยึดติดแน่นกับผิวหนังหรือเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ไม่ยอมขยับเคลื่อนที่เมื่อใช้มือผลัก
  • มีอาการไข้เรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ มีเหงื่อออกมากผิดปกติในช่วงเวลากลางคืน (Night Sweats)
  • น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ตั้งใจ (เช่น ลดลงมากกว่าสิบคะแนนของน้ำหนักตัวเดิมภายในหกเดือน)
  • มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง เบื่ออาหาร หรือมีผื่นร่วมด้วย
  • คลำพบก้อนเนื้อแข็งที่บริเวณเต้านม หรือมีสิ่งผิดปกติไหลจากหัวนมร่วมด้วย

วิธีตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์และการพิจารณาเจาะชิ้นเนื้อ

เมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โต แพทย์จะมีขั้นตอนการวินิจฉัยที่เป็นระบบเพื่อค้นหาต้นตอที่แท้จริง เริ่มต้นจากการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ระยะเวลาที่เป็น ประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการสัมผัสสัตว์เลี้ยง และประวัติโรคมะเร็งในครอบครัว ตามด้วยการตรวจร่างกายอย่างละเอียดทั้งระบบต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะใกล้เคียง

ขั้นตอนต่อมาคือการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการและการสร้างภาพทางการแพทย์ (Imaging Studies) ได้แก่ การตรวจเลือดเพื่อดูเม็ดเลือดขาวและการอักเสบ การทำอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) บริเวณรักแร้และเต้านมเพื่อดูลักษณะภายในของต่อมน้ำเหลือง หรือการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ในรายที่สงสัยการกระจายตัวของโรค

คำถามสำคัญคือ ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โตแบบไหนต้องเจาะตรวจชิ้นเนื้อ แพทย์จะพิจารณาทำหัตถการนี้ในกรณีต่อไปนี้:

  • เมื่อผลการตรวจทางรังสีวิทยา (เช่น อัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์)พบลักษณะของต่อมน้ำเหลืองที่น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็ง เช่น แกนกลางต่อมน้ำเหลืองผิดปกติ มีการหนาตัวของเปลือกนอก หรือมีเลือดมาเลี้ยงมากผิดปกติ
  • เมื่อทำการรักษาเบื้องต้นด้วยยาปฏิชีวนะหรือการติดตามอาการเป็นเวลาสองถึงสี่สัปดาห์แล้ว ก้อนต่อมน้ำเหลืองไม่มีขนาดเล็กลงหรือกลับมีขนาดใหญ่ขึ้น
  • เมื่อมีสัญญาณอันตรายร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด ไข้เรื้อรัง หรือมีประวัติเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง
  • การเจาะตรวจชิ้นเนื้อสามารถทำได้สองวิธีหลัก คือ การใช้เข็มขนาดเล็กดูดเซลล์ไปตรวจ (Fine Needle Aspiration หรือ FNA) หรือการตัดชิ้นเนื้อบางส่วนหรือทั้งหมดมาตรวจทางพยาธิวิทยา (Core Needle Biopsy หรือ Excisional Biopsy) ซึ่งวิธีหลังจะให้ความแม่นยำสูงสุดในการวินิจฉัยชนิดของโรค

วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องตามหลักการแพทย์

แนวทางการรักษาอาการต่อมน้ำเหลืองรักแร้โตขึ้นอยู่กับสาเหตุที่วินิจฉัยพบอย่างเคร่งครัด แพทย์จะเป็นผู้กำหนดแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

  • กรณีเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย: แพทย์จะพิจารณาจ่ายยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ที่ตรงกับชนิดของเชื้อ ผู้ป่วยต้องรับประทานยาให้ครบตามกำหนดอย่างเคร่งครัด แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา
  • กรณีเกิดจากการติดเชื้อไวรัส: ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ และการใช้ยาลดไข้แก้ปวดตามคำแนะนำของแพทย์
  • กรณีเกิดจากโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง: ต้องรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางด้านโรคข้อและรูมาตอยด์ เพื่อควบคุมโรคต้นเหตุ
  • กรณีเกิดจากโรคมะเร็ง: แนวทางการรักษาจะซับซ้อนและครอบคลุมทั้งการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) การฉายแสง (Radiotherapy) หรือการใช้ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ตามระยะและชนิดของเซลล์มะเร็ง
คำแนะนำจากคุณหมอ: การดูแลตนเองเบื้องต้นที่บ้านสามารถทำได้โดยการประคบอุ่นบริเวณที่ปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการอักเสบ ห้ามทำการบีบ นวด หรือพยายามเค้นก้อนต่อมน้ำเหลืองด้วยตนเองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อลุกลามที่รุนแรงมากขึ้นได้

ข้อควรระวังสำคัญและสิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาด

ในผู้ป่วยที่มีอาการต่อมน้ำเหลืองโตและมีไข้ร่วมด้วย มีข้อควรระวังทางการแพทย์ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ห้ามซื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) มารับประทานเองโดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์ เนื่องจากส่วนใหญ่อาจเกิดจากเชื้อไวรัส การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อไม่เพียงแต่ไม่ช่วยรักษาโรค แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงเรื่องเชื้อดื้อยาในอนาคต นอกจากนี้ การใช้ยากลุ่มแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) หรือยาแอสไพริน ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย

วิธีป้องกันและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

แม้ว่าบางสาเหตุของต่อมน้ำเหลืองโตจะไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง แต่การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและการเกิดโรคได้ การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล การล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่ผิวหนัง การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนห้าหมู่ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการตรวจสุขภาพประจำปี รวมถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในสตรีตามช่วงอายุที่เหมาะสม เป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และรับมือได้อย่างทันท่วงที

กล่องสรุปคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล

สรุปขั้นตอนปฏิบัติที่ทำได้ทันทีเมื่อพบต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โต:
1. สังเกตลักษณะของก้อน ขนาด ความเจ็บ และระยะเวลาที่เป็น
2. งดการบีบ นวด หรือกดทับก้อนเนื้อโดยเด็ดขาด
3. สังเกตอาการเตือนอันตราย เช่น ไข้ น้ำหนักลด หรือก้อนแข็งไม่ขยับ
4. รีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง
5. ปฏิบัติตามคำแนะนำและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down